https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/issue/feed
วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
2026-04-04T22:17:42+07:00
วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
journalsantayaphiwat@gmail.com
Open Journal Systems
<p> <strong> วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด</strong> ISSN 2822-1095 (Online) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2566 โดยวัดหนองนกกด จัดพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ (2 เดือนต่อหนึ่งฉบับ)</p> <p>-ปรากฏในฐานข้อมูล google scholar ตั้งแต่ปี 2023</p> <p>-วารสารผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 ระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2572</p>
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2209
นิราศเดือนกับการแสดงอารมณ์และทัศนะทางสังคม ของหมื่นพรหมสมพัตสร (นายมี)
2025-07-31T13:26:29+07:00
พระครูวินัยธรสุขุม มัชชิกานัง
sukhum.ma@mbu.ac.th
<p>บทความวิชาการเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแสดงอารมณ์และทัศนะ ทางสังคมของหมื่นพรหมสมพัตสร (นายมี) ที่ปรากฏในนิราศเดือน ผลการศึกษาด้านการ แสดงอารมณ์ พบว่า หมื่นพรหมสมพัตสร (นายมี) ได้แสดงอารมณ์ใน 3 ลักษณะ คือ 1) อารมณ์ขัน 2) อารมณ์เศร้าเพราะความเหงา 3) อารมณ์เพ้อเพราะความคิดถึง ผลการ ศึกษาด้านการแสดงทัศนะทางสังคมพบว่า หมื่นพรหมสมพัตสร (นายมี) แสดงทัศนะ ทางสังคมใน 2 ลักษณะ คือ 1) สัมพันธ์ทัศนะ 2) วิสุทธิ์ทัศนะ ทั้งนี้การแสดงสัมพันธ์ทัศนะ ของหมื่นพรหมสมพัตสร (นายมี) จะแสดงในเรื่องของความรัก ความคิดของสตรีและความเป็นอยู่ของคนในสังคม ส่วนการแสดงวิสุทธิ์ทัศนะของหมื่นพรหมสมพัตรสร (นายมี) ได้แสดงผ่านคำสอนทางพุทธศาสนา ค่านิยม และความเชื่อ</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2137
ความเครียดและความต้องการจำเป็นของผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง
2025-07-04T14:44:19+07:00
ชมนาด วีระกิติกุล
phat_lung@hotmail.com
วรรณวดี พูลพอกสิน
phat_lung@hotmail.com
<p>การศึกษานี้ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียดของผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดกับความต้องการจำเป็นของผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงทุกราย จำนวน 196 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ เชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติไค-สแควร์ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลผู้ป่วยมากกว่าครึ่งมีความเครียดอยู่ในระดับสูง และมีความต้องการจำเป็นโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วย ด้านจิตใจและอารมณ์ และด้านสังคม ส่วนผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ระยะเวลาในการดูแล และจำนวนสมาชิกในครอบครัว มีความสัมพันธ์กับระดับความเครียด นอกจากนี้ความเครียดยังมีความสัมพันธ์กับความต้องการจำเป็นของผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยข้อค้นพบนี้ หน่วยงานด้านสุขภาพและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง<strong>ควรจัดกิจกรรม</strong>ส่งเสริมความรู้ ทักษะ และการให้การปรึกษาด้านการจัดการความเครียดแก่ผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง รวมทั้งการสนับสนุนความต้องการจำเป็นของผู้ดูแลที่มีความเป็นไปได้ เพื่อลดความเครียดและส่งเสริมคุณภาพชีวิตทั้งของผู้ดูแลและผู้ป่วย </p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2143
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2025-07-07T12:40:02+07:00
สุกัญญา พรมอารักษ์
p_.ps666@msn.com
วาโร เพ็งสวัสดิ์
sukanya.phom@kkumail.com
เอกลักษณ์ เพียสา
sukanya.phom@kkumail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารโรงเรียนและครู จำนวน 597 คน ปีการศึกษา 2566 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความเที่ยงตรง ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน</p> <p>ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า โมเดลการวัดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าไค-สแควร์ ( ) = 168.04, p-value = 0.99, <em>df</em> = 234, ค่าสถิติไคสแควร์สัมพัทธ์ ( ) =0.71, GFI = 0.98, CFI = 1.00, RMSEA = 0.00 องค์ประกอบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 5 องค์ประกอบ มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบตั้งแต่ 0.95 - 0.98 ที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2144
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้งานเทคโนโลยีหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารของลูกค้าร้านอาหารในกรุงเทพมหานคร
2025-07-08T09:46:34+07:00
ศศิธร จุฑมาตยางกูร
sasitorn.drdeer@gmail.com
ณัฐพล พันธุ์ภักดี
sasitorn.drdeer@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้งานเทคโนโลยีหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารของลูกค้าร้านอาหารในกรุงเทพมหานคร ซึ่งศึกษาปัจจัยทั้งหมด 5 มิติปัจจัยดังกล่าวประกอบไปด้วย ด้านการรับรู้ประโยชน์ในการใช้งาน ด้านการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ด้านความไว้วางใจในการใช้งาน ด้านการรับรู้ความเสี่ยงในการใช้งาน และด้านอิทธิพลทางสังคม โดยผู้ศึกษาเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจากการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ลูกค้าร้านอาหารในกรุงเทพมหานครที่เคยใช้งานหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารใน 4 ร้านอาหาร ซึ่งประกอบด้วย สุกี้ตี๋น้อย, Sizzler, MK Restaurant และ Bar-B-Q Plaza จำนวนทั้งสิ้น 400 คน ซึ่งในการวิเคราะห์ทางสถิติ ผู้วิจัยได้ใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ วิธีการเลือกตัวแปรโดยการลดตัวแปร</p> <p> ซึ่งจากผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณนั้นพบว่า สมมุติฐานการวิจัยได้รับการสนับสนุนบางส่วน ซึ่งในโมเดลสุดท้ายนั้นมีตัวแปร 3 ตัว ซึ่งประกอบด้วย การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน การรับรู้ความเสี่ยงในการใช้งาน และอิทธิพลทางสังคม สามารถอธิบายความตั้งใจใช้งานเทคโนโลยีหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารของลูกค้าในกรุงเทพมหานครร่วมกันได้อย่างอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าความสามารถในการพยากรณ์ของโมเดลเท่ากับ 51.9% คิดเป็นร้อยละ 0.519</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2146
การศึกษาการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ของประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร
2025-07-08T17:41:25+07:00
สุพรรณิการ์ บุญโนทก
supanniga.b@ku.th
กมลพรรณ แสงมหาชัย
supanniga.b@ku.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุหรือเหตุผลที่ทำให้องค์กรยอมรับหรือปรับใช้ เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นในด้านของการที่องค์กรตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ปัญหา อิทธิพลทางสังคม ทัศนคติขององค์กรต่อการนำเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ รวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทขององค์กร โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรจำนวนหนึ่ง ได้แก่ การรับรู้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การตระหนักด้านความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม อิทธิพลทางสังคม และทัศนคติที่มีต่อเทคโนโลยี Green IT ที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการใช้ Green IT สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างของประชากรที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 400 คน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถาม ทำการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ถดถอย (Regression Analysis) โดยใช้โปรแกรม SPSS</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การรับรู้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ปัญหา และการเรียนรู้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการตระหนักรู้ด้านความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนปัจจัยด้านการรับรู้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การตระหนักด้านความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม อิทธิพลทางสังคม และทัศนคติที่มีต่อเทคโนโลยี Green IT มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการใช้ Green IT อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การศึกษานี้จึงชี้ให้เห็นว่า การรับรู้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การให้การศึกษาในด้านปัญหาสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงอิทธิพลทางสังคมจะส่งผลให้เกิดการนำเทคโนโลยี Green IT มาใช้มากขึ้นในปัจจุบัน</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2147
การพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณและการทำงานกลุ่มโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับกิจกรรมเกมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
2025-07-09T12:50:04+07:00
ศิริญญา หลำหญ้า
65130154@dpu.ac.th
สุดคนึง นฤพนธ์จิรกุล
65130154@dpu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับกิจกรรมเกม 2) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับกิจกรรมเกมกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับกิจกรรมเกม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลปราณบุรี (บ้านปลายน้ำ) ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับกิจกรรมเกม จำนวน 5 แผน มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมของแผนอยู่ระหว่าง 4.58-4.72 2) แบบวัดทักษะการคิดเชิงคำนวณ เป็นแบบอัตนัยและให้คะแนนแบบ Scoring rubric มีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.79<strong> </strong>3) แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม มีความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.71 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับกิจกรรมเกมสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับกิจกรรมเกมสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) พฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับกิจกรรมเกมอยู่ในระดับดี</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2148
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของบุคลิกภาพตราสินค้า การรับรู้ในตราสินค้า และความภักดีต่อตราสินค้าของเคเอฟซีในประเทศไทย
2025-07-09T16:10:50+07:00
ธัญรดี ตัณฑโกศัย
thunradee.t@ku.th
ลลิตา โกศการิกา
thunradee.t@ku.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของบุคลิกภาพตราสินค้า การรับรู้ในตราสินค้า และความภักดีต่อตราสินค้าของร้านอาหารเคเอฟซีในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ผู้บริโภคที่เคยใช้บริการร้านอาหาร เคเอฟซี จำนวน 400 คน ซึ่งได้จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ แบบสอบถามมาตราส่วนระดับ 5 จุด ที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และทดสอบค่าความเชื่อมั่นด้วยสถิติแอลฟาครอนบาค โดยมีคำถาม 4 ส่วน คือ ข้อมูลประชากรศาสตร์ 5 ข้อ บุคลิกภาพตราสินค้า 33 ข้อ การรับรู้ในตราสินค้า 10 ข้อ และความภักดีต่อตราสินค้า 16 ข้อ โดยมีค่าความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.909 - 0.935 ทั้งนี้ข้อมูลได้ผ่านการตรวจสอบความครบถ้วนและความถูกต้องก่อนนำมาวิเคราะห์ด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า บุคลิกภาพตราสินค้าในมิติของความสามารถ ความโก้หรู และความแข็งแรง มีอิทธิพลต่อการรับรู้ในตราสินค้า โดยมีค่าอิทธิพลเท่ากับ 0.352, -0.344 และ -0.310 ตามลำดับ การรับรู้ในตราสินค้ามีอิทธิพลทางตรงต่อความภักดีต่อตราสินค้า โดยมีค่าอิทธิพลเท่ากับ 0.865 บุคลิกภาพตราสินค้ามีอิทธิพลทางอ้อมต่อความภักดีต่อตราสินค้าผ่านตัวแปรการรับรู้ในตราสินค้า โดยมีค่าอิทธิพลทางอ้อมเท่ากับ 0.038, -0.298 และ -0.268 ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่า การพัฒนาบุคลิกภาพตราสินค้าที่มีความสอดคล้องกับการรับรู้ในตราสินค้าและส่งผลต่อความภักดี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลยุทธ์การบริหารแบรนด์ในธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีการแข่งขันสูง เช่น เคเอฟซี ในประเทศไทย</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2161
ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัท พลัส พรอสเพอร์ จำกัด อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง
2025-07-13T16:58:30+07:00
อิสรีย์ วัฒนเศวตน์
isaree.chom@gmail.com
ประกาศิต สิริเมโธ
isaree.chom@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง “ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัท พลัส พรอสเพอร์ จำกัด อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง” มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษากิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัท พลัส พรอสเพอร์ จำกัด ๒) ศึกษากระบวนการเสริมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร และ ๓) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัท โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ผ่านการสังเกตกิจกรรมร่วมกับชุมชน การสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของพนักงาน และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างแบบสมัครใจจำนวน ๒๐ คน ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทฯ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บริษัท พลัส พรอสเพอร์ จำกัด มีกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย เช่น การจัดกิจกรรมปลูกป่า การจัดอบรมเยาวชนในชุมชน การบริหารจัดการขยะและน้ำเสีย และการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนโดยรอบอย่างต่อเนื่อง ในด้านกระบวนการเสริมสร้างความรับผิดชอบ พบว่าบริษัทมีการกำหนดนโยบาย CSR ชัดเจน มีการสื่อสารภายในองค์กรเพื่อสร้างจิตสำนึก และเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการออกแบบและดำเนินกิจกรรม นอกจากนี้ ยังพบว่าภาวะผู้นำที่เน้นการมีส่วนร่วม การเปิดรับความคิดเห็น และการเป็นแบบอย่างของผู้บริหาร มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนกิจกรรม CSR ของบริษัทอย่างยั่งยืน</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลกิจกรรม CSR อย่างเป็นระบบ การขยายเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภายนอก และการส่งเสริมภาวะผู้นำในระดับปฏิบัติการ เพื่อสร้างแรงจูงใจและความต่อเนื่องในการดำเนินกิจกรรม CSR</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2162
การศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมอภิปัญญาของนักศึกษาวิชาชีพครู
2025-07-14T15:05:20+07:00
อภิเดช โยชน์เยื้อน
pareeyalru@gmail.com
ปารีญา ราพา
pareeyalru@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมอภิปัญญาของนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ในรายวิชาทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อชีวิตและอาชีพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาคณะครุศาสตร์ ที่เรียนวิชาทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อชีวิตและอาชีพ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 คน ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมอภิปัญญาของนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ในรายวิชาทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อชีวิตและอาชีพ โดยภาพรวมนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับพึงพอใจมาก( <strong>= </strong>3.99)<strong> </strong></p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2173
การศึกษาการจัดกิจกรรมออนไลน์สำหรับสมาชิกชมรมผู้สูงอายุโรงพยาบาล สังกัดสำนักการแพทย์
2025-07-17T20:59:25+07:00
เอมินทร์ รัตน์เงินปัทม์
bokyrattana@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ รูปแบบที่เหมาะสม และความพร้อมของผู้สูงอายุในการเข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ สมาชิกชมรมผู้สูงอายุจากโรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ 10 แห่ง จำนวน 273 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพคือประธานหรือผู้แทนชมรม 10 คน โดยใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือวิจัย ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 60–70 ปี มีรายได้น้อยและโรคประจำตัว โดยใช้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์หลักในการเข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ กิจกรรมที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การออกกำลังกาย การท่องเที่ยว การร้องเพลง จิตอาสา และกิจกรรมทางศาสนา ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ใช้แอปพลิเคชันเป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร และต้องการพี่เลี้ยงช่วยสอนการใช้งาน รูปแบบกิจกรรมที่ต้องการคือกิจกรรมในชมรม และการเรียนรู้ผ่านแอป Line วิดีโอ หรือบทความ ความพร้อมของผู้สูงอายุในการเข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 46.96 โดยมีปัจจัยส่งเสริมคือสุขภาพดี การสนับสนุนจากครอบครัว เครือข่ายสังคม และโรงพยาบาล ข้อเสนอแนะคือควรจัดหาอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ให้ผู้สูงอายุ จัดอบรมบุคลากร และพัฒนาระบบสนับสนุนด้านเทคโนโลยี รวมถึงควรขยายกลุ่มตัวอย่างและเสริมศักยภาพผู้นำชมรมในการออกแบบกิจกรรมที่ยั่งยืน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: “</strong>ชมรมผู้สูงอายุ, กิจกรรมออนไลน์”</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2174
การเปิดรับสื่อกับความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีต่อผลกระทบทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี
2025-07-17T21:52:39+07:00
หลี่ ซุ่ยเหมย
isuimei741@gmail.com
เหมือนฝัน คงสมแสวง
isuimei741@gmail.com
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการเปิดรับสื่อของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีต่อผลกระทบทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี 3) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างการเปิดรับสื่อกับความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีต่อผลกระทบทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วจังหวัดจันทบุรี ด้วยการเลือกแบบบังเอิญ (Accidental Selection) โดยหาได้จากการคำนวณโดยใช้สูตรของทาโรยามาเน่ (Yamane, 1967) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบมาตรวัดประมาณค่า (Rating Scale) มีด้านการเปิดรับสื่อการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี จำนวนรวม 4 ข้อ เป็นคำถามแบบปลายปิดแบบเลือกตอบ และด้านความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีต่อผลกระทบทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติอุทยานอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี จำนวน 20 ข้อ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าร้อยละ(Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และหาค่าความแตกต่าง โดยใช้ทดสอบสมดิฐานด้วยสถิติ One- Way ANOVA F-Test และนำข้อมูลมาเสนอในรูปแบบพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า มีการเปิดรับสื่อการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี จากสื่อบุคคลที่เป็นนักท่องเที่ยวที่เคยไปมาแล้ว มีการอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกพลิ้ว จากสื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นโปสเตอร์ท่องเที่ยว มีการเปิดรับสื่อจากสื่ออินเทอร์เน็ตที่เป็น (Facebook) และมีการเลือกเปิดรับสื่อที่มีข้อมูลการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี จากสื่ออินเทอร์เน็ตมากที่สุด</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2177
ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้บริโภคชาวไทยที่มีผลต่อความต้องการและความพึงพอใจต่อคราฟต์เบียร์บาร์กลางคืน ในเขตพื้นที่เทศบาลนครขอนแก่น
2025-07-18T19:58:04+07:00
ปฏิพัทธ์ บุญบาล
62011080005@msu.ac.th
โอชัญญา บัวธรรม
62011080005@msu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการและความพึงพอใจของ ผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อคราฟต์เบียร์บาร์กลางคืนในเขตพื้นที่เทศบาลนครขอนแก่น และศึกษาปัจจัย ส่วนบุคคลของผู้บริโภคชาวไทยที่มีผลต่อความต้องการและความพึงพอใจต่อคราฟต์เบียร์บาร์กลางคืน ในเขตพื้นที่เทศบาลนครขอนแก่น โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยผสมผสาน (Mix Method Research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยและ ประชาชนที่ใช้บริการคราฟต์เบียร์บาร์กลางคืน ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น จำนวน 400 คน และ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์บาร์กลางคืนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น จำนวน 2 คน ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อคราฟต์เบียร์บาร์ กลางคืนในเขตพื้นที่เทศบาลนครขอนแก่น โดยภาพรวมและรายด้านนั้นอยู่ในระดับมาก โดยด้าน บรรยากาศนั้นผู้บริโภคมีระดับความต้องการในระดับมากที่สุด (x̄= 4.56) ตามด้วยด้านคุณภาพและ ความหลากหลายของเครื่องดื่ม (x̄= 4.43) ด้านการเข้าถึง (x̄= 4.34) ด้านราคา (x̄= 4.28) ด้าน พนักงานบริการ (x̄= 4.45) และด้านการส่งเสริมการขาย (x̄= 4.45) ส่วนความพึงพอใจของผู้บริโภค ชาวไทยที่มีต่อคราฟต์เบียร์บาร์กลางคืนในเขตเทศบาลนครขอนแก่นนั้น พบว่าระดับความพึงพอใจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่พึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านคุณภาพและความ หลากหลายของเครื่องดื่ม (x̄= 4.43) รองลงมาคือด้านการส่งเสริมการขาย (x̄= 4.15) ด้านพนักงาน บริการ (x̄= 4.01) ด้านบรรยากาศ (x̄= 4.14) ด้านการเข้าถึง (x̄= 4.01) และด้านราคา (x̄= 4.01) และปัจจัยส่วนบุคคลของผู้บริโภคชาวไทยที่มีผลต่อความต้องการและความพึงพอใจต่อคราฟต์เบียร์ บาร์กลางคืน พบว่า ปัจจัยด้านความพึงพอใจด้านการเข้าถึงมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่มอายุ (P-Value = .019) และกลุ่มรายได้ต่อเดือน (P-Value = .022) ปัจจัยด้านพนักงาน บริการมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มระดับการศึกษา (P-Value = .010) และ ปัจจัยภาพรวม มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มสาเหตุที่มาใช้บริการ (P-Value = .027)</p> <p> จากผลการวิจัยดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าปัจจัยส่วนบุคคลส่งผลต่อการรับรู้ความ พึงพอใจของผู้บริโภคที่แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม จึงควรมีการวางแผนกลยุทธ์ที่ตอบสนองความ ต้องการเฉพาะกลุ่มเพื่อให้สามารถเพิ่มความพึงพอใจและดึงดูดลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2178
การพัฒนาสมรรถนะด้านกระบวนการวิจัยของนักศึกษาฝึกประสบการณ์ วิชาชีพครู โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิจัยเป็นฐาน
2025-07-18T20:36:30+07:00
ชุ่ม พิมพ์คีรี
yanamath60@gmail.com
อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
yanamath60@gmail.com
วรวรรธน์ ศรียาภัย
yanamath60@gmail.com
ลือชา จิตอารี
yanamath60@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านกระบวนการวิจัยของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูโดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิจัยเป็นฐาน โดยมีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิจัยเป็นฐาน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู สาขาวิชาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา ที่กำลังศึกษาในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 รูป/คน ซึ่งได้มาจากการเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความสามารถด้านกระบวนการวิจัย และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทีแบบไม่อิสระ กลุ่มเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาสมรรถนะด้านกระบวนการวิจัยของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิจัยเป็นฐาน โดยมีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 แสดงให้เห็นว่า สมรรถนะด้านกระบวนการวิจัยของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิจัยเป็นฐาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2) ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิจัยเป็นฐาน อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2184
บริการคลินิกวัยรุ่นเพื่อการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เป็นมิตร สำหรับวัยรุ่นและเยาวชน: กรณีศึกษา โรงพยาบาลสมุทรสาคร
2025-07-21T09:34:33+07:00
สุจิตตรา เก่งตรง
sutra.k@hotmail.com
สิริยา รัตนช่วย
sutra.k@hotmail.com
สุภาพ ไทยแท้
sutra.k@hotmail.com
<p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลไกและกระบวนการบริหารจัดการบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน รวมถึงบทบาทของเครือข่ายภายในและภายนอกในการดำเนินงานของคลินิกวัยรุ่น โรงพยาบาลสมุทรสาคร กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วยตัวแทนจาก 6 ภาคส่วน ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 2 คน กระทรวงมหาดไทย 2 คน กระทรวงศึกษาธิการ 1 คน กระทรวงสาธารณสุข 7 คน กระทรวงยุติธรรม 1 คน องค์กรสาธารณประโยชน์ 1 คน และอาสาสมัครนักศิลปะบำบัด 1 คน รวมทั้งสิ้น 15 คน โดยใช้การเลือกแบบแบ่งชั้นตามวัตถุประสงค์ (Stratified Purposeful Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ การศึกษาจากเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการจำแนก จัดกลุ่ม และสังเคราะห์ประเด็นจากภาคสนาม</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ด้านกลไก คลินิกมีวิสัยทัศน์ชัดเจน เปิดโอกาสให้ภาคีมีส่วนร่วม ได้รับทรัพยากรที่เพียงพอ และมีระบบติดตามประเมินผลที่เป็นระบบ ด้านกระบวนการบริการ มีความครบวงจร ยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย ทั้งในเวลาราชการ นอกเวลา และช่องทางออนไลน์ พร้อมระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพและทีมสหวิชาชีพ ด้านเครือข่าย คลินิกทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานหลัก เชื่อมโยงภาคีอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความไว้วางใจและการมีส่วนร่วมต่อเนื่อง</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2185
การบริหารจัดการชั้นเรียนเพื่อพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CREATIVITY-BASED LEARNING)
2025-07-21T13:23:38+07:00
ธัญญานุช อุปนันท์
krunansw@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity-based learning) 2) เพื่อประเมินผลงานของผู้เรียนด้านการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และกระบวนการทํางานกลุ่มและ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน(Creativity-based learning)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) นักเรียนมีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษจากการแสดงบทบาทสมมติผ่าน Application ต่างๆ อย่างมีความสุข สนุกสนาน ทำให้เกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ 2) นักเรียนมีผลงานด้านการสื่อสารที่แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์โดยใช้ทักษะการทำงานกลุ่ม 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบรรยากาศการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity-based learning ) และ 4)จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน(Creativity-based learning ) หรือ CBL5 ขั้นตอน ส่งผลให้เกิดห้องเรียนแบบเชิงรุก (Active classroom) ซึ่งกระตุ้นกระบวนการคิดอย่างอิสระและสร้างแรงบันดาลใจในการกล้าพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2187
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะหลักของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2
2025-07-22T16:49:40+07:00
พรรธน์ชญมน วงษ์ไชยา
sirilakwongchaiya123@gmail.com
<p>สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์.1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 2) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะหลักของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 .3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะหลักของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะหลักของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน ทั้งสิ้น 302 คน</p> <p>ผลวิจัยพบว่า :</p> <p>1.ผลการศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 พบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ รองลงมาคือด้านการกระตุ้นทางปัญญา </p> <ol start="2"> <li class="show">ผลการศึกษาสมรรถนะหลักของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการทำงานเป็นทีม รองลงมาคือด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพครู</li> <li class="show">ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะหลักของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก โดยมีค่าสหสัมพันธ์เท่ากับ .791</li> <li class="show">. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ส่งผลต่อสมรรถนะหลักของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2195
คุณภาพชีวิตการทำงานของคนพิการที่ได้รับการจ้างงาน ในจังหวัดเพชรบุรี ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2556
2025-07-24T15:00:24+07:00
กัญญาพัชร แสนพันธ์
jib_saenpan@hotmail.com
ปิ่นหทัย หนูนวล
jib_saenpan@hotmail.com
เสาวธาร โพธิ์กลัด
jib_saenpan@hotmail.com
สดใส คุ้มทรัพย์อนันต์
jib_saenpan@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของคนพิการที่ได้รับการจ้างงาน และ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของคนพิการที่ได้รับการจ้างงาน โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากคนพิการที่ได้รับการจ้างงานในสถานประกอบการในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 93 คน และทำการการสนทนากลุ่ม (Focus group) จากผู้แทนจากสถานประกอบการซึ่งมีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตการทำงานของคนพิการที่ได้รับการจ้างงานในจังหวัดเพชรบุรี โดยรวมและรายด้านมีคุณภาพชีวิตการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนพิการ มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานของคนพิการที่ได้รับการจ้างงานในจังหวัดเพชรบุรี สอดคล้องกับการสนทนากลุ่ม ที่พบว่า การยกระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของคนพิการอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องบูรณาการนโยบาย กฎหมาย การจัดการองค์กร และการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เท่าเทียม ครอบคลุม และตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของคนพิการในทุกมิติ</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2198
ความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อกิจกรรมนันทนาการ
2025-07-25T15:52:52+07:00
สุนิสา อดทน
s.odthon@yahoo.com
ธันยา รุจิเสถียรทรัพย์
s.odthon@yahoo.com
<p>การศึกษานี้ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มีต่อกิจกรรมนันทนาการ 2) เพื่อศึกษาระดับการมี<br />ส่วนร่วมของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในกิจกรรมนันทนาการ 3) เพื่อศึกษาปัจจัย<br />ส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อความแตกต่างในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมนันทนาการของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักศึกษา ระดับปริญญาตรี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ที่ศึกษา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จำนวน 285 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างโดยไม่อาศัยความน่าจะเป็นแบบเจาะจง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan ที่ค่าความคลาดเคลื่อน ร้อยละ 5</p> <p>เครื่องมือที่ใช้ศึกษา ได้แก่ แบบสอบถามซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมกิจกรรมนันทนาการ <br />11 ประเภท ได้แก่ เกมกีฬาและการละเล่น การเต้นรำ ศิลปะและหัตถกรรม การร้องเพลงและดนตรี ภาษาและวรรณกรรม การแสดงและการละคร งานอดิเรก กิจกรรมกลางแจ้ง/นอกเมือง กิจกรรมทางสังคม กิจกรรมพิเศษตามเทศกาลต่าง ๆ และการบริการอาสาสมัคร โดยเครื่องมือได้นำเสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา เครื่องมือครอบคลุมเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ จึงนำไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล</p> <p>สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าเอฟ โดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูป เมื่อพบความต่างจึงทดสอบ<br />รายคู่ด้วยวิธี LSD (Least Significant Difference) ผลการศึกษาพบว่า</p> <p> สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าเอฟ โดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูป เมื่อพบความต่างจึงทดสอบ<br />รายคู่ด้วยวิธี LSD (Least Significant Difference) ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>1) นักศึกษามีความคิดเห็นระดับเห็นด้วยว่ากิจกรรรมนันทนาการมีประโยชน์ และ<br />ทำให้เกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลาย</p> <p>2) นักศึกษามีระดับการมีส่วนร่วมในกิจกรรมนันทนาการเป็นบางครั้ง (2-3 ครั้ง ต่อสัปดาห์)</p> <p>3) นักเรียนที่มีเพศ อายุ จำนวนชั่วโมงเวลาว่างเฉลี่ยต่อวันต่างกันส่งผลต่อการ<br />มีส่วนร่วมในกิจกรรมนันทนาการไม่แตกต่างกัน</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2199
การศึกษาภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ของอาหารไทยที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกซื้อของ Generation Z ในเขตกรุงเทพมหานคร
2025-07-27T12:49:18+07:00
ศุภกิตติ์ เศษรักษา
su.ponpond@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักสามประการ คือ การศึกษาภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ของอาหารไทยที่ Generation Z ในกรุงเทพมหานครรับรู้, การวิเคราะห์ผลกระทบของภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ของอาหารไทยต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกซื้อของ Generation Z, และการเสนอแนะกลยุทธ์ในการปรับปรุงภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ของอาหารไทยเพื่อดึงดูด Generation Z. การศึกษาครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็น Generation Z ในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression)</p> <p>ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า Generation Z มีการรับรู้ภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ของอาหารไทยในระดับดี โดยเฉพาะในด้านรสชาติ ความหลากหลาย และคุณภาพของอาหาร นอกจากนี้ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณพบว่าภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ของอาหารไทยมีผลต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกซื้อของ Generation Z อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ซึ่งหมายความว่าการรับรู้ภาพลักษณ์และอัตลักษณ์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้ออาหารไทยในภาพรวม</p> <p> </p> <p><strong> </strong></p> <p> </p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2202
การศึกษาการเปิดรับสื่อ การรับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม การท่องเที่ยววัดเขาสุกิมของนักท่องเที่ยวชาวจีน
2025-07-28T21:58:14+07:00
โจว หงอิง
zhouhongying0221@gmail.com
เหมือนฝัน คงสมแสวง
zhouhongying0221@gmail.com
<p>การศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาการเปิดรับสื่อ การรับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการ ท่องเที่ยววัดเขาสุกิม ของนักท่องเที่ยวชาวจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษารูปแบบและช่องทางการเปิดรับสื่อของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับวัดเขาสุกิม 2) เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีต่อวัดเขาสุกิมในด้านต่าง ๆ เช่น ความน่าสนใจ ความสวยงาม ความศักดิ์สิทธิ์ และคุณค่าทางวัฒนธรรม 3) เพื่อศึกษาทัศนคติของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีต่อวัดเขาสุกิม ทั้งในด้านความพึงพอใจ ความคาดหวัง และความรู้สึกต่อประสบการณ์การท่องเที่ยว 4) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาวัดเขาสุกิม เช่น ความถี่ในการมาเที่ยว ลักษณะการเดินทาง ระยะเวลา และกิจกรรมที่นิยม การเปิดรับสื่อกับทัศนคติการรับรู้กับทัศนคติกับพฤติกรรมการท่องเที่ยววัดเขาสุกิม ของนักท่องเที่ยวชาวจีน ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่วัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 21–30 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/อาชีพอิสระ รายได้เฉลี่ย ระหว่าง US$ 1,001–2,000 มาท่องเที่ยววัดเขาสุกิมเป็นครั้งแรก มีสมาชิกในครอบครัวร่วมเดินทาง 4-5 คน เดินทางด้วยบริษัทนำเที่ยว มีค่าใช้จ่ายมากกว่า 2,000 บาทขึ้นไป/คน เปิดรับข้อมูลข่าวสาร<br />วัดเขาสุกิมจากสื่ออินเทอร์เน็ต (YouTube) มากที่สุด มีการรับรู้ของนักท่องเที่ยวชาวจีน ในระดับมาก ทัศนคติที่มีต่อการท่องเที่ยววัดเขาสุกิม อยู่ในระดับมาก </p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2204
การพัฒนาทักษะการพูดสื่อสารในการปฏิบัติงานช่างอุตสาหกรรมเป็นภาษาอังกฤษโดยใช้การเรียนแบบเน้นภาระงานเป็นหลัก (Task-Based Learning) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Co-operative Learning) ของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประเภทวิชาอุตสาหกรรม วิทยาลัยการอาชีพบ้านตาก
2025-07-28T21:36:20+07:00
เอกชัย อภิรมย์
daywoo1990@gmail.com
Henry Yuh Anchunda
daywoo1990@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบทักษะการพูดสื่อสารในการปฏิบัติงานช่างอุตสาหกรรมเป็นภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยใช้การเรียนแบบเน้นภาระงานเป็นหลัก (Task-Based Learning) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ (2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอนดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคือ นักศึกษาระดับ ปวส. สาขางานเทคนิคยานยนต์ ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยการอาชีพบ้านตาก ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จากห้องเรียนที่คละระดับความสามารถ ได้แก่ เก่ง ปานกลาง และอ่อน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบประเมินทักษะการพูด และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนแบบเน้นภาระงานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีทักษะการพูดสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 และมีความพึงพอใจต่อการเรียนในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบดังกล่าวสามารถพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2216
โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดประสบการณ์เรียนรู้ แบบมอนเตสซอรี่ ของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดขอนแก่น
2025-08-03T14:22:37+07:00
อาภัสสร สีบูจันดี
sorn_keita@hotmail.com
ปิยะธิดา ปัญญา
Sorn_keita@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methodology) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และแนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดขอนแก่น และ 2) สร้าง ตรวจสอบ และประเมินโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ การวิจัยดำเนินการ 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 ใช้กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร 43 คน และครูปฐมวัย 307 คน รวม 350 คน จากโรงเรียนเอกชนในจังหวัดขอนแก่น ปีการศึกษา 2566 โดยสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ระยะที่ 2 เป็นการตรวจสอบโปรแกรมโดยผู้เชี่ยวชาญ 6 คน ด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของโปรแกรม โปรแกรมที่พัฒนาขึ้น และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (𝑥̄) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าความต้องการจำเป็น (PNImodified) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของสมรรถนะครูอยู่ในระดับมากและมากที่สุดตามลำดับ โดยองค์ประกอบที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ เจตคติของครู รองลงมาคือทักษะการจัดกิจกรรม และความรู้ความเข้าใจด้านมอนเตสซอรี่ โปรแกรมที่พัฒนาประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ในระดับมากที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมในการนำไปใช้เพื่อพัฒนาครูในบริบทจริงa</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2436
ความท้าทายทางกฎหมายในการออกใบอนุญาตแก่เจ้าหน้าที่สถานี: การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบภายใต้ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางรางของประเทศไทย
2025-10-06T17:31:21+07:00
ฤทธิ์พิภัทร์ ชวัลรัตนาภรณ์
khanidthasuksawad@gmail.com
สมพรชัย ชัยประสิทธิ์
KhanithaSuksawad@gmail.com
อารุณ วงศ์แก้ว
KhanithaSuksawad@gmail.com
ขนิษฐา สุขสวัสดิ์
KhanithaSuksawad@gmail.com
อุบลรัตน์ นิรชกุล
KhanithaSuksawad@gmail.com
ประภาส มันตะสูตรุ
KhanithaSuksawad@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ตามร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ…. 2) เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ความหมาย สาระร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ…. ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ และ 3) เพื่อศึกษาเกี่ยวกับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ ตามกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศมีข้อแตกต่างกันอย่างไร</p> <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยทางกฎหมายโดยการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเอกสารกฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวกับการการขนส่งทางราง จำนวน 22 ฉบับ ประกอบด้วยกฎหมายของประเทศไทย จำนวน 7 ฉบับ ประเทศสหราชอาณาจักร จำนวน 5 ฉบับ ประเทศญี่ปุ่น จำนน 6 ฉบับ และสหภาพยุโรป จำนวน 4 ฉบับ โดยผู้วิจัยทำการสังเคราะห์และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากเนื้อหาที่ได้จากการวิจัยเอกสารและการทบทวนวรรณกรรม เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ เปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศสหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป เพื่อนำเสนอแนวทางการปรับปรุงร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและหลักการกำกับดูแลกิจการสาธารณะ</p> <p>ผลการศึกษาเสนอให้เพิ่มเติมบทบัญญัติที่กำหนดให้ตำแหน่งนายสถานีหรือหัวหน้าสถานีอยู่ภายใต้การออกใบอนุญาต รวมถึงการกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำ เช่น อายุและระดับการศึกษา เพื่อให้การกำกับดูแลผู้ปฏิบัติงานในระบบขนส่งทางรางเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2014
ผลของโปรแกรมการปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวทฤษฎีพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรมร่วมกับเจคติต่อการปรับตัวด้านการเรียน ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
2025-06-09T09:25:29+07:00
ณัชชา เรืองพุ่ม
natcha.rue@g.swu.ac.th
พิชชาดา ประสิทธิโชค
natcha.rue@g.swu.ac.th
สิทธิพร ครามานนท์
natcha.rue@g.swu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1. ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจตคติต่อการเรียนกับโปรแกรมให้คำปรึกษากลุ่มตามทฤษฎีพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม 2. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการปรับตัวด้านการเรียนของนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมให้คำปรึกษากลุ่มตามทฤษฎีพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม และกลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรม 3. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการปรับตัวด้านการเรียนของนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ระหว่างกลุ่มที่มีเจตคติต่อการเรียนต่างกัน โดยประชากรที่ใช้สำหรับการวิจัยครั้งนี้ คือ กลุ่มนักศึกษาชั้นปี 1 ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ จำนวน 50 คน ที่มีคะแนนการปรับตัวอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้มาจากแบบสอบถามเรื่องการปรับตัวด้านการเรียน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling)</p> <p> จากการศึกษาสรุปได้ว่า ความแปรปรวนของกลุ่มที่มีเจตคติต่อการเรียนสูงและกลุ่มที่มีเจตคติต่อการเรียนต่ำแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F = 4.500, p = .039) เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยการปรับตัวด้านการเรียนของกลุ่มตัวอย่างแยกตามเจตคติต่อการเรียนพบว่า กลุ่มที่มีเจตคติต่อการเรียนสูงมีค่าเฉลี่ยการปรับตัวด้านการเรียนสูงกว่ากลุ่มที่มีเจตคติต่อการเรียนต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 3.538, p/2 = .001)</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2100
การวิเคราะห์องค์ประกอบทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา
2025-06-28T16:32:44+07:00
กาญจนี เหลืองวัฒนนันท์
chthesis012@outlook.com
ธนพลอยสิริ สิริบรรสพ
chthesis012@outlook.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สังเคราะห์องค์ประกอบทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา และ (2) ยืนยันองค์ประกอบทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประชากร คือ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา จำนวน 1,348 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูจำนวน 300 คน ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่ายตามตารางของ Krejcie และ Morgan (1970) เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 คน (IOC = 0.71-1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.9545 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) ทักษะด้านการสื่อสาร (2) ทักษะด้านการมีวิสัยทัศน์ (3) ทักษะด้านการมีส่วนร่วม และ (4) ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยองค์ประกอบทั้ง 4 สามารถอธิบายความแปรปรวนรวมได้ร้อยละ 82.78 และโมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square/df = 1.873, GFI = 0.927, CFI = 0.961, RMSEA = 0.042)</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2118
การออกแบบและพัฒนาเครื่องประดับโดยได้รับแรงบันดาลใจ จากโอ่งมังกร จังหวัดราชบุรี
2025-07-01T20:37:25+07:00
วรวีร์ กิตติธนะศักดิ์
oeykitt@gmail.com
นพดล อินทร์จันทร์
volavee.kitt@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง “การออกแบบและพัฒนาเครื่องประดับโดยได้รับแรงบันดาลใจจากโอ่งมังกร จังหวัดราชบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ทางศิลปหัตถกรรมของโอ่งมังกรราชบุรี วิเคราะห์แนวทางการออกแบบเครื่องประดับในบริบทตลาดร่วมสมัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องประดับต้นแบบที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมผ่านการประยุกต์ใช้วัสดุท้องถิ่น งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าของกิจการและช่างฝีมือจากโรงงานโอ่งมังกร 3 แห่ง ได้แก่ เถาฮงไถ่ เรืองศิลป์ 3 และโรงโอ่งรัตนโกสินทร์ วิเคราะห์ร่วมกับกรณีศึกษาการออกแบบเครื่องประดับที่ประสบความสำเร็จในเชิงตลาดและการสื่อสารอัตลักษณ์ เพื่อนำไปสู่การออกแบบต้นแบบเครื่องประดับในรูปแบบจี้ (Charm Pendant) จำนวน 10 แบบ โดยใช้เศษโอ่งมังกรเป็นวัสดุหลัก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ลวดลายโอ่งมังกรราชบุรี เช่น ลายมังกร ลายน้ำ ลายเมฆ ลายเปลวไฟ และลายเถาวัลย์ มีความโดดเด่นทั้งในเชิงสัญลักษณ์และการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่สอดคล้องกับรูปทรงภาชนะ โอ่งมังกรจึงเป็นวัตถุที่สะท้อนภูมิปัญญาและความชำนาญเฉพาะถิ่น การออกแบบเครื่องประดับต้นแบบได้นำองค์ประกอบเหล่านี้มาถ่ายทอดใหม่ในบริบทของงานออกแบบร่วมสมัย โดยคำนึงถึงความสวยงาม ความหมายทางวัฒนธรรม และแนวคิดด้านความยั่งยืน ผลลัพธ์ของงานวิจัยชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการยกระดับวัสดุพื้นถิ่นไปสู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่สามารถต่อยอดเชิงเศรษฐกิจและสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างมีคุณค่า</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2175
การออกแบบและพัฒนาเครื่องประดับเพื่อสัตว์เลี้ยงที่เสียชีวิต สำหรับคนรุ่นเจเนอเรชันวาย
2025-07-18T14:03:13+07:00
คณิศร ธรรมรณกิจ
chokun1180683@gmail.com
เสาวลักษณ์ พันธบุตร
chokun1180683@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางในการออกแบบและพัฒนาเครื่องประดับจากสัตว์เลี้ยงที่เสียชีวิตสำหรับกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์เจเนอเรชันวาย และ 2) เพื่อสร้างรูปแบบงานเครื่องประดับจากสัตว์เลี้ยงที่เสียชีวิตสำหรับกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์เจเนอเรชันวายในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ที่มีประสบการณ์เลี้ยงสัตว์เลี้ยง กำลังเลี้ยงสัตว์อยู่ในปัจจุบัน และมีความสนใจในเครื่องประดับจากสัตว์เลี้ยงที่เสียชีวิต จำนวน 400 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติแจกแจงความถี่และค่าร้อยละ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ข้อมูลประชากรศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อยู่ในช่วงเจเนอเรชันวาย (พ.ศ. 2524 – 2539) ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001 – 80,000 บาท มีประสบการณ์เลี้ยงสัตว์มากกว่า 10 ปี และส่วนใหญ่เลี้ยงสุนัข ด้านความสนใจเกี่ยวกับเครื่องประดับ พบว่าชนิดเครื่องประดับที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ กำไล โดยมีเหตุผลในการเลือกซื้อเพื่อความสวยงาม และความสวยงามยังเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อเครื่องประดับ ด้านความสนใจเกี่ยวกับเครื่องประดับสัตว์เลี้ยง พบว่า ส่วนใหญ่ไม่เคยซื้อเครื่องประดับสำหรับสัตว์เลี้ยงมาก่อน และไม่เคยมีประสบการณ์ในการแปรรูปสัตว์เลี้ยงที่เสียชีวิตเป็นเครื่องประดับ สำหรับวัสดุที่นิยมใช้ในเครื่องประดับ พบว่ากลุ่มตัวอย่างนิยมวัสดุประเภทแพลตตินัม มีความสนใจในการสลักข้อความหรือตัวเลขบนเครื่องประดับ โดยข้อความที่นิยมสลักมากที่สุด คือ ชื่อของสัตว์เลี้ยง วางงบประมาณไว้ระหว่าง 1,001 – 3,000 บาท และให้ความสนใจเครื่องประดับในรูปแบบจี้ (Charm) เนื่องจากสามารถนำไปประกอบกับเครื่องประดับอื่นได้ โดยมีการใส่รายละเอียดในการนำชิ้นส่วนของสัตว์เลี้ยงไปผสมเรซิ่นและนำมาใส่แกนกลางของอัญมณีเพื่อสร้างอัตลักษณ์เฉพาะของเครื่องประดับได้ นอกจากนี้ส่วนใหญ่เสนอแนะให้มีการออกแบบดีไซน์ที่หลากหลายเพื่อตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะบุคคล</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2176
การวิจัยและการออกแบบชุดว่ายน้ำสำหรับผู้หญิงข้ามเพศ
2025-07-18T14:14:11+07:00
นฤพล จันทร์นัอย
naruhponn@gmail.com
นพดล อินทร์จันทร์
naruhponn@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการต่อชุดว่ายน้ำของผู้หญิงข้ามเพศที่ยังไม่ได้รับการผ่าตัดแปลงเพศ และ 2) ออกแบบชุดว่ายน้ำที่เหมาะสมกับสรีระเฉพาะของกลุ่มดังกล่าว การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงข้ามเพศ จำนวน 10 คน อายุ 20-30 ปี ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสังเคราะห์ประเด็นสำคัญสำหรับนำไปสู่การออกแบบชุดว่ายน้ำต้นแบบ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้หญิงข้ามเพศต้องการชุดว่ายน้ำที่สามารถปกปิดอวัยวะเพศได้อย่างแนบเนียนและปลอดภัย โดยมีคุณสมบัติกระชับ ยืดหยุ่น ระบายอากาศดี และมีรูปแบบทันสมัยที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพ การออกแบบใช้หลักการเส้นโค้ง เส้นทแยง ลวดลายสม่ำเสมอ และโทนสีที่มีความแตกต่างกันเพื่อพรางสรีระ วัสดุหลักเป็นผ้า Nylon Spandex (ไนลอน 88% + สแปนเด็กซ์ 12%) พร้อมเสริมซับในบริเวณเป้าด้วยผ้าตาข่ายยืดชนิดพิเศษ Power Mesh (ไนลอน 95% + สแปนเด็กซ์ 5%) จำนวน 2 ชั้น เพื่อช่วยเก็บอวัยวะเพศได้อย่างแนบเนียน ต้นแบบที่ได้รับการคัดเลือกนำไปผลิตและทดลองสวมใส่จริง พบว่าผู้สวมใส่มีความพึงพอใจสูงในด้านความสบาย ความปลอดภัย ความสวยงาม และความมั่นใจในการแสดงออกทางเพศ งานวิจัยนี้สะท้อนถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาเชิงพาณิชย์ และสนับสนุนการออกแบบแฟชั่นที่ตอบโจทย์ความหลากหลายทางเพศได้อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน</p>
2026-04-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด