วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn <p> <strong> วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด</strong> ISSN 2822-1095 (Online) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2566 โดยวัดหนองนกกด จัดพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ (2 เดือนต่อหนึ่งฉบับ)</p> <p>-ปรากฏในฐานข้อมูล google scholar ตั้งแต่ปี 2023</p> <p>-วารสารผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 ระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2572</p> วัดหนองนกกด ตำบลไฮหย่อง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร 47160 th-TH วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2985-0436 การให้คุ้มครองสิทธิทางศีลธรรมในสิทธิข้างเคียง https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2521 <p>การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญทางกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผลงานซึ่งเกิดจากความคิดและสติปัญญาของบุคคลผู้สร้างสรรค์หรือคิดค้นผลงานนั้น กฎหมายได้จำแนกทรัพย์สินทางปัญญาออกเป็นหลายประเภท ได้แก่ สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ความลับทางการค้า โนว์ฮาว และสิทธิข้างเคียง ซึ่งสิทธิข้างเคียงครอบคลุมถึงสิทธิของนักแสดง ผู้ผลิตสิ่งบันทึกเสียง และองค์การแพร่เสียง แพร่ภาพ</p> <p> องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้วางหลักแนวคิดการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไว้สองมิติ คือ การคุ้มครองสิทธิด้านศีลธรรม (Moral Rights) และการคุ้มครองสิทธิด้านเศรษฐกิจ (Economic Rights) ซึ่งทั้งสองมิติเป็นฐานสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ของผู้สร้างสรรค์และสาธารณชน</p> <p>ภายใต้กฎหมายไทย การคุ้มครองสิทธิด้านศีลธรรมได้รับการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 โดยมาตรา 51/1 ให้ความคุ้มครองสิทธิของนักแสดง ทั้งในด้านการแสดงตนในฐานะผู้สร้างสรรค์และการป้องกันการดัดแปลงที่กระทบต่อเกียรติคุณ นอกจากนี้ การคุ้มครองสิทธิข้างเคียงของไทยยังสอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้ความตกลง TRIPS โดยเฉพาะข้อ 14 วรรคสอง ที่ให้การคุ้มครองสิทธิของนักแสดง ผู้ผลิตสิ่งบันทึกเสียง และองค์การแพร่เสียงแพร่ภาพ</p> <p> โดยสรุป การคุ้มครองสิทธิข้างเคียงตามกฎหมายไทยมีพัฒนาการสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งในด้านศีลธรรมและเศรษฐกิจ เป็นกลไกสำคัญที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานทางวัฒนธรรม ศิลปะ และนวัตกรรมให้ได้รับการคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ</p> ขนิษฐา สุขสวัสดิ์ วาชิต รัตนเพียร สมพรชัย ชัยประสิทธิ์ อารุณ วงศ์แก้ว อุบลรัตน์ นิรชกุล ประภาส มันตะสูตรุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 477 491 STUDY ON THE COMMUNICATION TRANSFORMATION OF JIANGSU WOODBLOCK PRINTING IN MUSEUMS BASED ON FIELD THEORY https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2478 <p>Promoting the construction of the intangible cultural heritage protection system and the development of traditional craft masterpieces are important directions for the current development of China's intangible cultural industry. This article aims to explore the transformation and dissemination forms of Jiangsu woodblock printing, analyze the relationships among museums, culture, audiences, and experiences, and discuss how to conduct multi-angle analyses from the perspectives of the multi-attribute museum field, cultural dissemination, and cultural education issues in the development of the cultural industry, to meet the diverse needs of audiences and enhance the internalization and development of culture. Explore the path to breaking through the cultural authenticity and sustainable development of intangible cultural heritage within the museum site, so that Jiangsu woodblock printing can better adapt to the demands of modern society.</p> QIUTING ZHU Anucha Pangkesorn ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 492 509 จริยศาสตร์ : อุดมคติของอริสโตเติลกับพุทธศาสนา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2421 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบหลักการและวิธีการปฏิบัติที่นำไปสู่อุดมคติของชีวิตมนุษย์ในทรรศนะของอริสโตเติลกับพุทธศาสนา ผลจากการศึกษา พบว่า ปรัชญาของอริสโตเติลกับพุทธศาสนาต่างก็มุ่งยกระดับความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้น ให้ความสำคัญกับเจตนาว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดความดีหรือความชั่ว เน้นภาคปฏิบัติ ฝึกฝน หรือการพัฒนาคุณลักษณะคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ในตัวบุคคล และสนับสนุนให้ใช้ชีวิตตามความถูกต้องมีความสมดุล อันส่งผลให้เกิดความดีและความสุขต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม แต่ทว่าทั้งสองแนวคิดมีวิธีการและเป้าหมายที่แตกต่างกัน อริสโตเติลเน้นการดำเนินชีวิตด้วยการกระทำคุณงามความดีที่หลากหลายตามลักษณะคุณธรรมทางสายกลาง ผ่านการใช้เหตุผล เพื่อเข้าถึงความสุขที่แท้จริงในชีวิต อันนำไปสู่การเป็นพลเมืองที่ดีและรัฐที่มั่นคง ส่วนพุทธศาสนาเน้นการพัฒนาตนเองด้วยศีล สมาธิ ปัญญา โดยการคิด พูด ทำ ในสิ่งที่ดีงาม ละเว้นความชั่ว มีสติปัญญา ไม่เบียดเบียน มีจิตใจบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน ผ่านการรู้แจ้งเห็นความจริงอันสูงสุด เพื่อเข้าถึงความหลุดพ้นจากความทุกข์ของชีวิต อันนำไปสู่ความสงบสุขที่แท้จริง คือพระนิพพาน</p> ไกรราช แก้วเกตุพงษ์ ประภาส แก้วเกตุพงษ์ พระอภิชาติ แก้วเกตุพงษ์ พระมหาสากล เดินชาบัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 492 509 องค์ประกอบภาวะผู้นำที่พึงประสงค์ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในประเทศไทย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4210 <p>บทความวิชาการเรื่องนี้ เพื่อศึกษาแนวคิด กระบวนการ และองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำที่พึงประสงค์ ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในประเทศไทย การวิจัยอาศัยการศึกษาจากเอกสาร งานวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า ภาวะผู้นำเป็นเรื่องที่สำคัญต่อองค์กร ต่าง ๆ ในการบรรลุเป้าหมาย ต้องมีความไว้วางใจและมีความเชื่อมั่นในภาวะผู้นำของตนเอง โดยภาวะผู้นำเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการพัฒนาและความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ฉะนั้น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในประเทศไทย ต้องมีองค์ประกอบของภาวะผู้นำ 6 ประการ ประกอบด้วย 1) เป็นตัวแทนในทุกสถานการณ์ 2) เป็นนักพูดที่ดี และ 3) สามารถเจรจาต่อรองกับผู้อื่นได้ 4) มีบุคลิกภาพที่ดี 5) สร้างแรงจูงใจได้ดี และ 6) มีความรู้และสติปัญญาที่ดี</p> แสงวุฒิ แสนสุภา ธงชัย สิงอุดม ศตวรรษ สงกาผัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 510 527 การมีส่วนร่วมทางการเมืองตามหลักพุทธธรรมของพลเมือง https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4245 <p>บทความวิชาการนี้ เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามหลักพุทธธรรมของพลเมืองอันเป็นรูปแบบหนึ่งตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นการปกครองของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน โดยรัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง บนพื้นฐานการเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยด้วยการเคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น เคารพความแตกต่าง เคารพกติกา ยึดหลักความเสมอภาค และรับผิดชอบต่อสังคมในการมีส่วนร่วม <br />ทั้งพลเมืองต้องมีความรู้ความเข้าใจการมีส่วนร่วมทางการเมือง การรับรู้ข่าวสารทางการเมือง อุดมการณ์ทางการเมือง อย่างเหมาะสม และมีการปลูกจิตสำนึกหรือตระหนักในบทบาทหน้าที่ และการแสดงออกทางด้านการเมืองอย่างเหมาะสม หากนำหลักสาราณียธรรมมาใช้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมืองจะเป็นการวางพื้นฐานสำคัญในการก่อให้เกิดความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยด้วยหลักพุทธธรรม สร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนในชุมชน <br />สร้างค่านิยมของพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยให้มีความสามัคคี ลดความขัดแย้ง ตลอดจน<br />เกิดการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง</p> ปฏิวัติ รัชโพธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 538 550 ประสิทธิผลของการใช้ยาสมุนไพรตำรับพอกเข่าในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมโรงพยาบาลแม่ระมาด อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2363 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาสมุนไพรที่ใช้ทำยาสมุนไพร ตำรับพอกเข่าในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม 2. เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้ยาสมุนไพรตำรับพอกเข่าในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ และวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม จำนวน 20 ราย ผู้วิจัยใช้แบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึก นำข้อมูลทั้งที่ได้จากการบันทึกข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการถอดเทปสัมภาษณ์ และการถ่ายภาพ มาทำการจัดหมวดหมู่ข้อมูลตามแต่ละประเภท ตามที่ผู้วิจัยได้ตั้งประเด็นไว้ และตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งว่าข้อมูลที่ได้มามีความครบถ้วนเพียงใด มีความน่าเชื่อถือหรือไม่โดยการตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ยาสมุนไพรตำรับทั้ง 9 ชนิดมีสรรพคุณตรงกัน คือลดการอักเสบและลดปวดได้ ดังนั้นในการวิเคราะห์ตำรับยาสมุนไพรพอกเข่า สามารถแบ่งกลุ่มเป็น 2 ส่วนประกอบหลักๆ คือ 1. ยาหลักมีฤทธิ์ร้อนช่วยในการกระจายเลือดลมให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก แก่อาการปวดบริเวณข้อ ลดอาการฟกช้ำ ได้แก่ ไพล ขิง และผักเสี้ยนผี 2. ยารองมีฤทธิ์เย็นช่วยในลดความร้อนบริเวณที่มีความร้อน ลดอาการอักเสบของข้อ ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร มะเดื่อชุมพร เท้า ยายม่อม คนทา ชิงชี่ ย่านาง ประสิทธิผลของการใช้ยาสมุนไพรตำรับพอกเข่าเมื่อพิจารณาจากค่าความแตกต่างของระดับความรู้สึกปวดที่มีระดับคะแนนลดลง ถือว่ามีแนวโน้มในทางที่ดี ผู้ป่วยระบุค่าระดับความเจ็บปวดคะแนนลดลง จากระดับ 6 อยู่ที่ระดับ 2 จำนวน 7 ราย<strong><em>, </em></strong>จากระดับ 5 อยู่ที่ระดับ 1 จำนวน 7 ราย<strong><em>, </em></strong>จากระดับ 4 อยู่ที่ระดับ 1 จำนวน 6 ราย ควรมีการส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมได้รับการรักษาทางการแพทย์แผนไทยเพื่อนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี</p> กรองแก้ว หนูอิ่ม พิจิตรา ยืนยั่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 1 13 ผลของยาพอกสมุนไพรลดอาการปวดเข่าในผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม ที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านน้ำโจน อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2364 <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความปวดเข่าในผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อมก่อนและหลังได้รับการพอกยาสมุนไพรที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านน้ำโจน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจากการวินิจฉัยของแพทย์แผนปัจจุบัน คำนวณขนาดตัวอย่างด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 40 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์คัดเข้า-คัดออก เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลทั่วไป ข้อมูลสุขภาพ และแบบประเมินระดับความปวด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์์ข้อมูลประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ก่อนพอกครั้งที้ 1 คะแนนเฉลี่ยของระดับความปวดเท่ากับ 6.18 หลังพอก คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.08 ก่อนพอกครั้งที่ 2 คะแนน เฉลี่ยเท่ากับ 5.15 หลังพอกคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.00 ก่อนพอกครั้งที่ 3 คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.80 หลังพอก คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.88 จากผลการทดลองจะเห็นได้ว่าก่อนและหลังการทดลอง ผู้สูงอายุมีคะแนนเฉลี่ยระดับความความปวดเข่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<strong><em>p &lt; </em></strong>0.001) ยาพอกสมุนไพรสามารถลดความปวดและลดความฝืดของข้อเข่าช่วงเวลาในการลุกเดินได้ส่งผลให้ความสามารถในการใช้งานดีขึ้น ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ายาพอกสมุนไพรเป็นทางเลือกหนึ่ง ในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิิภาพ</p> จตุพร แพงจักร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 14 26 รูปแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นหมอพื้นบ้านด้านสมุนไพรในจังหวัดตาก https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2365 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยดังนี้ 1. เพื่อศึกษาสภาพภูมิปัญญาท้องถิ่นหมอพื้นบ้านด้านสมุนไพรในจังหวัดตาก 2. เพื่อศึกษาลักษณะและกระบวนการภูมิปัญญาท้องถิ่นหมอพื้นบ้านด้านสมุนไพรในจังหวัดตาก และ 3. เพื่อศึกษารูปแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นหมอพื้นบ้านด้านสมุนไพร เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือหมอพื้นบ้านหมอยาสมุนไพร ตัวแทนของแต่ละอำเภอในจังหวัดตาก จำนวน 9 คน ผู้วิจัยใช้แบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึก นำข้อมูลทั้งที่ได้จากการบันทึกข้อมูล การถอด เทปสัมภาษณ์ และการถ่ายภาพ มาทำการจัดหมวดหมู่ข้อมูลตามแต่ละประเภท ตามที่ผู้วิจัยได้ตั้งประเด็นไว้ และตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งว่าข้อมูลที่ได้มามีความครบถ้วนเพียงใด มีความน่าเชื่อถือหรือไม่โดยการตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัย (1) สภาพภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านด้านสมุนไพรในจังหวัดตาก มีรากฐานภูมิปัญญาจากการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษด้วยการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ซึ่งใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแก้อาการหรือรักษาโรคชาวบ้านในชุมชนด้วยสมุนไพรท้องถิ่นและคาถาตามความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันของหมอพื้นบ้าน (2) ลักษณะและกระบวนการภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านด้านสมุนไพรในจังหวัดตาก มีลักษณะการสืบทอดจากบรรพบุรุษ การเรียนรู้จากตำรา และผู้รู้โดยการนำลักษณะพืชสมุนไพรที่สำคัญในท้องถิ่นที่มีสรรพคุณมาผ่านกระบวนที่เรียบง่ายและไม่ซับซ้อน เพื่อนำมาแก้อาการหรือรักษาโรคให้แก่ชาวบ้านในชุมชน และ (3) รูปแบบภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านด้านสมุนไพรในจังหวัดตาก มีรูปแบบในการใช้ยาเพื่อแก้อาการหรือรักษาโรคจากการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษซึ่งใช้สมุนไพรเพื่อแก้อาการหรือรักษาโรคทางกายและใช้คาถาเพื่อการรักษาทางจิตใจ ประกอบด้วย ยาฝน ยาต้ม ยาลูกกลอน และยาทา</p> กัญญพัชร พุฒโสม พิจิตรา ยืนยั่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 27 42 การยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรในโรงเรียนผู้สูงอายุวัดแม่กาโทกหวานโดยใช้หลักการมีส่วนร่วมการจัดการความรู้ของชุมชนนวัตกรรมพื้นที่บ้านโทกหวาก หมู่ 4 ตำบลแม่กา อำเมืองเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2367 <p>การวิจัยโครงการการยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรในโรงเรียนผู้สูงอายุวัดแม่กาโทกหวากโดยใช้หลักการมีส่วนร่วมการจัดการความรู้ของชุมชนนวัตกรรมพื้นที่บ้านโทกหวาก <br />หมู่ 4 ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา นี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรในโรงเรียนผู้สูงอายุ วัดแม่กาโทกหวากโดยใช้หลักการมีส่วนร่วมการจัดการความรู้ของชุมชนนวัตกรรมพื้นที่บ้านโทกหวาก หมู่ 4 ตำบลแม่กา อำเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรในโรงเรียนผู้สูงอายุวัดแม่กาโทกหวากโดยใช้หลักการมีส่วนร่วมการจัดการความรู้ของชุมชนนวัตกรรมพื้นที่บ้านโทกหวาก หมู่ 4 ตำบลแม่กา อำเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา โดยกลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุจำนวน 41 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุวัดแม่กาโทกหวาก ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุมีความคิดเห็นต่อการยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.48) โดยเรียงลำดับจากสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านผลผลิตและผลลัพธ์ของโครงการ (4.57) ด้านสภาพแวดล้อมของโครงการ (4.51) ด้านปัจจัยนำเข้าที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน (4.47) และด้านกระบวนการดำเนินงาน (4.42) ตามลำดับ</p> <p>สำหรับแนวทางการพัฒนา พบว่าอยู่ในระดับสูงสุดเช่นกัน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกและบุคลากรทุกภาคส่วน การบริหารจัดการที่คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชน และความมีประสิทธิภาพในการจัดการผลิตภัณฑ์สมุนไพรชุมชน ผลการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นหลักสูตรอบรมหรือแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน</p> สุนทร คล้ายอ่ำ ณัฐวุฒิ สัพโส วัชระ จตุพร ลำไย สีหามาตย์ วิทวัส ธิวัย ชุติมดี ไชยเบ้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 43 56 แรงจูงใจ สภาพแวดล้อมและความผูกพันองค์กร ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ การทำงานของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สังกัดสำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2368 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจ สภาพแวดล้อม และความผูกพันองค์กรของพนักงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สังกัดสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สังกัดสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 400 