ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในบุคลากรกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
คำสำคัญ:
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง, พฤติกรรมป้องกันโรค, กรมควบคุมโรค, ความรู้ด้านสุขภาพบทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านสุขภาพ และปัจจัยด้านความรู้ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านสุขภาพ ปัจจัยด้านความรู้กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือ บุคลากรกรมควบคุมโรคส่วนกลาง จำนวน 354 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ทดสอบความสัมพันธ์ด้วยสถิติไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (64.70%) มีอายุ 25 – 39 ปี (68.10%) ศึกษาระดับปริญญาตรี (71.50%) รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,000 – 30,000 บาท (68.40%) ตำแหน่งข้าราชการ (43.80%) ระยะเวลาการปฏิบัติงานต่ำกว่า 5 ปี (52.30%) ปัจจัยด้านสุขภาพ พบว่า มีการดื่มแอลกฮอล์ (35.30%) สูบบุหรี่ (5.10%) และค่าดัชนีมวลกายระดับสมส่วน (36.16%) ปัจจัยด้านความรู้ในภาพรวมระดับมาก ( = 0.79) มีพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในภาพรวมระดับมาก ( = 2.15) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในภาพรวม ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่
ข้อเสนอแนะจากผลการศึกษาครั้งนี้ หน่วยงานควรส่งเสริมให้มีกิจกรรมสุขภาพในสถานที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เช่น การรณรงค์ส่งเสริมการออกกำลังกายหรือจัดการแข่งขันกีฬา เพื่อกระตุ้นให้บุคลากรเกิดความตื่นตัวและมีส่วนร่วม รวมทั้งส่งเสริมการเข้าถึงบริการคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรังประจำปี และจัดกิจกรรมรณรงค์งดดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ทำงานเพื่อสุขภาพที่ดีของบุคลากรต่อไป
เอกสารอ้างอิง
กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2565). รายงานประจำปี 2565 กอง โรคไม่ติดต่อ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์.
จินดาพร ศิลาทอง. (2553). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงของผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยงในชุมชน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี. ใน วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยคริสเตียน].
ฐานเศรษฐกิจ. (2568). เปิดข้อมูลทะเบียนราษฎร. เรียกใช้เมื่อ 12 มีนาคม 2568 จาก https://www.thansettakij.com/business/economy/616958
ณรงค์เดช บ้านสระ. (2566). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา. ในการศึกษาค้นคว้าอิสระปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยพะเยา.
วุชธิตา คงดี. (2563). สถานการณ์ “โรคปัจจุบัน” ของกลุ่มคนวัยทำงานใน “โลกปัจจุบัน”.สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. เรียกใช้เมื่อ 12 มีนาคม 2568 จาก https://www.ohswa.or.th
Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control. W.H. Freeman.
Green, L. W. (1980). Health education planning: A diagnostic approach. Mayfield Publishing Company.
Rogers, R. W. (1975). A protection motivation theory of fear appeals and attitude change. Journal of Psychology, 91(1), 93–114.
Yamane, T. (1973). Statistics: An introductory analysis. John Weather Hill.


