วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn <p> <strong> วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด</strong> ISSN 2822-1095 (Online) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2566 โดยวัดหนองนกกด จัดพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ (2 เดือนต่อหนึ่งฉบับ)</p> <p>-ปรากฏในฐานข้อมูล google scholar ตั้งแต่ปี 2023</p> <p>-วารสารผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 ระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2572</p> th-TH journalsantayaphiwat@gmail.com (วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด ) journalsantayaphiwat@gmail.com (วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด ) Sun, 07 Jun 2026 22:16:19 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการคาร์บอนต่ำของธุรกิจในอุตสาหกรรม การขนส่งทางบกในประเทศไทย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2233 <p>บทความเชิงวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการคาร์บอนต่ำของธุรกิจในอุตสาหกรรมการขนส่งทางบกในประเทศไทย โดยมุ่งเสนอแนวทางการจัดการที่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของภาคธุรกิจการขนส่งอย่างเป็นระบบ จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ผลจากการสังเคราะห์พบว่า การจัดการคาร์บอนต่ำในอุตสาหกรรมขนส่งทางบกมีองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1) การเปลี่ยนมาใช้พลังงานชีวภาพแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล 2) การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานด้วยพลังงานสะอาด 3) การใช้เทคโนโลยีการดักจับมลพิษ 4) การลดของเสียและการรีไซเคิล และ5) การใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการขนส่ง นอกจากนี้การศึกษายังได้เสนอ 4 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการจัดการคาร์บอนต่ำของธุรกิจการขนส่ง ได้แก่ 1) ประสิทธิภาพการจัดการขนส่ง 2) การขนส่งสีเขียว &nbsp;3) การพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสภาพภูมิอากาศ และ 4) การสื่อสารองค์กร ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม ขอเสนอแนะเพิ่มเติม สมควรมีการยืนยันอิทธิพลของปัจจัยดังกล่าวที่ส่งผลต่อการจัดการคาร์บอนต่ำของธุรกิจในอุตสาหกรรมการขนส่งทางบกในประเทศไทย ด้วยการวิเคราะห์สมการรูปแบบเชิงโครงสร้างต่อไป</p> ธิติธร ชาวชายโขง, เตือนใจ แสงทอง, ทักษิณา แสนเย็น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2233 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ในยุคดิจิทัลเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลข่าวปลอมและการสร้างความรู้เท่าทันสื่อในห้องเรียนสังคมศึกษา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2259 <p>บทความวิชาการนี้นำเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ในยุคดิจิทัลผ่านการจัดการข้อมูลข่าวปลอมและการสร้างความรู้เท่าทันสื่อในห้องเรียนสังคมศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์สถานการณ์และผลกระทบของข้อมูลข่าวปลอมในบริบทสังคมไทย (2) พัฒนากรอบแนวคิดสำหรับการตรวจสอบข้อมูลข่าวปลอม และ (3) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการความรู้เท่าทันสื่อในวิชาสังคมศึกษา การศึกษาพบว่า เยาวชนไทยร้อยละ 71 เชื่อข่าวปลอมที่แชร์ผ่านไลน์ และร้อยละ 65 มีปัญหาในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ปัจจัยทางวัฒนธรรมไทยที่เอื้อต่อการแพร่ข่าวปลอม ได้แก่ ลักษณะ "เชื่อง่าย โกรธยาก โกรธไม่นาน" วัฒนธรรมการเชื่อถือผู้อาวุโส และ "วัฒนธรรมแบ่งปันแบบไทย" ที่ส่งต่อข้อมูลเพื่อ "ช่วยเหลือ" ผู้อื่นโดยไม่ตรวจสอบ</p> <p>บทความนี้ยังนำเสนอ "DETECT Model" เป็นกรอบแนวคิดใหม่ที่สังเคราะห์จากแนวคิดสากล 7 แนวคิด ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ Define (นิยามข้อมูล) Evaluate (ประเมินแหล่งที่มา) Trace (ตรวจสอบข้อเท็จจริง) Examine (พิจารณาอคติ) Cross-check (ตรวจสอบข้ามแหล่ง) และ Think critically (คิดเชิงวิพากษ์) พร้อมเสนอกิจกรรมการเรียนรู้ 5 รูปแบบ ได้แก่ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ การใช้แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ เกมจำลองสถานการณ์ เทคนิค SIFT และการอภิปรายประเด็นทางสังคม มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเน้นการบรรจุความรู้เท่าทันสื่อในหลักสูตรแกนกลาง การพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง การสร้างวัฒนธรรมการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาต่อข้อมูลข่าวปลอมอย่างยั่งยืนในสังคมไทย</p> พระครูใบฎีกาณรงค์ชัย ฐิตปุญฺโญ (บุญมั่น), รักษ์ทวี เถาโต, พระสุรพล อาภรโณ (ไกรรอด), พระมหานพพร อภิพนฺโธ (ศรีวัฒนสกุลชัย) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2259 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 การเสริมสร้างความเข้มแข็งการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคประชาชน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2304 <p>บทความวิชาการเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค้นคว้าเอกสาร และเพื่อค้นหาปัจจัยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งการมีส่วนร่วมทางการมืองของประชาชน และศึกษาแนวทางและข้อเสนอแนะในมิติของการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลต่อการสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองของประเทศไทย เป็นการศึกษาแนวทางที่ต้องวิเคราะห์การเชื่อมโยงในมิติของการเปลี่ยนผ่านจากสังคมการเมืองยุคเก่า สังคมการเมืองยุคใหม่ และอำนาจนิยม ในขณะที่มีการเปลี่ยนผ่านของเสรีนิยมแบบเก่า กับเสรีนิยมแบบใหม่ ซึ่งเป็นรูปแบบของลักษณะการเชื่อมโยงกรบวจนการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนในสังคม ซึ่งเรียกว่า “ความเข้มแข็งทางการเมือง” จากนั้นจึงก้าวสู่สังคมการเมืองแห่งสิทธิเสรีภาพ หากต้องการสิทธิเสรีภาพบนพื้นฐานของการเมืองเข้มแข็งนั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าประชาชนขาดการมีส่วนร่วมทางการเมืองแล้ว ความเข้มแข็งทางการเมืองก็จะอ่อนแอลง และอาจจะทำให้ประชาชนไม่ได้สิทธิเสรีภาพตามเจตจำนงแล้ว ยังถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพจากฝ่ายอำนาจนิยมอีกด้วย และมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องพัฒนาประยุกต์การมีส่วนร่วมของประชาชนในด้านต่าง ๆ ให้ร่วมสมัย และสอดรับกับความต้องการทางการเมืองมากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันการเข้าถึงสื่อข้อมูลข่าวสาร มีความก้าวกระโดด ซึ่งแตกต่างจากอดีตเป็นอย่างมาก</p> <p><strong>คำสำคัญ :</strong> การเสริมสร้างความเข้มแข็ง,การมีส่วนร่วม,การเมือง,ประชาชน</p> พระมหาปณวัศ ปุญฺญโชตโก (บุญโชติหิรัญ), พระปัญญา สุจิตฺโต (สีงาม), พระสุรสีห์ มหาปุญโญ (เกิดสวัสดิ์) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2304 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแอปพลิเคชันการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่องการคูณสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนในศูนย์เครือข่ายพัฒนา คุณภาพการศึกษา หนองตาคง จังหวัดจันทบุรี https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2101 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแอปพลิเคชันการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ‎สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนในศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา หนองตาคง ‎จังหวัดจันทบุรี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแอปพลิเคชันดังกล่าว และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแอปพลิเคชันดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research ‎and Development) ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนในศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา หนองตาคง จังหวัดจันทบุรี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ‎จำนวน 210 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนราษฎร์พัฒนาสามัคคี ‎จังหวัดจันทบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 39 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แอปพลิเคชันการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนแบบคู่ขนาน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ‎ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> ธีรพงศ์ อุดม, วรางคณา โตโพธิ์ไทย, ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2101 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2219 <p>บทความมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 จำแนกตามเพศ อายุ ตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงานในตำแหน่ง และวิทยฐานะ ประชากรที่ได้ศึกษาในครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ปีการศึกษา 2567 ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 156 คน และครู จำนวน 1,315 คน รวมทั้งสิ้น 1,471 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยซึ่งคำนวณหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากประชากร โดยคำนวณจากสูตรของยามาเน่ มีการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ 0.05 คือ 314 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม มีความเชื่อมั่น 0.990 วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1.ภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 2. การเปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบอไจล์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 โดยจำแนกตามเพศ อายุ ตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงานในตำแหน่ง ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนวิทยฐานะ พบว่าไม่แตกต่างกัน</p> ทัพพ์นริศร์ สุวรรณรัตน์, เฉลิมชัย หาญกล้า, กรวุฒิ แผนพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2219 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 การสื่อสารการตลาดออนไลน์ของผู้ประกอบการค้าทุเรียนในประเทศจีน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2229 <p>การวิจัยเรื่อง การสื่อสารการตลาดออนไลน์ของผู้ประกอบการค้าทุเรียนในประเทศจีน &nbsp;มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา เพื่อศึกษาการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของผู้ประกอบการค้าทุเรียนในประเทศจีน การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ประกอบการค้าทุเรียนในประเทศจีนที่มีการใช้แพลตฟอร์ม Douyin เป็นช่องทางในการจัดจำหน่ายโดยใช้เครื่องมือการสื่อสารตลาดออนไลน์ จำนวน 400 ราย ซึ่งใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบโควตา <strong>(</strong>Quota Sampling<strong>)</strong> เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม (Questionnaires) &nbsp;นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าร้อยละ(Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และหาค่าความแตกต่าง โดยใช้ทดสอบสมดิฐานด้วยสถิติ One- Way ANOVA F-Test และนำข้อมูลมาเสนอในรูปแบบพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง มีอายุ 41-50 มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมากที่สุดร้อยละ 32.75 มีระดับการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของผู้ประกอบการในภาพรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยแบ่งเป็น ด้านการประชาสัมพันธ์ออนไลน์ รองลงมาเป็นด้านการตลาดทางตรงออนไลน์ และเป็นด้านการขายโดยบุคคลออนไลน์ ด้านการส่งเสริมการขายออนไลน์ ด้านการโฆษณาออนไลน์ ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารการตลาดออนไลน์เป็นเครื่องมือสำคัญต่อการดำเนินการของผู้ประกอบการค้าทุเรียนในจีนและมีความสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน</p> เฉิน หยาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2229 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษาที่ส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิต สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2232 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบระบบนิเวศการเรียนรู้ โดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 342 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้แบบสัมภาษณ์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา 3) เพื่อสร้างและตรวจสอบรูปแบบ โดยใช้แบบสอบถาม ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 342 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบระบบนิเวศการเรียนรู้ในการบริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประกอบด้วย 6 มิติ ดังนี้ บุคคล เทคโนโลยี การออกแบบหลักสูตร ความร่วมมือกับเครือข่าย ทรัพยากรและกลยุทธ์ในการบริหารจัดการ ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่าโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี 2) แนวทางการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในแต่ละมิติได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้กรอบวงจรการบริหารคุณภาพเดมมิ่ง (PDCA) 3) รูปแบบการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ของสถานศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ องค์ประกอบ แนวทางการบริหาร และปัจจัยสู่ความสำเร็จ ผลการตรวจสอบรูปแบบผลการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่ามีความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4) ผลการประเมินรูปแบบโดยผู้บริการสถานศึกษา พบว่า มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก และมีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ขวัญทิรา ทิราวงศ์, สันติ บูรณะชาติ, โสภา อำนวยรัตน์, น้ำฝน กันมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2232 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสังคมผู้สูงอายุ ต่อรายจ่ายภาครัฐด้านบริการทางสังคมในประเทศไทย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2238 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุต่อรายจ่ายภาครัฐในด้านบริการทางสังคม ด้านสังคมสงเคราะห์ และด้านสาธารณสุขในประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ข้อมูลที่ใช้ศึกษามีลักษณะเป็นข้อมูลแบบอนุกรมเวลา (Time series data) เก็บข้อมูล 16 ปีย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ.2552-2567 จากสำนักงบประมาณ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำการทดสอบความนิ่งของข้อมูล ด้วยวิธี Augmented Dickey-Fuller Test วิเคราะห์สมการถดถอย ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Squares-OLS)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และนโยบาย มาตรการ สวัสดิการของรัฐ ซึ่งเป็นแนวทางหรือหลักการที่รัฐบาลกำหนดขึ้นเพื่อให้การบริหารประเทศดำเนินไปตามเป้าหมายที่วางไว้ มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับรายจ่ายภาครัฐด้านบริการทางสังคม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 โดยสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และนโยบาย มาตรการ สวัสดิการของรัฐยังมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับรายจ่ายภาครัฐด้านสังคมสงเคราะห์ และรายจ่ายภาครัฐด้านสาธารณสุข อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 ส่วนอัตราการตาย ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และอัตราการว่างงาน ไม่มีมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับรายจ่ายภาครัฐด้านสังคมสงเคราะห์และรายจ่ายภาครัฐด้านสาธารณสุข ส่วนอัตราการเกิด <strong><br /></strong>มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับรายจ่ายภาครัฐด้านสังคมสงเคราะห์ แต่มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับรายจ่ายภาครัฐด้านสาธารณสุข อย่างไม่มีมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> อินทร์พร ขำดี, บุญธรรม ราชรักษ์, อุบลวรรณ ขุนทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2238 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 องค์ประกอบของวัฒนธรรมองค์การคุณภาพในยุคดิจิทัลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2239 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของวัฒนธรรมองค์การคุณภาพในยุคดิจิทัลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 258 คน และครูหัวหน้างานบุคลากร จำนวน 258 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 516 คน ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า ตัวแปรแฝงทั้ง 5 ตัว กับตัวแปรสังเกตได้ทีละตัวแปรแฝง ได้แก่ 1. ด้านการทำงานร่วมกัน ค่าสถิติวัดความกลมกลืนของโมเดลองค์ประกอบเชิงยืนยันที่กำหนดกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด (CMIN/df=2.482, CFI=0.950, IFI=0.951, RMR=0.045, RMSEA=0.047 และมีค่า p-value of Chi-square = 0.000) 2. ด้านการขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี ค่าสถิติวัดความกลมกลืนของโมเดลองค์ประกอบเชิงยืนยันที่กำหนดกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด (CMIN/df=2.337, CFI=0.937, IFI=0.938, RMR=0.036, RMSEA=0.044 และมีค่า p-value of Chi-square = 0.000) 3. ด้านการมีทักษะและทัศนคติด้านดิจิทัล &nbsp;ค่าสถิติวัดความกลมกลืนของโมเดลองค์ประกอบเชิงยืนยันอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด (CMIN/df=2.399, CFI=0.948, IFI=0.948, RMR=0.045, RMSEA=0.038 และมีค่า p-value of Chi-square = 0.000) 4. ด้านการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ค่าสถิติวัดความกลมกลืนของโมเดลองค์ประกอบเชิงยืนยันอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด (CMIN/df=2.256, CFI=0.947, IFI=0.948, RMR=0.036, RMSEA=0.042 และมีค่า p-value of Chi-square = 0.000) 5. ด้านความคล่องตัว และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ค่าสถิติวัดความกลมกลืนของโมเดลองค์ประกอบเชิงยืนยันอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด (CMIN/df=2.890, CFI=0.928, IFI=0.907, RMR=0.025, RMSEA=0.036 และมีค่า p-value of Chi-square = 0.000)</p> จันธิมา ทรายสาลี, สันติ บูรณะชาติ, วิทยา จันทร์ศิลา, น้ำฝน กันมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2239 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมการจัดการศึกษานิติศาสตร์ในหมู่พระภิกษุสามเณร: ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับคณะสงฆ์ และแนวนโยบายของมหาเถรสมาคม https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2241 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยนี้มุ่งส่งเสริมพระภิกษุสามเณรให้เรียนนิติศาสตร์ นอกจากต้องปฏิบัติตนภายใต้พระธรรมวินัยแล้ว ยังมีพันธะต้องปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง โดยเฉพาะพระสังฆาธิการซึ่งมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา จึงต้องมีความรู้ด้านกฎหมายเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานะของพระสังฆาธิการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ศึกษานโยบายของมหาเถรสมาคม วิเคราะห์ความจำเป็นและแนวทางการส่งเสริมการศึกษานิติศาสตร์ และเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการพัฒนาการศึกษา ใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร วิเคราะห์กฎหมายที่เกี่ยวข้อง มติและประกาศของมหาเถรสมาคม ข้อกำหนดของมหาวิทยาลัยสงฆ์ รวมทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทสงฆ์และสังคมปัจจุบัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า การส่งเสริมการศึกษานิติศาสตร์ในหมู่พระภิกษุสามเณรเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน ทั้งในด้านการปฏิบัติหน้าที่ การบริหารจัดการ และการรักษาภาพลักษณ์ของสถาบันสงฆ์ นโยบายของมหาเถรสมาคมมีทิศทางสนับสนุนชัดเจน แต่การปฏิบัติยังมีข้อจำกัดด้านจำนวนสถาบัน งบประมาณ บุคลากร และความยืดหยุ่นของหลักสูตร องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการวิจัยคือ การบูรณาการเนื้อหากฎหมายกับพระธรรมวินัยและบริบทการปฏิบัติศาสนกิจ เช่น การจัดการทรัพย์สินวัดและการแก้ไขข้อพิพาทในชุมชน ข้อเสนอแนะสำคัญ ได้แก่ การเปิดสอนและออกแบบหลักสูตรนิติศาสตร์เฉพาะสำหรับพระสงฆ์ การใช้เทคโนโลยีการเรียนการสอนแบบผสมผสานเพื่อขยายโอกาส การพัฒนาครูผู้สอนที่มีความรู้ทั้งด้านกฎหมายและพระพุทธศาสนา และการจัดฝึกปฏิบัติจริงในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานคณะสงฆ์ เพื่อให้พระภิกษุสามเณรมีศักยภาพทางกฎหมายที่เพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง โปร่งใส และเสริมสร้างศรัทธาของสังคมต่อพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน</p> อภิภัสร์ ปาสานะเก, ชัยวัฒน์ ป้อมพิทักษ์, สาลินี ลิขิตพัฒนะกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2241 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2249 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล 2) เพื่อศึกษาการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล 3) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการครู จำนวน 335 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม 3 ตอน จำนวน 49 ข้อ คือ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวผู้ตอบแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบ ตรวจสอบรายการ ตอนที่ 2 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา และตอนที่ 3 การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 จำนวน 49 ข้อ และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.974 สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล อยู่ในระดับมาก 2) การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล อยู่ในระดับมาก 3)ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง (X<sub>4</sub>) ด้านการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม (X<sub>1</sub>) ด้านการสร้างบรรยากาศองค์กรนวัตกรรม(X<sub>3</sub>) และ ด้านการคิดสร้างสรรค์(X<sub>2</sub>) โดยสามารถทำนายการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา (Y) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล ได้ร้อยละ 45 (R<sup>2</sup>= 0.450) สามารถสร้างสมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานได้ดังนี้</p> <p>สมการคะแนนดิบ</p> <p>= 1.43 + 0.39(X<sub>4</sub>) + 0.38 (X<sub>1</sub>) + 0.19(X<sub>3</sub>) + 0.08(X<sub>2</sub>)</p> <p>สมการคะแนนมาตรฐาน</p> <p>= 0.36(X<sub>4</sub>) + 0.33(X<sub>1</sub>) + 0.24(X<sub>3</sub>) + 0.11(X<sub>2</sub>)</p> พินันท์ญา เกื้อเพชรแก้ว, จุไรศิริ ชูรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2249 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2248 <p>บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล 3) เพื่อศึกษาการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล ปีการศึกษา 2568 จำนวน 335 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.933 สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีการแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการร่วมมือ 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) การบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา ได้แก่ ด้านการร่วมมือ (X<sub>2</sub>) ด้านการหลีกเลี่ยง (X<sub>4</sub>) และด้านการประนีประนอม (X<sub>3</sub>) สามารถเขียนสมการพยากรณ์ได้ ดังนี้</p> <p>= 2.049 + .477 (X<sub>2</sub>) - .175 (X<sub>4</sub>) + .146 (X<sub>3</sub>)</p> <p>= .540 (X<sub>2</sub>) - .216 (X<sub>4</sub>) + .195 (X<sub>3</sub>)</p> พิณัฐฌา เกื้อเพชรแก้ว, จุไรศิริ ชูรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2248 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2254 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 400 คน โดยใช้สูตรการกำหนดของยามาเน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ด้านการปรับเปลี่ยนองค์กร ด้านพลวัตแห่งการเรียนรู้ ด้านการจัดการความรู้ ตามลำดับ</li> <li>ปัจจัยการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านภาวะผู้นำ กลยุทธ์ขององค์กร วัฒนธรรมองค์กรบรรยากาศองค์กร ตามลำดับ</li> </ol> พลอยชมพู เอมอินทร์, ชาญชัย วงศ์สิรสวัสดิ์, อรสา จรูญธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2254 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของความสามารถทางวิชาชีพและจิตวิญญาณความเป็นครู ต่อคุณภาพครูในจังหวัดตาก https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2270 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ&nbsp;1) ศึกษาลักษณะและองค์ประกอบของครูที่มีคุณภาพ&nbsp;โดยเน้นความสมดุลระหว่างความสามารถทางวิชาชีพและจิตวิญญาณความเป็นครู&nbsp;ในจังหวัดตาก&nbsp;2) วิเคราะห์ปัจจัยด้านคุณธรรม&nbsp;วิธีการสอน&nbsp;การจัดการชั้นเรียน&nbsp;และการพัฒนาตนเองที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพครู&nbsp;3) เปรียบเทียบทัศนคติของครูต่อแนวคิดดังกล่าว&nbsp;และ&nbsp;4) พัฒนาแนวทางการพัฒนาครูให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ชายแดน&nbsp;กลุ่มตัวอย่างคือครูระดับประถมศึกษา&nbsp;230 คน&nbsp;จาก&nbsp;46 โรงเรียนที่สุ่มแบบมีชั้น&nbsp;เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม&nbsp;31 ข้อ&nbsp;(Likert 5 ระดับ) และการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง&nbsp;วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา&nbsp;t-test ANOVA Pearson’s correlation และ&nbsp;Multiple regression&nbsp;ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;ครูในจังหวัดตากมีความสามารถทางวิชาชีพในระดับสูง&nbsp;(M = 4.50–4.75) และจิตวิญญาณความเป็นครูในระดับสูงมาก&nbsp;(M = 4.70–4.75) โดยเฉพาะด้านคุณธรรม&nbsp;ความเมตตา&nbsp;และความมุ่งมั่นเสียสละเพื่อการสอน&nbsp;การถดถอยพหุคูณชี้ว่า&nbsp;คุณธรรม&nbsp;(β = 0.50) วิธีการสอน&nbsp;(β = 0.40) และการพัฒนาตนเองทางวิชาชีพ&nbsp;(β = 0.35) มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อคุณภาพครู&nbsp;(p &lt; .001) โดยโมเดลอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ&nbsp;67 ความสัมพันธ์เพียร์สันแสดงว่าความสมดุลระหว่างสององค์ประกอบมีความสัมพันธ์เชิงบวกสูงกับคุณภาพครู&nbsp;(r = 0.80, p &lt; .01) นอกจากนี้&nbsp;ครูที่มีประสบการณ์มากกว่า&nbsp;10 ปี&nbsp;และวุฒิปริญญาโทขึ้นไป&nbsp;มีทัศนคติด้านความสมดุลสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ</p> อุไรวรรณ บัวเจริญ, วรพร ปายะนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2270 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 THE CURRENT SITUATION AND DESIRABLE SITUATION FOR ENHANCING TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP OF PRIMARY SCHOOL PRINCIPALS IN GUANGXI, CHINA https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2289 <p>The objectives of this research were to: 1) investigate the current situations and desirable situations of transformational leadership of primary school principals in Guangxi, and 2) investigate the needs assessment of transformational leadership of primary school principals in Guangxi. The research employed a quantitative approach. The sample consisted of 370 participants, including 95 school principals and 275 teachers. The sample size was determined using Krejcie and Morgan’s table, and participants were selected through stratified random sampling. The research instrument was a questionnaire, and the data were analyzed using percentage, mean, standard deviation, PNI<sub>modified</sub>, and content analysis.</p> <p>The findings revealed that: 1) the current situation in all and each individual component was at a high level, while the desirable situation in all and each individual component was also at a high level, and 2) the needs assessment ranked the qualities from highest to lowest as follows: individualized consideration, idealized influence, inspirational motivation, and intellectual stimulation.</p> Zhao Duhua, Thanyaporn Nualsing, Kriangsak Srisombut ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2289 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 A STUDY OF THE EXISTING SITUATION, DESIRABLE SITUATION, AND THE NEED ASSESSMENT TO ENHANCE TEAMWORK OF NON-TEACHING STAFFS’ UNIVERSITIES IN NANNING https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2291 <p>The objectives of this research were to: 1) investigate the current situations and desirable situations for enhancing teamwork of non-teaching staff in universities in Nanning, and 2) examine the needs assessment for enhancing teamwork of non-teaching staff in universities in Nanning. The sample consisted of 358 non-teaching staff in Nanning, Guangxi, determined using Krejcie and Morgan’s sampling table and selected through stratified random sampling. The research instruments used were questionnaires. Data were analyzed using mean, standard deviation, PNI<sub>modified </sub>is used to find the required value, and content analysis.</p> <p>The findings revealed that: 1) The current situation of teamwork was high, and the desirable situation was highest, and 2) the needs for enhancing teamwork, ranked from highest to lowest, were incentive mechanisms, conflict management, decision-making, communication, collaboration, and shared goals.</p> Lu Hao, Thanyaporn Nualsing, Kowat Tesputa ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2291 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 STUDY ON THE EXISTING SITUATION, DESIRABLE SITUATION, AND THE NEED ASSESSMENT TO ENHANCE ETHICAL LEADERSHIP OF FIRST-LINE ADMINISTRATORS OF UNIVERSITIES IN NANNING https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2292 <p>The objectives of this study were: (1) to examine the existing and desirable situations of ethical leadership among first-line administrators in universities in Nanning, and (2) to assess the needs for ethical leadership of first-line administrators. The sample consisted of 385 participants selected through stratified random sampling. Data were collected using questionnaires and analyzed using mean, standard deviation, PNI<sub>modified</sub>, and content analysis.</p> <p>The findings revealed that the existing level of ethical leadership among first-line administrators was moderate, while the desirable level was at the highest level. The priority needs for ethical leadership, ranked from highest to lowest, were responsibility, fairness, trust, respect, and integrity. These results can provide guidance for developing ethical leadership programs in universities.</p> Yang Donggang, Chaiyon Paophan, Wichit Khummantakhun ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2292 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความต้องการจำเป็นและแนวทางการบริหารความปลอดภัย ในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พิจิตร เขต 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2303 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 35 คน และครูที่ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้างานบริหารงานทั่วไป จำนวน 35 คน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 1 รวมทั้งสิ้น 70 คน ได้มาจากวิธีเลือกแบบเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วยข้อคำถามครอบคลุมขอบข่ายการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษา 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการป้องกัน ด้านการปลูกฝัง และด้านการปราบปราม มีค่าความตรงอยู่ระหว่าง 0.8-1.0 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .968 วิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถามด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และจัดลำดับความสำคัญของค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็น PNI<sub>modified</sub> และ วิธีการบรรยายเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ความต้องการจำเป็นการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษา ในภาพรวม มีดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub> =.32 ) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า องค์ประกอบด้านการปราบปราม มีดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNI<sub>modified</sub> = .42) รองลงมา คือ องค์ประกอบด้านการป้องกัน (PNI<sub>modified</sub> = .35) และองค์ประกอบด้านที่มีดัชนีความต้องการจำเป็นมีค่าต่ำสุด คือ องค์ประกอบด้านการปลูกฝัง (PNI<sub>modified</sub> = .21)</li> <li>แนวทางการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยยึดกรอบแนวคิดการบริหารตามโมเดลการบริหาร PDCA ทางสถานศึกษาจะมีการวางแผน ดำเนินการ และ การประเมินในการบริหารความปลอดภัยในการจัดระบบดูแลช่วย เหลือนักเรียน การปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาด้านความปลอดภัย และ การประสานงานภาคีเครือข่ายการมีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู จิตใจกับนักเรียน</li> </ol> กฤษดา จาดพุ่ม, จารุวรรณ นาตัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2303 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จังหวัดจันทบุรี https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2318 <p>&nbsp; &nbsp;การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จังหวัดจันทบุรี ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-method research) ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) โดยการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการที่เป็นประชาชนในพื้นที่ จำนวน 31 คน และการวิเคราะห์เอกสาร (Content analysis) แผนการท่องเที่ยวแห่งชาติฉบับที่ 3 พ.ศ.2566-2570, แผนปฏิบัติการเขตพัฒนาการท่องเที่ยวและแผนที่กลุ่มเมืองท่องเที่ยว (Zoning) เขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันออก (Active Beach) พ.ศ.2564-2568, แผนพัฒนาจังหวัดจันทบุรี พ.ศ.2566-2570 และการวิจัยเชิงปริมาณ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 400 คน</p> <p>&nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า จังหวัดจันทบุรีมีแนวทางการส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 6 แนวทาง ดังนี้ 1) แนวทางการดูแลรักษาทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 2) แนวทางการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 3) แนวทางการสื่อสารการตลาดและส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 4) แนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมการจัดการท่องเที่ยวเชิงสรรค์ 5) แนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยของแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และ 6) แนวทางการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งผลจากการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จังหวัดจันทบุรีแก่หน่วยงานภารรัฐ เอกชน ชุมชน ผู้ประกอบการที่พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของจังหวัดจันทบุรีอย่างยั่งยืน</p> ดนัย โชติแสง, พจนา ธูปแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2318 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 องค์ประกอบภาวะผู้นำแบบกระจายการเป็นผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2324 <p style="font-weight: 400;">&nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำแบบกระจายการเป็นผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งมีวิธีดำเนินการ 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 แหล่ง ขั้นตอนที่ 2 การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และ ขั้นตอนที่ 3 การประเมินความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เกี่ยวกับองค์ประกอบภาวะผู้นำแบบกระจายการเป็นผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสังเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p style="font-weight: 400;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบภาวะผู้นำแบบกระจายการเป็นผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม 2) วิสัยทัศน์ร่วม 3) การปฏิบัติภาวะผู้นำ และ 4) การตัดสินใจร่วมกัน โดยทุกองค์ประกอบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (</p> <p style="font-weight: 400;">&nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำแบบกระจายการเป็นผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งมีวิธีดำเนินการ 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 แหล่ง ขั้นตอนที่ 2 การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และ ขั้นตอนที่ 3 การประเมินความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เกี่ยวกับองค์ประกอบภาวะผู้นำแบบกระจายการเป็นผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสังเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p style="font-weight: 400;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบภาวะผู้นำแบบกระจายการเป็นผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม 2) วิสัยทัศน์ร่วม 3) การปฏิบัติภาวะผู้นำ และ 4) การตัดสินใจร่วมกัน โดยทุกองค์ประกอบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (<a href="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D">X</a> =4.20)</p> ปราโทย์ เทพกูล, วาโร เพ็งสวัสดิ์, อภินันท์ กินรี, วันเพ็ญ นันทศรี, ราชกัลป์ พรหมอาจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2324 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 สภาพปัญหาการดำเนินงานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามทรรศนะของผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2332 <p>บทความมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการดำเนินงานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามทรรศนะของผู้บริหารและครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 และ 2) เปรียบเทียบสภาพปัญหาการดำเนินงานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามทรรศนะของผู้บริหารและครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 จำแนกตาม ตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 298 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.856 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่โดยใช้วิธีการของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการดำเนินงานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามทรรศนะของผู้บริหารและครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 อยู่ในระดับปานกลาง โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยดังนี้ โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยดังนี้ 1) ด้านการมีส่วนร่วมและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมศึกษา 2) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา&nbsp; 3)&nbsp; ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 4)&nbsp; ด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมศึกษาและโครงสร้างการบริหารจัดการ และ 2) เปรียบเทียบสภาพปัญหาการดำเนินงานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามทรรศนะของผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1&nbsp; จำแนกตามจำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงาน ภาพรวมไม่แตกต่างกัน จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา ภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> กนกพร ธงชัย, บุณยานุช เฉวียงหงส์, เฉลิมชัย หาญกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2332 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของเครือข่ายทางสังคมเพื่อการพัฒนาและกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่มีผลต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดตาก https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2341 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับเครือข่ายทางสังคม กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดตาก วิเคราะห์อิทธิพลของเครือข่ายทางสังคมและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และหาแนวทางการพัฒนาในมิติเชิงพื้นที่ เครือข่าย กิจกรรม และนโยบาย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเชิงปริมาณสำรวจนักท่องเที่ยว 405 คน จาก 9 แหล่งท่องเที่ยว และเชิงคุณภาพสัมภาษณ์ผู้นำท้องถิ่น 18 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การถดถอยเชิงเดี่ยว และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลวิจัย พบว่า กิจกรรมทางวัฒนธรรมอยู่ในระดับสูงสุด รองลงมา คือการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและเครือข่ายทางสังคม ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า เครือข่ายทางสังคมมีอิทธิพลเชิงบวกระดับปานกลางต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว (R² = 0.27, p &lt; .001) ขณะที่กิจกรรมทางวัฒนธรรมมีอิทธิพลสูงสุด (R² = 0.40, p &lt; .001) โดยกิจกรรมที่สอดคล้องกับชุมชนและสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างคุณค่าและความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดตาก สำหรับแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดตากควรมุ่งบูรณาการ 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ เครือข่ายทางสังคมที่เข้มแข็ง กิจกรรมทางวัฒนธรรมที่มีคุณภาพ การจัดการตามมาตรฐานและสิ่งแวดล้อม และนโยบายที่มีความต่อเนื่องและบูรณาการ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจนและยกระดับจังหวัดตากสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืนและเชื่อมโยงกับนโยบายการท่องเที่ยวระดับชาติ</p> ไชยวรรธ์ จันทร์เติบ, ภัทร โพธิ์ศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2341 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารทรัพยากรทางการศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/3815 <p>การศึกษาครั้งนี้มุ่งหมายเพื่อ (1) วิเคราะห์สภาพการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส (2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อการบริหารดังกล่าว และ (3) เสนอแนวทางในการพัฒนาการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน รวมจำนวน 292 คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดตัวอย่างตามเกณฑ์ของเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80–1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวน (F-test)</p> <p>ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้</p> <ol> <li class="show">ระดับการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ด้านการบริหารทรัพยากรอาคารสถานที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด</li> <li class="show">การเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารทรัพยากรทางการศึกษา เมื่อจำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ด้านการบริหารทรัพยากรงบประมาณมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li class="show">แนวทางในการพัฒนาการบริหารทรัพยากรทางการศึกษา ควรมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ (1) การบริหารทรัพยากรบุคคล (2) การบริหารงบประมาณ (3) การจัดการทรัพยากรวัสดุและอุปกรณ์ และ (4) การบริหารจัดการด้านอาคารสถานที่</li> </ol> วัชรินทร์ เจาะประโคน, สุทธิศักดิ์ แก้วจินดา, องอาจ เทียมกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/3815 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารเพื่อระดมทรัพยากรของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/3816 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารเพื่อระดมทรัพยากรของสถานศึกษา2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลกรที่มีต่อการบริหารเพื่อระดมทรัพยากรของสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงานและขนาดของสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมการบริหารเพื่อระดมทรัพยากรของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต ปีการศึกษา 2568 จำนวน 322 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ ทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ของเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารเพื่อระดมทรัพยากรในการจัดการศึกษาของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 พบว่า ระดับความคิดเห็นโดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก และรายด้านพบว่า ระดับความคิดเห็นทุกด้านอยู่ในระดับ มาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อการบริหารเพื่อระดมทรัพยากรของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงาน และขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่าง</li> <li>แนวทางการส่งเสริมการบริหารเพื่อระดมทรัพยากรของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษบุรีรัมย์ เขต 1 การบริหารเพื่อระดมทรัพยากรในการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยบูรณาการแนวทางสำคัญ 7 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารทรัพยากร ด้านภาวะผู้นำ ด้านการมีส่วนร่วม ด้านความศรัทธา ด้านแรงจูงใจ ด้านกฎหมาย และด้านการประชาสัมพันธ์ ควบคู่กับการวางแผนที่รอบคอบ โปร่งใส และมีการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง</li> </ol> สิรินยา พ้นภัย, พรหมินทร์ ศรีหมื่นไวย, พจน์ เจริญสันเทียะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/3816 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/3828 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษาและศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด จำนวน 331 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ เท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>การเปรียบเทียบความคิดเห็นภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาจำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษาโดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจำแนกตามขนาดสถานศึกษาโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด ได้แก่ ด้านการมีวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ ด้านส่งเสริมให้ผู้คนคิดแตกต่าง ด้านการสร้างเงื่อนไขสำหรับการทดลอง และด้านการสร้างเครือข่ายข้ามพรมแดน</li> </ol> เอมอร จันทร์เสถียร, ภัทรฤทัย ลุนสำโรง, วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/3828 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/3829 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 320 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จำแนกตามระดับการศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 1) ด้านการวางแผน 2) ด้านการตัดสินใจ 3) ด้านการดำเนินงาน และ 4) ด้านการประเมินผลการปฏิบัติ พบว่า ผู้บริหารควรให้ครูมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการของสถานศึกษา เปิดโอกาสให้ครูเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงาน</li> </ol> จตุพร แสงคำ, สุวิจักขณ์ มั่นสารนียธรรม, สมัคร ไวยขุนทด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/3829 Tue, 07 Jun 3036 00:00:00 +0700 การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/3830 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง อายุ และขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 322 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.87 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามอายุ โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกัน </li> <li>แนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ประกอบด้วย 1) ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ 2) ด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ 3) ด้านการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ 4) ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล</li> </ol> วิเชียร สืบเพ็ง, สุวิจักขณ์ มั่นสารนียธรรม, สมเดช สาวันดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/3830 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อแบรนด์เสื้อยืดเปล่าของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/1968 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อเสื้อยืดเปล่าของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยมุ่งเน้นศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ พฤติกรรมการซื้อสินค้า(6W1H)และปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อการเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อยืดเปล่ามากที่สุด คือ คุณภาพของเนื้อผ้า (ร้อยละ 22.57) รองลงมาคือ ราคาและความสวมใส่สบาย ด้านการส่งเสริมการตลาด พบว่าการลดราคาของสินค้าเป็นกลยุทธ์ที่มีอิทธิพลสูงสุด (ร้อยละ 42.50) ขณะที่ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ ร้านค้า Shop Yuedpao store (ร้อยละ 42.69) โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ตัดสินใจซื้อด้วยตนเอง (ร้อยละ 51.50) ทั้งนี้ ผลการศึกษาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การกำหนดราคา การเลือกช่องทางจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> ฤตินันท์ ชินนรี, ณัฐณิชา จิตรภิรมย์, วิลาวัณย์ ทองนาค, เพลงพิณ แก้ววรรณา, นารีรัตน์ ศรีนวล, บุศบา เตมียชาติ, อัญญาพร โต๊ะสำลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/1968 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาสภาพและปัญหาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาของนักศึกษา สาขาวิชาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2342 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามการรับรู้ของอาจารย์นิเทศก์ และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพ ปัญหาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามการรับรู้ของอาจารย์นิเทศก์ และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จำแนกตามขนาดโรงเรียนที่ฝึกปฏิบัติการสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ อาจารย์นิเทศก์ และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ในปีการศึกษา 2567 จำนวน 34 รูป/คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">ผลการศึกษาสภาพ ปัญหาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามการรับรู้ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4&nbsp; ทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ด้านกระบวนการสอน ค่าเฉลี่ย ()=91 รองลงมา ด้านทักษะการถาม-ตอบ ค่าเฉลี่ย ()=3.90 รองลงมา ด้านคุณลักษณะความเป็นครู ค่าเฉลี่ย ()=3.86 การรับรู้ของอาจารย์นิเทศก์ ทั้ง 6 ด้าน โดยภาพรวม พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ด้านมนุษยสัมพันธ์และการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม ค่าเฉลี่ย ()=4.44 รองลงมา ด้านคุณลักษณะความเป็นครู ค่าเฉลี่ย ()=4.38 โดยรวมมีสภาพ ปัญหาตามการรับรู้อยู่ในระดับมากทุกด้าน</li> <li class="show">ผลการเปรียบเทียบสภาพ ปัญหาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามการรับรู้ของนักศึกษา อาจารย์นิเทศก์ ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จำแนกตามขนาดของโรงเรียนที่ฝึกปฏิบัติการสอน พบว่า มีความแตกต่างในด้านการรับรู้ของนักศึกษา อาจารย์นิเทศก์ ด้านกระบวนการสอน ด้านทักษะการถาม – ตอบ ด้านการคุมชั้นเรียน ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกด้าน</li> </ol> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : การปฏิบัติการสอน, การสอนภาษาไทย</p> พระจักรพัชร์ หิรัญคำ, พระครูศรีวีรคุณสุนทร, พระมหาพิเชษฐ์ คำงาม, พรมณีรัตน์ ชมพุฒ, พัลลภ อึ่งพวง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2342 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700