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ประกอบไปด้วยข้อคำถามเกี่ยวกับแรงจูงใจในการทำงานสภาพแวดล้อมในการทำงาน ความผูกพันองค์กร และประสิทธิภาพการทำงาน เป็นข้อคำถามแบบวัดระความคิดเห็น 5 ระดับ รวม 47 ข้อคำถาม และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.896 และค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.30–0.75 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสมการถดถอยเชิงพหุด้วยวิธีนำเข้าทั้งหมด ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจในการทำงานส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ร้อยละ 57.70 โดยมีสมการพยากรณ์ คือ</p> <p>Y = 0.905 + (0.227) X<sub>1</sub> + (0.101) X<sub>2</sub> + (0.178) X<sub>3</sub> + (0.058) X<sub>4</sub> + (0.024) X<sub>5</sub> + (0.014) X<sub>6</sub> + (0.184) X<sub>7</sub> + (0.078) X<sub>8</sub> + (0.036) X<sub>9 </sub>+ (0.111) X<sub>10</sub> + (0.036) X<sub>11</sub> + (0.118) X<sub>12</sub> + (0.193) X<sub>13</sub></p> <p>Y = (0.210) X<sub>1</sub> + (0.135) X<sub>2</sub> + (0.190) X<sub>3</sub> + (0.065) X<sub>4</sub> + (0.026) X<sub>5</sub> + (0.016) X<sub>6</sub> + (0.223) X<sub>7</sub> + (0.085) X<sub>8</sub> + (0.044) X<sub>9</sub> + (0.163) X<sub>10</sub> + (0.044) X<sub>11</sub> + (0.132) X<sub>12</sub> + (0.212) X<sub>13</sub></p> <p>สภาพแวดล้อมในการทำงาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ร้อยละ 58.70 โดยมีสมการพยากรณ์ คือ</p> <p>Y = 1.225 + (0.260) X<sub>1</sub> + (0.001) X<sub>2</sub> + (0.332) X<sub>3 </sub>+ (0.156) X<sub>4</sub></p> <p>Y = (0.318) X<sub>1</sub> + (0.001) X<sub>2</sub> + (0.357) X<sub>3</sub> + (0.190) X<sub>4</sub></p> <p>และความผูกพันต่อองค์กร ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ร้อยละ 54.90 โดยมีสมการพยากรณ์ คือ</p> <p>Y = 1.425 + (0.236) X<sub>1 </sub>+ (0.333) X<sub>2</sub> + (0.131) X<sub>3</sub></p> <p>Y = (0.265) X<sub>1 </sub>+ (0.378) X<sub>2</sub> + (0.156) X<sub>3</sub></p> บุรินทร์ พลเคน อนุฉัตร ช่ำชอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 57 74 Research on Packaging Design of Luodian Agricultural Products based on Rural revitalization Strategy https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2381 <p>Agricultural product packaging can both communicate value and activate rural economies. This study examines how packaging design grounded in the Rural Revitalization Strategy can enhance identity and market performance of Luodian County’s agricultural products in Guizhou, China. The objectives were: (1) to translate regional culture and ethnic characteristics into distinctive packaging identities; (2) to propose design interventions that balance aesthetics, utility, and green principles; and (3) to outline collaboration models among local government, enterprises, cooperatives, and universities. A mixed-method design was adopted: literature review on rural revitalization and packaging; mapping of Luodian’s product landscape; heuristic analysis of existing packages; and comparative case reading of culturally driven packaging from peer regions. Data were synthesized to derive a design framework addressing positioning, storytelling, materials, and brand architecture. Findings indicate four recurring bottlenecks template imitation, weak brand cues, insufficient green/transit considerations, and fragmented promotion while consumer preference tilts toward culturally expressive yet clear, functional packs.</p> <p> The paper proposes a place-based design toolkit (identity system, materials palette, motif library, and labeling standard) and a school-enterprise-government collaboration loop for prototyping and dissemination. Contributions are twofold: theoretically, it connects rural revitalization logics with packaging semiotics; practically, it offers implementable steps for local stakeholders to build recognizable, value-adding packs.</p> Yang Mai Anucha Pangkesorn ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 75 92 การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจและการสะท้อนคิดโดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA (Directed Reading - Thinking Activity) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2388 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบทักษะการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจหลังเรียนโดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA กับก่อนเรียน (2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจ หลังเรียนโดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ (3) เปรียบเทียบการสะท้อนคิดหลังเรียนโดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA กับก่อนเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ ฯ ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้อง นักเรียนจำนวน 40 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้การวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA จำนวน 5 แผน คุณภาพด้านความเหมาะสมในระดับเหมาะสมมากที่สุด 2) แบบทดสอบทักษะการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจแบบอัตนัย 15 ข้อ 30 คะแนน และ 3) แบบประเมินการสะท้อนคิด คำถามจำนวน 12 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test for dependent samples และ for one sample</p> <p> ผลจากการวิจัยสรุปได้ดังนี้ (1) ทักษะการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจหลังเรียนโดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ทักษะการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจหลังเรียน โดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) การสะท้อนคิดหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วราทิพย์ แก้วทองมี พจมาลย์ สกลเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 93 109 แบบจำลองตัวชี้วัดคุณค่าตราสินค้าของอุตสาหกรรม สตาร์ทอัพฟินเทคในประเทศไทย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2396 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองตัวชี้วัดคุณค่าตราสินค้าของอุตสาหกรรมสตาร์ทอัพฟินเทคในประเทศไทย ตามหลักแนวคิดของ Aaker (1991) โดยศึกษาตัวแปรระหว่าง คุณค่าตราสินค้า การสื่อสารการตลาด การสร้างตราสินค้าผู้บริหาร ความไว้วางใจ และทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี เพื่อประเมินความสอดคล้องของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ การวิจัยใช้วิธีแบบผสมผสาน เริ่มจากการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้เสียจำนวน 9 ราย เพื่อพัฒนาแบบสอบถามเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง 415 รายที่เคยใช้บริการฟินเทคในประเทศไทย และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ปัจจัยเชิงยืนยันและโมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การสื่อสารการตลาดและการสร้างตราสินค้าผู้บริหาร มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณค่าตราสินค้า โดยคุณค่าตราสินค้ามีอิทธิพลเชิงบวกต่อความไว้วางใจ และส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการผ่านตัวแปรตามแนวคิดการยอมรับเทคโนโลยี ขณะที่การสื่อสารการตลาดไม่มีผลต่อความไว้วางใจ แต่มีผลทางตรงต่อความตั้งใจใช้บริการ ส่วนการสร้างตราสินค้าผู้บริหารมีทั้งผลเชิงบวกต่อความไว้วางใจและผลเชิงลบต่อความตั้งใจใช้บริการ แต่มีผลเชิงบวกต่อเมื่อมีความตั้งใจใช้บริการผ่านความไว้วางใจ โดยมีข้อเสนอแนะคือ ผู้ประกอบการควรพัฒนาแผนสื่อสารการตลาด การสร้างภาพลักษณ์ผู้บริหารร่วมกับการสร้างคุณค่าตราสินค้าเพื่อเพิ่มความไว้วางใจ และกระตุ้นการใช้บริการ</p> นิลเนตร แก้วโรจน์ อัญชลี พิเชษฐพันธ์ โสภาค พาณิชพาพิบูล ไพโรจน์ วิไลนุช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 110 126 การศึกษาสภาพปัจจุบัน และปัญหาของพัฒนากร ในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2398 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการทำงานของพัฒนากร สังกัดกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย กลุ่มผู้ให้ข้อมูลคือพัฒนากรในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 22 คน จาก 11 อำเภอ คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามสัดส่วนของแต่ละพื้นที่ โดยผู้ให้ข้อมูลต้องมีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 6 ส่วน 22 ข้อ <br />ซึ่งพัฒนาจากการทบทวนวรรณกรรม และผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิก่อนนำไปใช้จริง พร้อมทั้งใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย จากนั้นนำข้อมูลที่ได้ไปทำการวิเคราะห์และสรุปผลเชิงพรรณนา <br />ผลวิจัยพบว่า 1.<strong> </strong>สภาพปัจจุบันลักษณะงานของพัฒนากร มีงานหลายส่วนงานที่ต้องรับผิดชอบ ได้แก่ การบริหารงานพัฒนาชุมชน การสนับสนุน ช่วยเหลือ รวมถึงการให้คำปรึกษา การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมของชุมชน การประสานงานและปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ 2. ปัญหาในการทำงานของพัฒนากรที่พบแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ปัญหาเชิงนโยบาย โดยเฉพาะแนวทางการทำงานแบบสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) 2) ปัญหาด้านทรัพยากร คือ บุคลากรไม่เพียงพอ ขาดงบประมาณ และเครื่องมือเทคโนโลยี และ <br />3) ปัญหาด้านอาชีพ คือ เส้นทางความก้าวหน้าไม่ชัดเจน ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ สำหรับกรมการพัฒนาชุมชนว่าควรบริหารจัดการภาระงานให้เหมาะสม การเพิ่มอัตรากำลังคนและกระจายงานอย่างสมดุล การปรับแนวทางนโยบายให้ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน การจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ รวมถึงการปรับค่าตอบแทน และส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพอย่างเป็นระบบ</p> ทิพวัลย์ รามรง ษมาพร รักจรรยาบรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 127 143 A SURVEY STUDY ON WRITING SKILL PROBLEMS AND ENHANCEMENT STRATEGIES CONSTRUCTION OF UNDERGRADUATE STUDENTS AT GUANGXI UNIVERSITY OF FOREIGN LANGUAGES https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2402 <p>The purposes of this research were: 1) investigate the problems of English writing experienced by undergraduate students Guangxi University of Foreign Languages, 2) to construct the enhancement strategies of English writing skill for undergraduate Chinese students at Guangxi University of Foreign Languages. There are two groups of the respondents in this research, namely, 1) 346 undergraduate Chinese students, and 2) 130 teachers in the academic year 2025. The data and information were collected through questionnaires and the focus group discussion meeting. The data and information collected were then analyzed and presented in terms of frequency count, percentage, mean, and standard deviation. In addition, the comments of the three specialists collected from Guangxi University of Foreign Languages from the focus group discussion meeting towards the correctness and suitability of the strategies were analyzed through the content analysis method. The findings revealed that the students rated writing problems with mean values ranging from 4.21 to 4.40 (SD = 0.12-0.21) while the teachers rated the writing problems with mean value ranging from 4.31 to 4.66 (SD = 0.13-0.22). In addition, the enhancement strategies of English writing skill for undergraduate Chinese students were categorized into four chapters, namely, namely, chapter 1: About Learners , chapter 2: About Instructors, Chapter 3: About classroom management, and chapter 4: About teaching-learning materials and assessment. All the 4 chapters were approved by the three specialists in terms of correctness and suitability. The strategies should be applied in the English teaching and learning curriculum of the undergraduate students at</p> Fanhuan Ou Kris Lietz Kitpinit Usaho Pikun Ekwarungkoon ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 144 158 ปัจจัยส่วนผสมทางการตลาดที่มีผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการ ร้านแมคโดนัลด์ สาขาคลอง 3 รังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2428 <p>การวิจัยเรื่อง ปัจจัยส่วนผสมทางการตลาดที่มีผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการร้านแมคโดนัลด์ สาขาคลอง 3 รังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ของผู้บริโภคต่อการเลือกรับประทานอาหารแมคโดนัลด์ 2) เพื่อศึกษาส่วนผสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อระดับความพึงพอใจต่อร้านแมคโดนัลด์สาขาคลอง 3 รังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี 3) เพื่อศึกษาส่วนผสมทางการตลาดมีความสัมพันธ์ต่อการใช้บริการในร้านอาหารแมคโดนัลด์ของผู้บริโภคต่อการเลือกรับประทานอาหารแมคโดนัลด์ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถาม แบบมาตรฐานส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ข้อคำถามทั้งหมด 33 ข้อ ประชากรตัวอย่างงานวิจัยครั้งนี้คือ ลูกค้า ร้านแมคโดนัลด์ สาขาคลอง 3 รังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี จำนวน 400 คน โดยการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics)</p> <p> ผลการศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ของผู้บริโภคต่อการเลือกรับประทานอาหารแมคโดนัลด์ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 22–25 ปี มีระดับการศึกษาปวส./อนุปริญญา และมีรายได้ 20,001–30,000 บาท ผลการศึกษาระดับส่วนผสมทางการตลาดและระดับการใช้บริการในร้านอาหารแมคโดนัลด์ของผู้บริโภคต่อการเลือกรับประทานอาหารแมคโดนัลด์ พบว่า ส่วนผสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อความพึงพอใจต่อร้านสูงสุดคือ การส่งเสริมการตลาด<strong> (</strong>Promotion) รองลงมาคือ บุคลากร<strong> (</strong>People/Personnel) และสภาพแวดล้อมภายในร้าน<strong> (</strong>Physical Environment) ผลการศึกษาส่วนผสมทางการตลาดมีความสัมพันธ์ต่อการใช้บริการในร้านอาหารแมคโดนัลด์ของผู้บริโภคต่อการเลือกรับประทานอาหารแมคโดนัลด์โดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ <strong>(</strong>Multiple regression analysis) พบว่า ความพึงพอใจต่อการใช้บริการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ความถี่ในการใช้บริการ ความภักดีต่อแบรนด์ และความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำ ผลการวิเคราะห์สมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศมีผลต่อการใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อายุ ระดับการศึกษา และรายได้มีผลอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนผสมทางการตลาดทุกด้านมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้บริการร้านแมคโดนัลด์ และสามารถอธิบายความแปรปรวนของการใช้บริการได้ร้อยละ 46.4 (R² = 0.464)</p> พิยดา สถาผล สุนิษา ปัญญา สิริพร แสงพยับ นฤมล ตีระพัฒนเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 159 173 อิทธิพลของปัจจัยส่วนบุคคล คุณภาพอาหาร การบริการ และการรับรู้ด้านราคาที่มีต่อความพึงพอใจของพนักงานผู้ใช้บริการโรงอาหาร ในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2458 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อความพึงพอใจของพนักงานผู้ใช้บริการโรงอาหาร 2) เพื่อศึกษาผลของคุณภาพอาหาร การบริการ และการรับรู้ด้านราคาที่มีต่อความพึงพอใจโดยรวม และ 3) เพื่อประเมินระดับความพึงพอใจโดยรวมของพนักงานที่ใช้บริการโรงอาหารในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 คน จากแผนกผลิต สำนักงาน จัดซื้อ ทรัพยากรมนุษย์ และบริหาร ของบริษัทในนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ของ <em>Krejcie</em> และ <em>Morgan (</em>1970) และใช้การสุ่มแบบสะดวก (<em>Convenience Sampling)</em></p> <p> แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ตอน รวม 19 ข้อ ได้แก่ ตอนที่ 1) ข้อมูลส่วนบุคคล ตอนที่ 2) ปัจจัยด้านคุณภาพอาหาร การบริการ และการรับรู้ด้านราคา ตอนที่ 3) ความพึงพอใจโดยรวมต่อการใช้บริการโรงอาหาร ใช้มาตราส่วนลิเคิร์ต 5 ระดับ แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.80–1.00) และความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha = 0.91) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test, One-Way ANOVA, Pearson’s Correlation และการถดถอยพหุคูณ (Enter Method)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อความพึงพอใจของพนักงานผู้ใช้บริการโรงอาหารในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค พบว่า มีความพึงพอใจโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) โดยกลุ่มเพศหญิง พนักงานระดับปฏิบัติการ และผู้มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท มีระดับความพึงพอใจสูงกว่า</li> <li>ผลการศึกษาผลของคุณภาพอาหาร การบริการ และการรับรู้ด้านราคาที่มีต่อความพึงพอใจโดยรวม พบว่า ตัวแปรด้านการบริการมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจโดยรวมสูงที่สุด (β <strong>= </strong>0.806, p &lt; .001) ขณะที่คุณภาพอาหารและการรับรู้ด้านราคาไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ โดยแบบจำลองถดถอยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความพึงพอใจได้ร้อยละ 86.8 (R² = 0.868)</li> <li>ผลการประเมินระดับความพึงพอใจโดยรวมของพนักงานที่ใช้บริการโรงอาหาร พบว่า พนักงานมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ “มาก” (ค่าเฉลี่ย 4.09) โดยเฉพาะด้านการรับรู้ด้านราคาอยู่ในระดับ “มากที่สุด” (ค่าเฉลี่ย 4.26)</li> </ol> <p><strong> </strong>โดยสรุป การบริการที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยหลักในการยกระดับความพึงพอใจของพนักงาน ขณะที่คุณภาพอาหารและความเหมาะสมของราคายังคงเป็นองค์ประกอบสนับสนุนสำคัญ</p> นฤมล ลูโบส สุกัญญา จันทศร ธนวัฒน์ ชุ่มใจ นฤมล ตีระพัฒนเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 174 189 STUDY ON THE INHERITANCE OF QINHUAI LANTERN ART FROM THE PERSPECTIVE OF INTANGIBLE CULTURAL HERITAGE https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2475 <p>This article aims to: 1 examine the historical development and social functions of Qinhuai Lanterns. 