การสร้างความเข็มแข็งของกลุ่มฌาปนกิจรวมใจบางน้ำจืด ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

ผู้แต่ง

  • ผดุง มีบุญธรรม วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • สัญญา สดประเสริฐ วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • ประเสริฐ บุปผาสุข วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

คำสำคัญ:

ความเข้มแข็งของชุมชม, กลุ่มฌาปนกิจ, การมีส่วนร่วมของประชาชน, การจัดการองค์กรชุมชน

บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพของกลุ่มฌาปนกิจรวมใจบางน้ำจืด ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 2) พัฒนากลไกในการสร้างความเข้มแข็งของกลุ่ม และ 3) ขับเคลื่อนกลไกที่พัฒนาแล้วสู่การปฏิบัติจริง โดยใช้รูปแบบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ผ่านกระบวนการประชุมกลุ่มย่อย เวทีเสวนาเชิงปฏิบัติการ และการทดลองใช้กลไกที่พัฒนาแล้วในพื้นที่จริง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักวิจัยและสมาชิกกลุ่ม ตลอดจนปรับปรุงกลไกให้เหมาะสมกับบริบทจริงของพื้นที่อย่างต่อเนื่อง กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารกลุ่มฌาปนกิจรวมใจบางน้ำจืด จำนวน 7 คน สมาชิกกลุ่มที่มีบทบาทในการเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่ม จำนวน 15 คน และตัวแทนอาสาสมัครระดับหมู่บ้าน จำนวน 9 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยผู้ให้ข้อมูลมีคุณสมบัติสำคัญ คือ เป็นสมาชิกกลุ่มมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี มีประสบการณ์หรือมีบทบาทในการบริหารจัดการหรือร่วมกิจกรรมของกลุ่ม และสมัครใจเข้าร่วมในกระบวนการวิจัยตลอดระยะเวลาโครงการ การเก็บข้อมูลใช้เครื่องมือวิจัยที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลได้ครอบคลุมและลึกซึ้ง ประกอบด้วย (1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview Guide) จำนวน 15 ข้อ แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านศักยภาพของกลุ่ม ด้านกลไกการบริหารจัดการ และด้านข้อเสนอแนะในการพัฒนาองค์กร (2) แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วม (Observation Checklist) ใช้ในการประเมินการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการจัดเวที เช่น การแสดงความคิดเห็น การปฏิบัติตามบทบาท และการสื่อสารร่วมกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 ด้านหลัก รวม 10 ข้อ และ (3) แนวคำถามสำหรับจัดเวทีเสวนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop Guideline) ซึ่งครอบคลุมช่วงการวิเคราะห์สถานการณ์ การออกแบบกลไกร่วมกัน และการทดสอบใช้แนวทางที่ได้ร่วมกันคิดขึ้น เครื่องมือวิจัยทั้งหมดได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยเฉพาะแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสังเกต ได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีการคำนวณค่า IOC (Index of Item-Objective Congruence) ซึ่งอยู่ในช่วง 0.80–1.00 แสดงถึงความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย และมีการปรับปรุงถ้อยคำให้เหมาะสมกับระดับความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมาย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อจำแนกประเด็นสำคัญจากข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์และเวทีเสวนา และใช้การสังเคราะห์เชิงระบบ (Systematic Synthesis) เพื่อนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาประมวลรวมกันอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) เพื่อแสดงแนวโน้มของพฤติกรรมการมีส่วนร่วม และการตอบสนองต่อกลไกที่ได้ทดลองใช้ในพื้นที่จริง

ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการช่วยเหลือสมาชิก แต่ยังขาดระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดเก็บข้อมูลสมาชิก การวางแผนทางการเงิน และการจัดการความต่อเนื่องเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ ส่งผลให้กลุ่มมีความเสี่ยงต่อการขาดความยั่งยืนในระยะยาว 2) จากกระบวนการพัฒนากลไก พบว่าการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานรายตำแหน่ง การจัดตั้งอาสาสมัครระดับหมู่บ้าน และการพัฒนาช่องทางสื่อสารแบบผสมผสาน รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลในระบบดิจิทัล เป็นแนวทางที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการบริหาร ลดภาระงาน เพิ่มความโปร่งใส และสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกได้อย่างชัดเจน 3) การขับเคลื่อนกลไกที่พัฒนาแล้วส่งผลให้กลุ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การแบ่งบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน การทำงานเป็นทีม การมีส่วนร่วมของสมาชิกที่เพิ่มขึ้น และความไว้วางใจต่อกลุ่มที่สูงขึ้น กลุ่มสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อบริบทของชุมชนได้ดีขึ้น ดังนั้น การพัฒนาองค์กรชุมชนให้เข้มแข็งจำเป็นต้องอาศัยกลไกภายในที่ยึดหลักระบบ ความมีส่วนร่วม และการบริหารจัดการที่โปร่งใส สามารถถ่ายทอดงานได้ และสร้างความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงมหาดไทย. (2565). รายงานสรุปสถานการณ์กลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ระดับชุมชน. กรมการปกครอง. กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย.

กระทรวงสาธารณสุข. (2565). ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริการสุขภาพผู้สูงอายุ พ.ศ. 2566–2570. กรุงเทพฯ: สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์.

จิรนันท์ ทองโสภา. (2566). การวิเคราะห์ปัจจัยของชุมชนเข้มแข็งในบริบทไทย. วารสารวิชาการสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา, 11(2), 45–61.

จิรนันท์ ทองโสภา. (2566). การวิเคราะห์องค์ประกอบของชุมชนเข้มแข็งในบริบทสังคมไทย. วารสารสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา, 15(2), 103–119.

ชญาดา เข็มเพชร, และ วิรัช วทัญญู. (2566). การยกระดับนวัตกรรมชุมชนโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม: กรณีศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา. วารสารสหวิทยาการเพื่อการพัฒนา, 5(1), 99–112.

ชญาดา เข็มเพชร, และ วิรัช วทัญญู. (2566). การยกระดับนวัตกรรมชุมชนและพัฒนาชุมชนต้นแบบด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม. วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต, 11(1), 71–84.

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2566). รายงานประชากรและโครงสร้างอายุประเทศไทย พ.ศ. 2566. กรุงเทพฯ: สำนักงานสถิติแห่งชาติ.

Saengtong, K., Jeawkok, S., Arrahimee, A., & Laipaporne, A. (2022). Fundraising management for Muslim elderly death welfare fund in Thailand. Journal of Administration and Management, 14(1), 134–146.

United Nations. (2023). World population ageing 2023: Highlights. Department of Economic and Social Affairs, Population Division.

United Nations. (2023). World population ageing 2023: Highlights. United Nations, Department of Economic and Social Affairs, Population Division. https://www.un.org/development/desa/pd/content/world-population-ageing-2023

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-02-05

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย