วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn <p> <strong> วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด</strong> ISSN 2822-1095 (Online) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2566 โดยวัดหนองนกกด จัดพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ (2 เดือนต่อหนึ่งฉบับ)</p> <p>-ปรากฏในฐานข้อมูล google scholar ตั้งแต่ปี 2023</p> <p>-วารสารผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยได้รับการจัดให้อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 2 ระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2572</p> th-TH journalsantayaphiwat@gmail.com (วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด ) journalsantayaphiwat@gmail.com (วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด ) Thu, 05 Feb 2026 13:49:32 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการของสหกรณ์การเกษตร ด่านมะขามเตี้ย จำกัด จังหวัดกาญจนบุรี https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2018 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการของสหกรณ์การเกษตรด่านมะขามเตี้ย จำกัด อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี 2) เพื่อศึกษาปัญหาของสหกรณ์การเกษตรด่านมะขามเตี้ย จำกัด อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วยเจ้าหน้าที่และพนักงาน คณะกรรมการ และสมาชิกของสหกรณ์ จำนวน 15 คน คัดเลือกโดยวิธีการแบบเจาะจง ดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก และการศึกษาข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการจัดหมวดหมู่ประเด็นตามวัตถุประสงค์ และนำเสนอผลในเชิงพรรณนา</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารจัดการของสหกรณ์มีความเป็นระบบ ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยมีการวางแผน กำกับดูแล แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน และมีระบบตรวจสอบและประเมินผล 2) การบริหารบุคลากรมุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้และทักษะ ส่งผลให้เกิดความโปร่งใสและได้รับความเชื่อมั่นจากสมาชิก 3) การบริหารจัดการทางการเงินสหกรณ์มีระบบบริหารจัดการทางการเงินที่ชัดเจน แต่ยังคงมีปัญหาหนี้ค้างชำระจากสมาชิกบางราย และ4) การใช้เทคโนโลยียังมีข้อจำกัด ขาดความรู้ ความเข้าใจของบุคลากร และข้อจำกัดทางกฎหมายที่ล้าสมัย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของสหกรณ์</p> คุณาภรณ์ ทิพย์โสตร, จตุพร บานชื่น, ชัยรัตน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2018 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในบุคลากรกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2023 <p>การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านสุขภาพ และปัจจัยด้านความรู้ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านสุขภาพ ปัจจัยด้านความรู้กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือ บุคลากรกรมควบคุมโรคส่วนกลาง จำนวน 354 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ทดสอบความสัมพันธ์ด้วยสถิติไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (64.70%) มีอายุ 25 – 39 ปี (68.10%) ศึกษาระดับปริญญาตรี (71.50%) รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,000 – 30,000 บาท (68.40%) ตำแหน่งข้าราชการ (43.80%) ระยะเวลาการปฏิบัติงานต่ำกว่า 5 ปี (52.30%) ปัจจัยด้านสุขภาพ พบว่า มีการดื่มแอลกฮอล์ (35.30%) สูบบุหรี่ (5.10%) และค่าดัชนีมวลกายระดับสมส่วน (36.16%) ปัจจัยด้านความรู้ในภาพรวมระดับมาก ( = 0.79) มีพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในภาพรวมระดับมาก ( = 2.15) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในภาพรวม ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่</p> <p> ข้อเสนอแนะจากผลการศึกษาครั้งนี้ หน่วยงานควรส่งเสริมให้มีกิจกรรมสุขภาพในสถานที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เช่น การรณรงค์ส่งเสริมการออกกำลังกายหรือจัดการแข่งขันกีฬา เพื่อกระตุ้นให้บุคลากรเกิดความตื่นตัวและมีส่วนร่วม รวมทั้งส่งเสริมการเข้าถึงบริการคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรังประจำปี และจัดกิจกรรมรณรงค์งดดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ทำงานเพื่อสุขภาพที่ดีของบุคลากรต่อไป</p> อรพรรณ ไทยขำ, สิริกร กาญจนสุนทร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2023 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การจัดการสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เลย เขต 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2025 <p>การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการจัดการสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษากับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู และ 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์การจัดการสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน มีจำนวน 301 คน โดยทำการสุ่มแบ่งชั้นภูมิ แล้วทำการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามการจัดการสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษา เท่ากับ 0.838 และการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู เท่ากับ 0.916 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ โดยใช้วิธี Stepwise</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษาสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) การจัดการสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษากับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับค่อนข้างต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <strong>.</strong>01 4) การจัดการสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 <strong> </strong>ได้แก่ ได้แก่ ด้านวิชาการ (X<strong><sub>3</sub></strong>) และด้านการบริหารจัดการ (X<strong><sub>2</sub></strong>) ตามลำดับ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.550 สามารถพยากรณ์การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 ได้ร้อยละ 30.02 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสามารถสร้างสมการในการพยากรณ์ และสมการถดถอยในรูปคะแนนดิบ คือ <strong>=</strong> 1.784 + 0.355(<strong>X<sub>3</sub></strong>) + 0.249(<strong>X<sub>2</sub></strong>) และในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ <strong>= </strong>0.353(Zx<sub>3</sub>) ​+ 0.243(Zx<sub>2</sub>)</p> ปรเมษฐ์ บุญเชิดชู, จักรกฤษณ์ โพดาพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2025 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาทุ่งสนเข็ก https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2024 <p>&nbsp;&nbsp;การวิจัยครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาทุ่งสนเข็ก กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารจำนวน 6 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง และครูจำนวน 117 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น และการสุ่มอย่างง่าย&nbsp; รวมทั้งสิ้น 123 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.980&nbsp; สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&nbsp; โดยผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก&nbsp; เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม&nbsp; รองลงมา คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม</p> <p>&nbsp;</p> พชรกร คำคูณ, นงลักษณ์ ใจฉลาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2024 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2030 <p>การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียน 2) เพื่อศึกษาระดับการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการ ทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 302 คน เครื่องมือการวิจัย เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่น ของแบบสอบถามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา เท่ากับ 0.943 ค่าความเชื่อมั่นการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน เท่ากับ 0.945 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอนุมาน ได้แก่ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า</p> <p> 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p> 2) การทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเลย เขต 2 โดยรวมอบู่ในระดับมาก</p> <p> 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กันทางบวก อยู่ในระดับมาก (r = .876**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> อภิศาล พิมเขตร, กรรณิกา ไวโสภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2030 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 แนวทางในการป้องกันความเครียดและภาวะเสี่ยงฆ่าตัวตาย ของข้าราชการตำรวจ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2031 <p>ข้าราชการตำรวจเป็นกลุ่มอาชีพที่ต้องเผชิญกับความเครียดจากการทำงานอย่างมาก เนื่องจากลักษณะงานที่มีความเสี่ยงสูง ภาระหน้าที่ที่หลากหลาย และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในองค์กร ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้า และความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้น การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสาเหตุและปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียด ภาวะซึมเศร้า และความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายของข้าราชการตำรวจ และ (2) เสนอแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วยผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และสมาชิกในครอบครัวของข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายในช่วงปี พ.ศ. 2566–2567 รวมทั้งสิ้น 40 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง โดยเก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม พ.ศ. 2567 ด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะเครียดและความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายจำแนกได้เป็น 3 ด้าน ได้แก่ (1) ปัจจัยทางกายภาพและชีวภาพ เช่น ความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง โรคประจำตัวเรื้อรัง และการพึ่งพาสารเสพติด เช่น แอลกอฮอล์ (2) ปัจจัยทางจิตใจ เช่น ความเครียดจากภาระงาน ภาวะหมดไฟ ความรู้สึกโดดเดี่ยว ภาวะด้อยค่าตนเอง และการติดพนัน และ (3) ปัจจัยทางสังคม เช่น ปัญหาครอบครัว ภาระหนี้สิน ความไม่เป็นธรรม และการขาดการสนับสนุนที่เพียงพอ แนวทางที่เสนอในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้แก่ การเฝ้าระวังสุขภาพจิตเชิงรุก การช่วยเหลือด้านการเงิน การปรับปรุงสวัสดิการ การส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพจิต การบริหารภาระงานที่เหมาะสม และการคัดเลือกบุคลากรโดยคำนึงถึงสุขภาพจิต</p> ศรีสกุล เจริญศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2031 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบเรขศิลป์สำหรับแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยใช้แนวคิดการออกแบบไบโอฟิลิก https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2042 <p>การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการออกแบบไบโอฟิลิก (Biophilic Design) และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยใช้แนวคิดการออกแบบไบโอฟิลิก กลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มพัฒนาเขตเมืองเก่าลี่เจียง จำนวน 20 คน เครื่องมือในการวิจัย คือแบบสำรวจพื้นที่ในชุมชน และแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยกระบวนการออกแบบและกำหนดเกณฑ์ออกแบบ โดยศึกษาจากแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์เอกลักษณ์แต่ละชุมชน และการสรุปการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยใช้แนวคิดการออกแบบไบโอฟิลิก</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การออกแบบเรขศิลป์สำหรับแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยใช้แนวคิดการออกแบบไบโอฟิลิก มีอยู่ 3 แบบใหญ่ คือ เชื่อมโยงกับธรรมชาติทางตรง เชื่อมโยงกับธรรมชาติทางอ้อม และการออกแบบเพื่อให้ผู้คนมีประสบการณ์ในพื้นที่นั้น ๆ และจากการเก็บข้อมูลจะเก็บข้อมูลและนำมาวิเคราะห์ข้อมูล จะเห็นได้ว่าในเขตย่านเมืองเก่าลี่เจียง มีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา จึงเสนอแนวคิดการออกแบบศูนย์การเรียนรู้ชุมชนในเขตเมืองเก่าลี่เจียง ซึ่งจะเป็นพื้นที่เล่าเรื่องราวที่เป็นย่านเก่าแก่ ให้ผู้คนได้เรียนรู้และอนุรักษ์วัฒนธรรมหรือเอกลักษณ์ในแต่ละชุมชนที่อยู่ในพื้นที่อีกทั้งผสมผสานแนวคิดการออกแบบไบโอฟิลิกกับพื้นที่ย่านเมืองเก่าที่มีเอกลักษณ์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้คนได้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่นี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสามารถเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่นพัฒนาต่อไปได้</p> ยี่ เจียง, เมตตา ศิริสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2042 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2043 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา <br />2) เพื่อสร้างและประเมินแนวทางการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และแนวทางการบริหารงานวิชาการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 97 คน และหัวหน้าวิชาการ จำนวน 97 คน จากโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 รวม 194 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ระยะที่ 2 <br />การพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 6 คน <br />จาก 3 สถานศึกษาที่มีแนวทางการปฏิบัติที่ดีและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสม<br />และความเป็นไปได้ของแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br />และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา <br />โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการ โดยรวม<br />อยู่ในระดับมากที่สุด 2) แนวทางการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน<br />เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 ประกอบด้วย 5 ด้าน 15 แนวทาง <br />มีผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ชาติชาย พรรณะ, ธัชชัย จิตรนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2043 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาชุมชนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กรณีศึกษา ชุมชนบ้านอ่าวอุดม ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2049 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทุนทางสังคม จิตสาธารณะ และการพัฒนาชุมชนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาชุมชนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทุนทางสังคม จิตสาธารณะกับการพัฒนาชุมชนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ของชุมชนบ้านอ่าวอุดม ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านอ่าวอุดม จำนวน 348 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ความถี่ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน โดยกำหนด ค่านัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระดับการพัฒนาชุมชนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 2.35) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง ( = 2.43) ด้านการเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน ( = 2.39) และด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ( = 2.34) อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการลดความเหลื่อมล้ำ ( = 2.33) และด้านการขจัดความยากจนของชุมชน ( = 2.30) อยู่ในระดับปานกลาง ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ประชาชนที่มีการศึกษาและอาชีพหลักต่างกัน มีระดับการพัฒนาชุมชนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทุนทางสังคม และจิตสาธารณะ มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาชุมชนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p> ธัญยธรญ์ โคตรทอง, สิริกร กาญจนสุนทร, ชัยรัตน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2049 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 THE INVESTIGATION OF ISSUES IN CHINESE LANGUAGE CLASSROOM MANAGEMENT AT SECONDARY SCHOOL IN THAILAND AND STRATEGIES FOR IMPROVEMENT https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2051 <p>The objective of this research is to 1) study the issues in Chinese classroom management to improve the management of the learning environment in Chinese language teaching institutions and 2) analyze and propose strategies for effective classroom management suitable for Chinese language teaching in secondary schools in Thailand. The research uses a survey method to collect data through questionnaires from a sample group of 320 teachers and students. The statistical methods used for data analysis include percentage, mean, and standard deviation. The results identified several issues in the teaching environment, including poor class scheduling, inappropriate textbook selection, and inadequate school facilities. Teacher related problems included poor time management, inconsistent rule enforcement, limited student management methods, and insufficient environmental control. Additionally, students showed low motivation and ineffective learning strategies. To address these issues, the study suggests improving class scheduling, textbook selection, and school facilities. For teachers, it recommends better time management, clearer rule enforcement, enhanced communication with students, stronger classroom control, and reduced workloads. For students, suggestions include motivating them properly, improving their attitude toward learning Chinese, optimizing learning strategies, and enhancing their language skills.</p> Panumas Boonphromon, Yang Yang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2051 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 สุขภาวะของผู้สูงอายุในเทศบาลตำบลสำราญ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2059 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับสุขภาวะของผู้สูงอายุในเทศบาลตำบลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร (2) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล การดูแลสุขภาพ และการสนับสนุนทางสังคมของผู้สูงอายุ (3) เปรียบเทียบสุขภาวะตามปัจจัยส่วนบุคคล และ (4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการดูแลสุขภาพและการสนับสนุนทางสังคมกับสุขภาวะ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุตอนต้น อายุ 60–69 ปี จำนวน 255 คน เครื่องมือคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา t-test, ANOVA, การเปรียบเทียบรายคู่แบบ Scheffé และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุอยู่ในระดับมาก (เฉลี่ย 4.08) โดยเฉพาะด้านการออกกำลังกาย (เฉลี่ย 4.24) รองลงมาคือการรับประทานอาหาร (4.14) การป้องกันอุบัติเหตุ (4.03) และการพักผ่อน (3.88) การสนับสนุนทางสังคมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (3.91) โดยครอบครัวเป็นแหล่งสนับสนุนสำคัญที่สุด (4.19) สุขภาวะโดยรวมของผู้สูงอายุอยู่ในระดับมาก (3.82) โดยเฉพาะด้านร่างกาย (4.05) ด้านจิตวิญญาณ และด้านปัญญาและการรู้คิด (3.92) ปัจจัยด้านสถานภาพสมรส อาชีพ และจำนวนสมาชิกในครอบครัวมีความแตกต่างของระดับสุขภาวะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัจจัยเพศ อายุ รายได้ โรคประจำตัว และการอยู่อาศัยไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ การดูแลสุขภาพและการสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์กับสุขภาวะของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ .05 ตามลำดับ</p> วรรณกนก อุตอามาตย์, สิริกร กาญจนสุนทร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2059 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้นิทานร่วมกับผังกราฟิก https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2061 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานร่วมกับผังกราฟิก จากการเลือกแบบเจาะจง 30 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้ <strong><br /></strong>1) แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานร่วมกับผังกราฟิกของเด็กปฐมวัย 2) แบบประเมินความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้นิทานร่วมกับผังกราฟิก มีค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังการทดลองสูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง โดยก่อนการทดลองเด็กปฐมวัยมีค่าเฉลี่ยรวม เท่ากับ 18.69 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 4.80 อยู่ในระดับปานกลาง และหลังการทดลองเด็กปฐมวัย มีค่าเฉลี่ยรวม เท่ากับ 29.33 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 6.79 ระดับดี เมื่อพิจารณาความต่างของคะแนนระหว่างก่อน หลังการทดลอง พบว่า มีค่าเฉลี่ยของความต่างโดยรวมเท่ากับ 10.63 ในแต่ละด้านมีค่าเฉลี่ยของความต่าง ดังนี้ ด้านการประยุกต์และนำไปใช้ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากับ 2.53 รองลงมาคือ ด้านการวิเคราะห์เหตุการณ์ในนิทาน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30 ด้านการรวบรวมข้อมูล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.20 และด้านการสรุปความสำคัญ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.60 ตามลำดับ สรุปหลังการทดลองเด็กปฐมวัยมีความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> วัชราภรณ์ สุราช, เยาวนุช ทานาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2061 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาล ในสังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2066 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการบริหารงานวิชาการ เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการตามความเห็นของครู จำแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน และเพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะการบริหารงานวิชาการ ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลในสังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครสงขลา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 159 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสถานศึกษาและสุ่มครูอย่างง่ายโดยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก <br />2) เปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการตามความเห็นของครู จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน ไม่แตกต่างกัน และ 3) เสนอแนะว่า ผู้บริหารควรมีการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มีการจัดอบรมเพื่อพัฒนาครูในด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา เทคนิคการจัดการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล มีการวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา มีการนิเทศการศึกษา และพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา</p> ขวัญ ชาทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2066 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน สู่ระบบราชการ 4.0 กรณีศึกษา อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2091 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติหน้าที่ในระบบราชการ 4.0 ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ระบบราชการ 4.0 ของผู้ใหญ่บ้าน อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสม เพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยการเก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง กำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอเมืองกำแพงเพชร จำนวน 143 คน และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อสรุปลักษณะปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม และ ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ทั้ง 9 ด้านตามกฎหมายที่กำหนด เพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 6 คน ประกอบด้วย นายอำเภอเมืองกำแพงเพชร ปลัดอาวุโส ปลัดปกครอง กำนันแหนบทองคำ และผู้ใหญ่บ้านดีเด่น การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และสังเคราะห์ข้อเสนอแนะ เพื่อสรุปแนวทางการพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านสู่ระบบราชการ 4.0 ผลการศึกษาพบว่า 1.การปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในระบบราชการ 4.0 มีคะแนนด้านนวัตกรรมและดิจิทัลต่ำที่สุด ได้แก่ การปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย การจัดทำทะเบียนราษฎร และการบำรุงส่งเสริมอาชีพแก่ราษฎร ขณะที่ผลการวิจัยเชิงคุณภาพชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความรู้ด้านเทคโนโลยี และการขาดระบบสนับสนุนจากภาครัฐ 2.แนวทางการพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านควรเน้นให้ภาครัฐมีการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล ระบบสารสนเทศในชุมชน การอบรมทักษะด้านเทคโนโลยี และการบูรณาการทำงานกับภาคส่วนอื่นให้กับกำนันผู้ใหญ่บ้าน</p> ภูมิรักษ์ มีอุสาห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2091 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซิปปาโมเดล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดบ้านขุนเตรียมพุทธศาสตร์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2092 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะคำภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดบ้านขุนเตรียมพุทธศาสตร์ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซิปปาโมเดล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดบ้านขุนเตรียมพุทธศาสตร์ ก่อนและหลังเรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดบ้านขุนเตรียมพุทธศาสตร์ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง ด้วยวิธีการใช้กลุ่มทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดบ้านขุนเตรียมพุทธศาสตร์ จำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาโมเดล แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และ t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะคำภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 77.89/86.00 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เรื่อง คำภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซิปปาโมเดล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดบ้านขุนเตรียมพุทธศาสตร์ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาโมเดลอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ชาญวิทย์ อนุรักษ์พงพี, อรรถพงษ์ ผิวเหลือง, อรยา แก้วปั๋น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2092 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสถานศึกษา (ITA) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2094 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นต่อการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสถานศึกษา (ITA) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 และ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสถานศึกษา (ITA) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง วิทยฐานะ ประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษาและขนาดของสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 318 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.958 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ และการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสถานศึกษา (ITA) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ภาพรวม อยู่ในระดับมาก</li> <li>การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสถานศึกษา (ITA) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง วิทยฐานะ ประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษาและขนาดของสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน</li> </ol> อาริภัทร พลอยเปลี่ยนแสง, ภูวดล จุลสุคนธ์, เสริมทรัพย์ วรปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2094 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2096 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นและแนวทางเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 2) เพื่อสร้างและตรวจสอบยืนยัน และประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของโปรแกรม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 302 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) ร่างโปรแกรม 2) แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของโปรแกรม ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และศึกษานิเทศก์ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก 2) แบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของโปรแกรม สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นที่สูงสุด คือ การออกแบบการจัดการเรียนรู้ 2) ผลการสร้างโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 4 พบว่า ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบดังนี้ 1. หลักการ 2. วัตถุประสงค์ 3. เนื้อหา 4. แนวทางการพัฒนา 5. การวัดและประเมินผล ผลการประเมินความเหมาะสมความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของโปรแกรม พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด</p> คลราชรัฐ ปาลสาร, ปิยะธิดา ปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2096 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมนันทนาการของนักเรียน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2102 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมนันทนาการของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) จำนวน 356 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมนันทนาการของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยที่พบ พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมนันทนาการของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) จำนวน 356 คน โดยรวมมีพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมนันทนาการ อยู่ในระดับมาก ( =3.82, S.D.=0.79) ส่วนใหญ่ปฏิบัติกิจกรรมงานอดิเรก (Hobbies) เช่น เล่นเกมคอมพิวเตอร์ เล่นเกมออนไลน์ เกมการ์ด (Card game) แต่งตัวคอสเพลย์ (Cosplay) เล่นโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook Line TikTok สะสมแสตมป์ ทำอาหาร ถ่ายภาพ จัดดอกไม้ สะสมของเล่น การเลี้ยงสัตว์ ปลูกต้นไม้ งานประดิษฐ์ การออกแบบต่าง ๆ อยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.42, S.D.=0.84) รองลงมา คือ การดนตรีและการร้องเพลง (Music and Singing) เช่น การร้องเพลง ฟังเพลง เล่นดนตรี การแต่งเนื้อเพลง แต่งทำนองเพลง เรียบเรียงเพลง อยู่ในระดับมาก ( =4.16, S.D.=1.06) และสุดท้าย คือ การบริการอาสาสมัคร (Voluntary Services) เช่น การบริจาคโลหิต ให้บริการพัฒนาชุมชน การเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้อื่น การบำเพ็ญประโยชน์ด้วยความสมัครใจ อยู่ในระดับปานกลาง ( =3.38, S.D.=1.25) ตามลำดับ</p> ณัฐพร ต่อเงิน, สุมนรตรี นิ่มเนติพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2102 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการสร้างความเข้มแข็งของวิสาหกิจชุมชนบ้านเพาะรัก หมู่ที่ 5 ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2105 <p>การวิจัยเรื่อง “รูปแบบการสร้างความเข้มแข็งของวิสาหกิจชุมชนบ้านเพาะรัก หมู่ที่ 5 ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลไก กระบวนการ และผลลัพธ์ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนารูปแบบกิจกรรมผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม 2) การสร้างกลไกและเครือข่ายความร่วมมือ และ 3) การถอดบทเรียนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 15 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) วิสาหกิจชุมชนบ้านเพาะรักมีการบริหารจัดการอย่างมีระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน และจัดประชุมอย่างสม่ำเสมอ สมาชิกมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน สะท้อนการมีส่วนร่วมในระดับ Partnership ตามแนวคิดของ Arnstein <br />2) ด้านการสร้างเครือข่าย กลุ่มสามารถประสานงานกับหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ได้รับการสนับสนุนทั้งด้านความรู้ งบประมาณ และตลาด รวมถึงการบริหารทุนทางสังคมภายในและระหว่างเครือข่ายได้อย่างยืดหยุ่น 3) ปัจจัยความสำเร็จสำคัญ ได้แก่ ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ระบบบริหารแบบธรรมาภิบาล และการส่งเสริมความรู้สึกเป็นเจ้าของของสมาชิก ขณะที่การถอดบทเรียนชี้ว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและการเป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชน ช่วยให้กลุ่มพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้สามารถประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบให้วิสาหกิจชุมชนอื่น โดยเน้นการมีส่วนร่วม การจัดการที่เป็นระบบ และการสร้างเครือข่ายเพื่อเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคง</p> ธัญญารัตน์ สิทธิประภา, ประเสริฐ บุปผาสุก, สัญญา สดประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2105 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การสร้างความเข็มแข็งของกลุ่มฌาปนกิจรวมใจบางน้ำจืด ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2109 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพของกลุ่มฌาปนกิจรวมใจบางน้ำจืด ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 2) พัฒนากลไกในการสร้างความเข้มแข็งของกลุ่ม และ 3) ขับเคลื่อนกลไกที่พัฒนาแล้วสู่การปฏิบัติจริง โดยใช้รูปแบบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ผ่านกระบวนการประชุมกลุ่มย่อย เวทีเสวนาเชิงปฏิบัติการ และการทดลองใช้กลไกที่พัฒนาแล้วในพื้นที่จริง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักวิจัยและสมาชิกกลุ่ม ตลอดจนปรับปรุงกลไกให้เหมาะสมกับบริบทจริงของพื้นที่อย่างต่อเนื่อง กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารกลุ่มฌาปนกิจรวมใจบางน้ำจืด จำนวน 7 คน สมาชิกกลุ่มที่มีบทบาทในการเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่ม จำนวน 15 คน และตัวแทนอาสาสมัครระดับหมู่บ้าน จำนวน 9 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยผู้ให้ข้อมูลมีคุณสมบัติสำคัญ คือ เป็นสมาชิกกลุ่มมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี มีประสบการณ์หรือมีบทบาทในการบริหารจัดการหรือร่วมกิจกรรมของกลุ่ม และสมัครใจเข้าร่วมในกระบวนการวิจัยตลอดระยะเวลาโครงการ การเก็บข้อมูลใช้เครื่องมือวิจัยที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลได้ครอบคลุมและลึกซึ้ง ประกอบด้วย (1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview Guide) จำนวน 15 ข้อ แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านศักยภาพของกลุ่ม ด้านกลไกการบริหารจัดการ และด้านข้อเสนอแนะในการพัฒนาองค์กร (2) แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วม (Observation Checklist) ใช้ในการประเมินการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการจัดเวที เช่น การแสดงความคิดเห็น การปฏิบัติตามบทบาท และการสื่อสารร่วมกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 ด้านหลัก รวม 10 ข้อ และ (3) แนวคำถามสำหรับจัดเวทีเสวนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop Guideline) ซึ่งครอบคลุมช่วงการวิเคราะห์สถานการณ์ การออกแบบกลไกร่วมกัน และการทดสอบใช้แนวทางที่ได้ร่วมกันคิดขึ้น เครื่องมือวิจัยทั้งหมดได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยเฉพาะแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสังเกต ได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีการคำนวณค่า IOC (Index of Item-Objective Congruence) ซึ่งอยู่ในช่วง 0.80–1.00 แสดงถึงความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย และมีการปรับปรุงถ้อยคำให้เหมาะสมกับระดับความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมาย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อจำแนกประเด็นสำคัญจากข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์และเวทีเสวนา และใช้การสังเคราะห์เชิงระบบ (Systematic Synthesis) เพื่อนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาประมวลรวมกันอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) เพื่อแสดงแนวโน้มของพฤติกรรมการมีส่วนร่วม และการตอบสนองต่อกลไกที่ได้ทดลองใช้ในพื้นที่จริง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการช่วยเหลือสมาชิก แต่ยังขาดระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดเก็บข้อมูลสมาชิก การวางแผนทางการเงิน และการจัดการความต่อเนื่องเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ ส่งผลให้กลุ่มมีความเสี่ยงต่อการขาดความยั่งยืนในระยะยาว 2) จากกระบวนการพัฒนากลไก พบว่าการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานรายตำแหน่ง การจัดตั้งอาสาสมัครระดับหมู่บ้าน และการพัฒนาช่องทางสื่อสารแบบผสมผสาน รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลในระบบดิจิทัล เป็นแนวทางที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการบริหาร ลดภาระงาน เพิ่มความโปร่งใส และสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกได้อย่างชัดเจน 3) การขับเคลื่อนกลไกที่พัฒนาแล้วส่งผลให้กลุ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การแบ่งบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน การทำงานเป็นทีม การมีส่วนร่วมของสมาชิกที่เพิ่มขึ้น และความไว้วางใจต่อกลุ่มที่สูงขึ้น กลุ่มสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อบริบทของชุมชนได้ดีขึ้น ดังนั้น การพัฒนาองค์กรชุมชนให้เข้มแข็งจำเป็นต้องอาศัยกลไกภายในที่ยึดหลักระบบ ความมีส่วนร่วม และการบริหารจัดการที่โปร่งใส สามารถถ่ายทอดงานได้ และสร้างความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง</p> ผดุง มีบุญธรรม, สัญญา สดประเสริฐ, ประเสริฐ บุปผาสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2109 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความเป็นพลเมืองและทักษะความร่วมมือ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบอิงสถานที่ร่วมกับเทคนิคกลุ่มสืบค้น วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2114 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบความเป็นพลเมืองโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบอิงสถานที่ร่วมกับเทคนิคกลุ่มสืบค้นกับเกณฑ์ร้อยละ 70 (2) เปรียบเทียบทักษะความร่วมมือโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบอิงสถานที่ร่วมกับเทคนิคกลุ่มสืบค้นกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 จากวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ที่กำลังศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 สาขาคอมพิวเตอร์กราฟิก จำนวน 1 ห้อง ซึ่งมีจำนวนนักเรียน 35 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย จำนวน 5 แผน รวม 20 ชั่วโมง แบบสอบถามความเป็นพลเมือง ประกอบด้วย 4 ด้าน จำนวน 20 ข้อ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.80-1.00 ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของ Cronbach มีค่าเท่ากับ 0.96 และแบบประเมินทักษะความร่วมมือ ประกอบด้วย 5 ด้าน จำนวน 15 ข้อ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.80-1.00 ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของ Cronbach มีค่าเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐานแบบกลุ่มเดียว (t - test for one sample)</p> <p> ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ (1) นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 มีความเป็นพลเมืองหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบอิงสถานที่ร่วมกับเทคนิคกลุ่มสืบค้น วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทยสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 มีทักษะความร่วมมือหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบอิงสถานที่ร่วมกับเทคนิคกลุ่มสืบค้น วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทยสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> จินดา พลรักษ์, พจมาลย์ สกลเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2114 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 แนวโน้มของปัญญาประดิษฐ์ในการสื่อสารการตลาดในอนาคต https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2016 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มของการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการสื่อสารการตลาดในอนาคต โดยอาศัยกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีที่หลากหลาย ได้แก่ ทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี (TAM) ทฤษฎีการแพร่กระจายนวัตกรรม (DOI) แนวคิดการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ (IMC) และแนวคิดพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล บทความนำเสนอแนวโน้มสำคัญของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในด้านต่าง ๆ เช่น การสื่อสารแบบเฉพาะบุคคล การสร้างเนื้อหาด้วย Generative AI การสนทนาอัตโนมัติผ่าน AI Chatbot อินฟลูเอนเซอร์เสมือน การวิเคราะห์ความรู้สึกผู้บริโภค ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์</p> <p>นอกจากนี้ บทความยังชี้ให้เห็นถึงประเด็นเชิงจริยธรรมและความท้าทาย เช่น ความโปร่งใสของเนื้อหา การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความลำเอียงของอัลกอริธึม และความรับผิดชอบของแบรนด์ต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์โดยมีกรณีศึกษาที่เป็นรูปธรรม เช่น การฟ้องร้อง Meta และ Google ภายใต้ข้อบังคับของ GDPR ในสหภาพยุโรป บทความนี้เสนอให้ปัญญาประดิษฐ์ ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่ควรได้รับการออกแบบเพื่อเป็นผู้มีบทบาทเชิงสื่อสารร่วมที่สอดคล้องกับคุณค่าทางสังคม ข้อเสนอหลักของบทความคือ การส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์อย่างมีจริยธรรม โดยมุ่งหวังให้การสื่อสารการตลาดในอนาคตมีทั้งประสิทธิภาพ ความไว้วางใจ และความยั่งยืนในระดับองค์กรและสังคม</p> เชษฐพัฒน์ สิริวัฒนตระการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2016 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การตลาดเพื่อความยั่งยืนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2040 <p> บทความวิชาการฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจกลยุทธ์การตลาดที่ช่วยส่งเสริมความยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับสูง โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการตลาดเชิงสีเขียว การตลาดเพื่อสังคม และการบริหารจัดการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ผ่านการวิเคราะห์กรณีศึกษาบริษัทที่ประสบความสำเร็จ ผลการวิเคราะห์เผยให้เห็นว่าการใช้กลยุทธ์การตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญ ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร และตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและจริยธรรมทางธุรกิจมากขึ้น เนื้อหาในบทความครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดของการตลาดอย่างยั่งยืน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไปจนถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับธุรกิจก่อสร้าง นอกจากนี้ยังนำเสนอองค์ความรู้ใหม่เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและกลยุทธ์เชิงปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการพัฒนากลยุทธ์การตลาดเพื่อความยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่การสร้างภาพลักษณ์ภายนอก แต่เป็นการสร้างคุณค่าในระยะยาวที่จะนำไปสู่การเติบโตที่มั่นคงของอุตสาหกรรมก่อสร้างในยุคที่สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนแปลง</p> ปรินทร ศิริเอี้ยวพิกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2040 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 บรรทัดฐานเชิงอัตวิสัยนำไปสู่การรับรู้ความง่ายในการใช้งานเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2041 <p>ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร บรรทัดฐานเชิงอัตวิสัย ได้กลายเป็นองค์ประกอบทางสังคมที่ทรงพลังในการส่งเสริมและชี้นำพฤติกรรมของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการยอมรับและใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ ความเชื่อนี้สะท้อนให้เห็นว่าบุคคลตัดสินใจประพฤติพฤติกรรมบางอย่างเพราะเชื่อว่าบุคคลหรือกลุ่มที่ตนให้ความสำคัญ (เช่น ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือผู้นำทางความคิด) คาดหวังให้ตนปฏิบัติตามบรรทัดฐานดังกล่าวสามารถแสดงออกผ่านการแนะนำ การส่งเสริม หรือแรงกดดันทางสังคม ซึ่งล้วนมีผลต่อการรับรู้ของบุคคลเกี่ยวกับความง่ายในการใช้งานเทคโนโลยี โดยเฉพาะผู้ใช้งานที่ไม่มีความมั่นใจหรือขาดทักษะด้านเทคโนโลยี การได้รับแรงสนับสนุนหรือเห็นตัวอย่างจากบุคคลต้นแบบสามารถช่วยลดความวิตกกังวลและเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้งานเทคโนโลยี ใหม่ ๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ในบริบทขององค์กร การสร้างวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการยอมรับเทคโนโลยีผ่านบรรทัดฐานทางสังคมภายในองค์กร ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสนับสนุนให้พนักงานสามารถปรับตัวและเปิดรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ดังนั้นบรรทัดฐานเชิงอัตวิสัยจึงมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการรับรู้ความง่ายในการใช้งานเทคโนโลยี โดยการส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมทางสังคมที่สนับสนุนการใช้งานเทคโนโลยี จะช่วยเสริมสร้างเจตคติเชิงบวก และเพิ่มโอกาสในการยอมรับเทคโนโลยีทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กรได้อย่างยั่งยืน</p> หลานหมิง ลิน, นภาวรรณ เนตรประดิษฐ์, พิชาภพ พันธุ์แพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2041 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700 พุทธวิธีการสอนกับการเรียนรู้เชิงรุก https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2111 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพุทธวิธีการสอนกับการเรียนรู้เชิงรุก โดยพุทธวิธีการสอนของพระพุทธเจ้าประกอบด้วย 1) แบบสากัจฉา (การสนทนา) 2) แบบบรรยาย 3) แบบตอบปัญหา และ 4) แบบวางกฎข้อบังคับ การสอนแต่ละครั้งของพระพุทธเจ้ามีลีลาสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) สันทัสนา อธิบายให้เห็นชัดเจน 2) สมาทปนา ชักจูงให้เห็นจริงและคล้อยตาม 3) สมุตเตชนา ปลุกเร้าให้เกิดกำลังใจและความมุ่งมั่น และ 4) สัมปหังสนา ชโลมใจให้เบิกบานและเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง แนวทางเหล่านี้ส่งเสริมให้ผู้เรียนหรือผู้ฟังธรรมมีส่วนร่วมในการซักถามและแลกเปลี่ยนความเข้าใจในหลักคำสอน การเรียนรู้เชิงรุกเป็นกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ พัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ และการประยุกต์ใช้ความรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของตน ทั้งนี้ ครูมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกมากกว่าผู้ถ่ายทอดเนื้อหา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย การบูรณาการพุทธวิธีการสอนกับการเรียนรู้เชิงรุกจึงมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างรอบด้าน และเป็นแนวทางที่สามารถประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับการศึกษาในปัจจุบัน</p> พีรกิตต์ ทองเจือฐิติโชติ, นภาพร หงษ์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn/article/view/2111 Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 +0700