2 analyze inheritance changes and challenges before and after heritage designation. 3 propose sustainable strategies based on cultural self-awareness. Types of research: mixed-methods approach. Study information from: literature review, questionnaires, in-depth interviews with inheritors, and field observations. How to analyze data: thematic analysis, statistical methods, and data triangulation. The research results found that: Qinhuai Lanterns serve multiple social functions as living heritage; seasonality, regional limits and inheritor shortage persist despite heritage status benefits; a digitalization-diversification-clustering strategy enables sustainable development.</p> Chen Xi Phuvanart Rattanarungsikul ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 190 202 โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการคาร์บอนต่ำของธุรกิจในอุตสาหกรรมการขนส่งทางบกในประเทศไทย เพื่อความยั่งยืน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2479 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมของการสื่อสารองค์กร ประสิทธิภาพการจัดการขนส่ง การขนส่งสีเขียว และการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสภาพภูมิอากาศที่มีอิทธิพลต่อการจัดการคาร์บอนต่ำของธุรกิจในอุตสาหกรรมการขนส่งทางบกในประเทศไทยเพื่อความยั่งยืน และ 2) พัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการคาร์บอนต่ำของธุรกิจในอุตสาหกรรมการขนส่งทางบกในประเทศไทยเพื่อความยั่งยืน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) ในการออกแบบเชิงสำรวจตามลำดับขั้น (Exploratory Sequential Design) แบ่งเป็นสองขั้นตอน ขั้นแรกคือการวิจัยเชิงปริมาณ ดำเนินการเก็บข้อมูลจากพนักงานขนส่งสินค้าและบริการจากศูนย์กระจายสินค้า 53 แห่ง รวมจำนวน 600 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม LISREL เพื่อทดสอบสมมติฐานและวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ขั้นที่สองเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน ที่คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยการสื่อสารองค์กร มีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมต่อการจัดการคาร์บอนต่ำสูงสุด รองลงมาคือการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสภาพภูมิอากาศ ประสิทธิภาพการจัดการขนส่ง และการขนส่งสีเขียว ตามลำดับ และ 2) โมเดลที่ได้ประกอบด้วยกลุ่มตัวแปรหลัก 3 กลุ่ม คือ ตัวแปรแฝงภายนอก ได้แก่ การสื่อสารองค์กร ตัวแปรแฝงภายในที่ทำหน้าที่เป็นตัวแปรคั่นกลาง (Partial Mediator) ได้แก่ การพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสภาพภูมิอากาศ ประสิทธิภาพการจัดการขนส่ง การขนส่งสีเขียว และตัวแปรแฝงภายในที่เป็นตัวแปรตาม ได้แก่ การจัดการคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ผลการวิจัยเชิงคุณภาพยังได้ยืนยันผลการทดสอบสมมติฐาน และผลการตรวจสอบความเหมาะสมของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่าค่าสถิติ p-value เท่ากับ 0.064 ซึ่งสูงกว่าระดับนัยสำคัญที่กำหนดไว้ (α = 0.05) แสดงให้เห็นว่าโมเดลมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> ธิติธร ชาวชายโขง เตือนใจ แสงทอง ทักษิณา แสนเย็น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 203 218 การพัฒนากลยุทธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนในเขตเทศบาลตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2514 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลคลองวาฬ 2) วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของชุมชนในพื้นที่ และ 3) พัฒนากลยุทธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนในเขตเทศบาลตำบลคลองวาฬ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานรัฐ ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งสิ้น 15 คน ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์เชิงพรรณนาและตรวจสอบความถูกต้องด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พื้นที่เขตเทศบาลตำบลคลองวาฬมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนในระดับสูง ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น และความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) พบว่า จุดแข็งของชุมชนคือความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น และความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ส่วนจุดอ่อนคือการขาดทักษะด้านการบริหารจัดการและการตลาดการท่องเที่ยว โอกาสมาจากการสนับสนุนของภาครัฐและแนวโน้มความนิยมของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ขณะที่อุปสรรคคือการแข่งขันกับพื้นที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงและข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน</p> <p>ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน ได้แก่ 1) กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดเชิงสร้างสรรค์ 2) กลยุทธ์การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในชุมชน 3) กลยุทธ์การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน และ 4) กลยุทธ์การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อให้การท่องเที่ยวโดยชุมชนคลองวาฬเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p> อนุวัฒน์ สินทวี ชัยรัตน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง จตุพร บานชื่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 219 235 ความต้องการจำเป็นของการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4128 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว ปีการศึกษา 2568 จำนวน 266 คน โดยใช้สูตรการกำหนดของยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 ซึ่งมีทั้งหมด 8 ด้าน จำนวน 50 ข้อ และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) ในการจัดลําดับความสําคัญของความต้องการจําเป็น ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการจำเป็นของการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้วพบว่า องค์ประกอบที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดตามค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) ได้แก่ ด้านคลาวด์คอมพิวติง (Cloud Computing) (0.041) ด้านอุปกรณ์สื่อสาร (0.034) ด้านการคัดกรองนักเรียน (0.031) ตามลำดับ</p> โชติพงศ์ อ่อนศิลา สุวิทย์ ฝ่ายสงค์ สุภัชฌาน์ ศรีเอี่ยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 236 250 ความต้องการจำเป็นการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4147 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว จำนวน 807 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 268 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของยามาเน่ และสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับแก้ (Modified Priority Needs Index: PNI<sub>modified</sub>)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.01, SD = 0.90) <br />และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.61, SD = 0.40) โดยด้านการแนะนำ แนะแนว และการให้คำปรึกษา และด้านการแก้ปัญหานักเรียนที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม <br />มีค่าเฉลี่ยสภาพปัจจุบันสูงที่สุด (M = 4.06) สำหรับด้านนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของสถานศึกษา สภาพปัจจุบันโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.03, SD = 0.89) และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.60, SD = 0.38) เมื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น พบว่า ด้านการส่งเสริมความประพฤตินักเรียนมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด (PNI<sub>modified</sub> = 0.168) รองลงมา ได้แก่ การตรวจสอบนักเรียนที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม (PNI<sub>modified</sub> = 0.150) และการแก้ปัญหานักเรียนที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม (PNI<sub>modified</sub> = 0.145) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารแบบมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพควรเน้นการส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมของนักเรียน ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานภายนอก เพื่อสร้างระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน <br />และแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> กนกพร ตรีแก้ว สุวิทย์ ฝ่ายสงค์ สุภัชฌาน์ ศรีเอี่ยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 251 264 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของหมู่บ้านที่ได้รับรางวัลชุมชนเข้มแข็ง ในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4186 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของหมู่บ้านที่ได้รับรางวัลชุมชนเข้มแข็ง 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของหมู่บ้านที่ได้รับรางวัลชุมชนเข้มแข็งในอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา 0.93 เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 321 คน โดยใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ ตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละหมู่บ้าน สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติพื้นฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของหมู่บ้านที่ได้รับรางวัลชุมชนเข้มแข็งในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.78,S.D.=0.34) เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ( =3.99,S.D.=0.31) ด้านผู้นำชุมชน ( =3.87,S.D.=0.33) ด้านการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก ( =3.76,S.D.=0.38) ด้านเศรษฐกิจครัวเรือน ( =3.71,S.D.=0.41) ด้านการบริหารจัดการชุมชน ( =3.68,S.D.=0.39) และ ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมชุมชน ( =3.67,S.D.=0.37)</li> <li>ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของหมู่บ้านที่ได้รับรางวัลชุมชนเข้มแข็งมากที่สุด ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน (R = .808) รองลงมาคือ ปัจจัยด้านการบริหารจัดการชุมชน (R = .358) และปัจจัยด้านการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก (R = .213) ตามลำดับ</li> </ol> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p> = .812 + .084 (X<sub>5</sub>) + .358 (X<sub>3</sub>) + .221 (X<sub>6</sub>)</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p> = .808 (X<sub>5</sub>) + .358 (X<sub>3</sub>) + .213(X<sub>6</sub>)</p> รชพล ศรีขาวรส พัฒน์ศิณ สำเริงรัมย์ ศศิมาพร สร้อยกระโทก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 265 280 การพัฒนาสมรรถนะการเขียนเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย โดยเน้นภาระงาน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4208 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะการเขียนเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยเน้นภาระงาน และ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยเน้นภาระงาน เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นภาระงาน จำนวน 10 แผน ค่าความเหมาะสมเท่ากับ 4.38 อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด 2) แบบทดสอบสมรรถนะการเขียนเพื่อการสื่อสารเป็นแบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.25 - 0.75 และค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง 0.25 - 1.00 ค่าความเชื่อมั่นมีค่าเท่ากับ 0.97 แบบอัตนัย จำนวน 2 ข้อ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.47 - 0.55 และค่าอำนาจจำแนก 0.37 - 0.74 ค่าความเชื่อมั่นมีค่าเท่ากับ 0.87 และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยเน้นภาระงานการประเมินอยู่ที่ 0.80 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ 0.83 การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการเป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ รวม 12 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระต่อกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะการเขียนเพื่อการสื่อสารหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 19.33 และหลังเรียนเท่ากับ 41.73 และ 2) นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้โดยเน้นภาระงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.43 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.05</p> พระมหาปริญญา ฐิตธมฺโม (กิจใบ) คชา ปราณีตพลกรัง กฤษณา จิรังดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 281 295 การบริหารภาวะวิกฤตในโรงเรียนประถมศึกษา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4219 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อทราบผลการยืนยันองค์ประกอบการบริหารภาวะวิกฤตในโรงเรียนประถมศึกษา และ 2) เพื่อทราบแนวทางที่ดีการบริหารภาวะวิกฤตในโรงเรียนประถมศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) เป็นแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว และมีการวัดครั้งเดียวในลักษณะศึกษาสภาวการณ์ไม่มีการทดลอง กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย คือ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวนทั้งสิ้น 100 แห่ง ซึ่งได้มาโดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางประมาณการขนาดกลุ่มตัวอย่างของทาโร่ ยามาเน่ ที่ความเชื่อมั่น 90% แล้วใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มแบบแบ่งประเภท ผู้ให้ข้อมูลโรงเรียนละ 3 คน ประกอบด้วย 1) ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมศึกษา 2) หัวหน้างานบริหารทั่วไป และ 3) ครูผู้สอน รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 300 คน เครื่องมือวิจัยมี 2 ประเภท คือ 1) แบบสอบถามความคิดเห็น และ 2) แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. การบริหารภาวะวิกฤตในโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก 130 ตัวบ่งชี้ คือ 1) นโยบายและความเป็นผู้นำ 26 ตัวแปร 2) ทีมบริหารวิกฤต 26 ตัวแปร 3) แผนการจัดการภาวะวิกฤตของโรงเรียน 26 ตัวแปร 4) การสื่อสารในภาวะวิกฤต 26 ตัวแปร และ 5) การฝึกอบรมและการเตรียมความพร้อม 26 ตัวแปร 2. แนวทางที่ดีการบริหารภาวะวิกฤตในโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก 64 แนวทาง คือ 1) นโยบายและความเป็นผู้นำ 20 แนวทาง 2) ทีมบริหารวิกฤต 9 แนวทาง <br />3) แผนการจัดการภาวะวิกฤตของโรงเรียน 15 แนวทาง 4) การสื่อสารในภาวะวิกฤต 10 แนวทาง และ 5) การฝึกอบรมและการเตรียมความพร้อม 10 แนวทาง</p> พัทธ์จรรย์ธร ทองเล็ก ประเสริฐ อินทรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 296 312 การวิเคราะห์ตัวแปรจำแนกกลุ่มโรงเรียนมาตรฐานสากลที่ได้รับรางวัล ตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4220 <p>การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของโรงเรียนมาตรฐานสากลที่ได้รับรางวัล OBECQA และศึกษาตัวแปรที่สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างโรงเรียนที่ได้รับรางวัลกับโรงเรียนที่ไม่ได้รับรางวัล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยโรงเรียนมาตรฐานสากลจำนวน 91 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนที่ได้รับรางวัล 44 โรงเรียน และโรงเรียนที่ไม่ได้รับรางวัล 47 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูลรวม 237 คน ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนมาตรฐานสากลที่ได้รับรางวัลตามเกณฑ์ OBECQA มีองค์ประกอบสำคัญ 7 ด้าน ได้แก่ 1) การนำองค์กร 2) กลยุทธ์ 3) นักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4) การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ 5) บุคลากร 6) การปฏิบัติการ และ 7) ผลลัพธ์ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์จำแนกกลุ่มยังพบว่ามี 3 ตัวแปรสำคัญที่สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างโรงเรียนที่ได้รับรางวัลและไม่ได้รับรางวัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ การนำองค์กร กลยุทธ์ และการปฏิบัติการ โดยสมการจำแนกกลุ่มสามารถทำนายการเป็นสมาชิกของกลุ่มได้ถูกต้องร้อยละ 65.4</p> พรรณพัชร อนุบุตร ศักดิพันธ์ ตันวิมลรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 313 328 การศึกษาสภาพที่เป็นอยู่ สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4224 <p>บทความมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพที่เป็นอยู่ สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด จำนวน 297 คน ซึ่งได้มาโดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบประเมิน มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์มากกว่า 0.50 ทุกข้อ และมีค่าความเชื่อมั่น 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI<sub>modified</sub>)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพที่เป็นอยู่ของการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการดำเนินการตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา 2) สภาพที่พึงประสงค์ของการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา</p> <p> โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการติดตามผลการดำเนินการให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา และ 3) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>) เท่ากับ 0.159 โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ด้านการติดตามผลการดำเนินการให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา รองลงมา คือ ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง และด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ตามลำดับ</p> นวพล ปลาทอง อังคนา กรัณยาธิกุล ชาญชัย วงศ์สิรสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 329 344 การพัฒนารูปแบบการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยใช้การมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการมีวินัยของนักเรียน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4229 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการส่งเสริมการมีวินัยนักเรียน 2) พัฒนารูปแบบการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์โดยใช้การมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการมีวินัยนักเรียน 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียน ครูและบุคลากร โรงเรียนหนองพระพิทยา ปีการศึกษา 2566 และ 2567 และผู้เชี่ยวชาญ 5 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แบบสังเกตการมีวินัยของนักเรียน 2) แบบประเมินความเป็นไปได้ เป็นประโยชน์ เหมาะสม และครอบคลุมของรูปแบบ 3) แบบประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์กันและแบบกลุ่มอิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการส่งเสริมการมีวินัยของนักเรียน จากแบบประเมินโดยครูอยู่ในระดับพอใช้ และจากแบบประเมินตนเองของนักเรียนอยู่ในระดับดี 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ ระบบงาน <br />วิธีดำเนินงาน แนวการประเมิน คำอธิบาย และเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ 3) ผลการทดลองใช้พบว่า รูปแบบมีความเป็นไปได้ เป็นประโยชน์ เหมาะสม และครอบคลุมองค์ประกอบรูปแบบที่พัฒนาขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยการมีวินัยของนักเรียน จากการประเมินของครูและการประเมินตนเองของนักเรียน ปีการศึกษา 2566 และ 2567 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลการประเมินประสิทธิผลพบว่ามีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.83, SD = 0.19)</p> นคเรศ นิลวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 345 360 การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านคล่องและการอ่านเพื่อความเข้าใจ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค OK5R สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4239 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถการอ่านคล่อง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค OK5R 2) เปรียบเทียบความสามารถการอ่านคล่อง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค OK5R กับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) เปรียบเทียบความสามารถการอ่านเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค OK5R 4) เปรียบเทียบความสามารถการอ่านเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค OK5R กับเกณฑ์ร้อยละ 75 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดโพธิ์น้อย ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568จำนวน 31คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย<br />1) แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านคล่องและการอ่านเพื่อความเข้าใจ โดยใช้การจัดการเรียนรู้เรียนรู้ด้วยเทคนิค OK5R จำนวน 6 แผน มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมของแผนอยู่ระหว่าง 4.83-4.86 2) แบบประเมินความสามารถการอ่านคล่อง มีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.75 3) แบบทดสอบความสามารถการอ่านเพื่อความเข้าใจ มีความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถการอ่านคล่องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค OK5R สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถการอ่านคล่องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค OK5R ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 3) ความสามารถการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค OK5R สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ความสามารถการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค OK5R สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p> ปณิสรา บุญพันธ์ พจมาลย์ สกลเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 361 378 การจัดการสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ในสถานศึกษา ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4328 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ <br />1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันในการจัดการสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 2) เพื่อศึกษาความคาดหวังในการจัดการสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 3) เพื่อศึกษาความจำเป็นในการจัดการสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 4) เพื่อศึกษาแนวทางในการจัดการสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู 291 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันในการจัดการสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความคาดหวังการจัดการสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความต้องการจำเป็นของการจัดการสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน พบว่าสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับดีมากอยู่แล้ว และมีความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทำให้ความต้องการจำเป็นอยู่ในระดับคงสถานะปัจจุบันและ4) แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ควรมุ่งเน้นในด้านปฏิสัมพันธ์มากที่สุด ต่อด้วยด้านการเสริมแรงทางบวก ต่อด้วยด้านกายภาพ และด้านการเรียนรู้เชิงวิชาการตามลำดับ</p> ชนกสุดา พานหล้า พระมหาศุภชัย สุภกิจฺโจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 379 394 REFRAMING RURAL LAND GOVERNANCE THROUGH NOT-ACTION LEADERSHIP: A CONCEPTUAL ANALYSIS OF THE DRYLAND-TO-PADDY PROJECT IN HECHI CITY, CHINA https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4300 <p>China’s Dryland-to-Paddy Project was introduced to improve cultivated land quality, but its implementation reveals governance problems from excessive intervention. This study reinterprets the Taoist principle of wu wei (non-action) as a public administration leadership framework, analyzing the Hechi City case through the How to Stop and Reason to Stop frameworks. The analysis identifies three governance challenges: policy deviations from premature action, resource misallocation driven by performance-oriented priorities, and conflicts with ecological limits from insufficient local adaptation. Governing in line with wu wei implies slowing premature action, investing in essential supports, and respecting boundaries to generate sustainable outcomes. This study contributes by reframing wu wei as a leadership-oriented governance framework and provides practical guidance for policymakers by emphasizing appropriate intervention boundaries and adaptive local participation in rural land governance.</p> Zhenying Pan Narong Kiettikunwong Wei Yang Pongmanut Deeod ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 395 407 ทักษะดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4322 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาทักษะดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 ที่มีเพศและระดับการศึกษาต่างกัน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 จำนวน 322 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางของเครจซี่ และมอร์แกน (Krecie &amp; Morgan, 1970) และเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Sample random sampling) ได้รับข้อมูลกลับคืนจำนวน 280 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 21 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 0.97 และความเชื่อมั่น 0.87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ใช้สถิติที่ใช้ t-test Independent samples กลุ่มตัวอย่างที่อิสระต่อกัน</p> <p>ผลการวิจัยที่พบ 1) ระดับทักษะดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 โดยรวม อยู่ในระดับมาก ( x ̅= 4.45, S.D.= 0.38) เมื่อพิจารณาเป็นรายทักษะ พบว่า ทักษะที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ทักษะการใช้งานอินเทอร์เน็ต อยู่ในระดับมาก (x ̅= 4.48, S.D.= 0.36) และทักษะที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ทักษะการสร้างสื่อดิจิทัล อยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.39, S.D.= 0.38) 2) ผลเปรียบเทียบทักษะดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 ที่มีเพศและระดับการศึกษาต่างกัน โดยรวมและรายด้านทุกด้านไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 คือมีการเสริมจุดแข็งด้านการใช้งานอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารแบบออนไลน์เพื่อต่อยอดประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการเติมเต็มข้อจำกัดเร่งด่วนในด้านการสร้างสื่อดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนบทบาทครูสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการ ตลอดจนการยกระดับการจัดการเรียนการสอนและจริยธรรมความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ เพื่อขับเคลื่อนสมรรถนะองค์รวมของครูในสังกัดให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของการศึกษายุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน </p> ธนัชชา หมื่นศรี พระสุธีวชิรธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 408 424 แนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4340 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานกิจการนักเรียนเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนขนาดเล็ก และ 2. สร้าง ตรวจสอบยืนยัน ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของแนวทางดังกล่าว ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ปีการศึกษา 2569 จำนวน 397 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของเครซี่และมอร์แกน ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 196 คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถาม มีค่าอำนาจจำแนกของข้อคำถามระหว่าง 0.65 – 0.87 ความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.98 ขึ้นไป 2) แบบสัมภาษณ์ 3) ร่างแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาและวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพปัจจุบันของการบริหารงานกิจการนักเรียนเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</li> <li>แนวทางการบริหารงานกิจการนักเรียนเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนขนาดเล็กมีข้อปฏิบัติ คือ (1) ควรมีการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ประชาธิปไตย (2) ควรมีการบูรณาการวิถีประชาธิปไตยสู่กระบวนการจัดการเรียนรู้ (3) ควรมีการขับเคลื่อนผ่านกิจกรรมกิจการนักเรียนและสภานักเรียน และ (4) ควรมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> สุธรรม ธรรมทัศนานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 425 440 ภาวะผู้นําดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4271 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาและประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 84 คน ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามชนิดมาตรประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับจำนวน 37 ข้อ แบ่งเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 ด้าน จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 ด้าน จำนวน 17 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 1.00 ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 0.96 และค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษา 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบแบบเป็นขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ที่ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.82 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านวิสัยทัศน์ดิจิทัล <br />( = 4.93) ด้านความรู้และทักษะดิจิทัล ( = 4.81) ด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล ( = 4.79) ด้านความเป็นมืออาชีพ ( = 4.79) และด้านการสื่อสารเชิงดิจิทัล ( = 4.76) 2) ประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาอยู่ที่ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.84 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ <br />1) ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ( = 4.92) ด้านความพึงพอใจในงานของบุคลากร ( = 4.83) <br />3) ด้านคุณลักษณะของผู้เรียน ( = 4.83) 4) ด้านการปรับเปลี่ยนและพัฒนาโรงเรียน ( = 4.82) <br />และด้านการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ( = 4.82) 3) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาและประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น <br />มีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 กล่าวคือ ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการสื่อสารเชิงดิจิทัลมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษา มีค่าความสัมพันธ์มากที่สุด (r=0.733) อยู่ในระดับสูง รองลงมา คือด้านความรู้และทักษะดิจิทัล (r=0.726) อยู่ในระดับสูง และ ด้านวิสัยทัศน์ดิจิทัล (r=0.719) อยู่ในระดับสูง ส่วนด้านที่ความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาน้อยที่สุดคือ ด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล (r=0.593) อยู่ในระดับปานกลางโดยแต่ละด้านมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง 4) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01มีจำนวน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความเป็นมืออาชีพ (X<sub>5</sub>) ด้านความรู้และทักษะดิจิทัล (X<sub>2</sub>) ด้านการสื่อสารเชิงดิจิทัล (X<sub>4</sub>) ด้านวิสัยทัศน์ดิจิทัล (X<sub>1</sub>) และด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล (X<sub>3</sub>) โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 77.90 สามารถนำมาสร้างสมการวิเคราะห์การถดถอยในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ดังนี้</p> <p> Y′ = 0.229+ 0.541X5 + 0.458X2 + 0.350X4 + 0.262X1 - 0.643X3</p> <p> Z′ = 0.498Z5 + 0.481Z2 + 0.375Z4 + 0.335Z1 - 0.736Z3</p> ณิชกานต์ กองแก้ว อัครเดช นีละโยธิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 441 459 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4282 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด และ 2) พัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 331 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม และระยะที่ 2 การพัฒนาและประเมินโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำดิจิทัล โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p> ผลการวิจัยปรากฏว่า 1) สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( <em> </em>= 2.50) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <em> </em>= 4.50) เมื่อจัดลำดับความต้องการจำเป็นจากระดับสูงไปสู่ระดับต่ำ พบว่า ด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลมีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านจริยธรรมและกฎหมายในการใช้เทคโนโลยี ด้านการรู้ดิจิทัล และด้านวิสัยทัศน์ดิจิทัล ตามลำดับ และ 2) โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ 5 ส่วน ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา วิธีการพัฒนา และการประเมินผล โดยจัดโครงสร้างเนื้อหาออกเป็น 4 โมดูลตามลำดับความต้องการจำเป็น ผลการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า โปรแกรมมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> สรายุทธ อินทะศรี ธรินธร นามวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 460 476 นิพพาน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/4240 <p>บทความวิจารณ์หนังสือฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และประเมินคุณค่าทางวิชาการของหนังสือ นิพพาน ผลงานธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ (2556) โดยมุ่งศึกษามโนทัศน์เรื่องนิพพาน วิธีการอธิบายหลักธรรม และนัยสำคัญของการตีความพระพุทธศาสนาในบริบทร่วมสมัย</p> <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์และการเปรียบเทียบแนวคิด (Critical and Comparative Analysis) โดยศึกษาหนังสือ นิพพาน เป็นแหล่งข้อมูลหลัก และเปรียบเทียบกับพระไตรปิฎก คัมภีร์อรรถกถา รวมทั้งเอกสารวิชาการด้านพุทธปรัชญาและพุทธจริยศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความสอดคล้อง จุดเด่น และข้อจำกัดของการตีความ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หนังสือเสนอการตีความนิพพานในฐานะสภาวะที่เข้าถึงได้ในปัจจุบันผ่านแนวคิด “ความเย็นแห่งจิต” และกรอบ “ภาษาคน–ภาษาธรรม” ซึ่งแตกต่างจากการอธิบายในพุทธศาสนาเถรวาทกระแสหลักที่มักเน้นนิพพานในฐานะเป้าหมายสูงสุดของการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร แนวทางดังกล่าวช่วยเชื่อมโยงหลักธรรมกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน และขยายความหมายของการปฏิบัติธรรมไปสู่มิติของพุทธจริยศาสตร์ การปฏิบัติหน้าที่ และความรับผิดชอบต่อสังคม อย่างไรก็ตาม การตีความในลักษณะนี้ยังเปิดประเด็นให้พิจารณาถึงความสอดคล้องกับพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถา รวมทั้งความเสี่ยงต่อการลดทอนลำดับขั้นของการปฏิบัติธรรมและความคลาดเคลื่อนในการทำความเข้าใจมโนทัศน์เรื่องนิพพาน</p> <p>สรุปได้ว่า หนังสือ นิพพาน มีคุณค่าในฐานะงานที่ฟื้นฟูการตีความพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัย โดยเสนอกรอบพุทธจริยศาสตร์ที่เชื่อมโยงการพัฒนาจิตใจเข้ากับการดำเนินชีวิตและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ทั้งยังเป็นจุดตั้งต้นของการอภิปรายเชิงวิชาการเกี่ยวกับความหมายของนิพพาน การตีความพระพุทธศาสนา และการประยุกต์ใช้หลักธรรมในการจัดการปัญหาสังคมร่วมสมัย</p> ปวิชญา ธนโชคจิตชญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด 2026-08-27 2026-08-27 4 4 551 562