การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือในการฝึกปฏิบัติโปรแกรมสุขภาพในโรงเรียน
คำสำคัญ:
การเรียนรู้แบบร่วมมือ, โปรแกรมสุขภาพในโรงเรียน, การส่งเสริมสุขภาพบทคัดย่อ
บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดและแนวทางการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการฝึกปฏิบัติโปรแกรมสุขภาพในโรงเรียน โดยมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เรียน การทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบร่วมกัน และการพัฒนาทักษะชีวิตด้านสุขภาพ โดยใช้วิธีการสังเคราะห์เอกสารอย่างเป็นระบบจากฐานข้อมูล ThaiJO, Google Scholar และ PubMed ช่วงปี พ.ศ. 2558–2568 ด้วยคำสำคัญ 1) การเรียนรู้แบบร่วมมือ 2) โปรแกรมสุขภาพในโรงเรียน และ 3) การฝึกปฏิบัติ พบว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นแนวทางที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโปรแกรมสุขภาพในโรงเรียน เนื่องจากช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อน การฝึกทักษะทางสังคมควบคู่กับทักษะด้านสุขภาพ อันนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน โดยมีขั้นตอนการวางแผนและฝึกปฏิบัติโปรแกรมสุขภาพในโรงเรียน แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหา ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดหรือจัดทำแผนงาน ขั้นตอนที่ 4 การนำแผนไปปฏิบัติ และ ขั้นตอนที่ 5 การติดตามและประเมินผลของงาน
เอกสารอ้างอิง
ชัยอนันต์ สาขะจันทร์. (2565). การพัฒนารูปแบบการเรียนแบบร่วมมือโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความจริงเสริมเพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติและความคงทนทางการเรียน สำหรับนักศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต. วารสารวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรม พระจอมเกล้าพระนครเหนือ, 13(3), 189-196.
ธารทิพย์ ขัวนา. (2563). การจัดการเรียนรู้. ลำปาง: กิจเสรีการพิมพ์.
เบญจมาภรณ์ จันทร และกิตติ รัตนราษี. (2566). การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ด้วยการเล่าเรื่องดิจิทัล. วารสารนิเทศและนวัตกรรม นิด้า, 10(1), 1-18.
ปวีณ์ภัสร เศรษฐสิริโชติ. (2565). โปรแกรมสุขภาพในโรงเรียน. กรุงเทพฯ: วิสต้า อินเตอร์ปริ้นท์.
เรวดี ศรีสุข. (2562). การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Co-operative learning) ในการออกแบบจัดการเรียนการสอน. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสุพรรณบุรี, 2(1), 5-16.
ศักดิ์ดา งานหมั่น. (2566). การพัฒนารูปแบบจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ. วารสารพระธรรมทูต, 3(2), 76-88.
สุนันทา ศรีศิริ. (2547). เอกสารประกอบการสอนวิชา สข 401: โครงการสุขภาพในโรงเรียน. นครนายก: ภาควิชาสุขศึกษา คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ไสว ฟักขาว. (2544). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: เอมพันธ์.
Artzt, A. F. & Newman, C. M. (1990). Cooperative Learning. The Mathematics Teacher, 83(6), 448-452.
Attila, K. (2025). A systematic review of AI-powered collaborative learning in higher education: Trends and outcomes from the last decade, Social Sciences & Humanities, (11), 101335. Retrieved from https://doi.org/10.1016/j.ssaho.2025.101335
Johnson, D. W. & Johnson, R. T. (1974). Instructional Goal Structure : Cooperative, Competitive, or Individualistic. Review of Educational Research, 44, 213-240.
Merete, N. H., & Wistoft, K. (2012). Collaborative learning and competence development in school health nursing. Health Education, 112(5), 448-464. Retrieved from doi: https://doi.org/10.1108/09654281211253452
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
