การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วย PABA Model เพื่อยกระดับทักษะ 3Rs ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–3 ในโรงเรียนบ้านหนองแอก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2
คำสำคัญ:
รูปแบบการบริหารสถานศึกษา, PABA Model, ทักษะ 3Rs, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, ความพึงพอใจบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วย PABA Model เพื่อยกระดับทักษะ 3Rs ของนักเรียน (2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบโดยเปรียบเทียบทักษะ 3Rs ก่อนและหลังการใช้รูปแบบ (3) ประเมินผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณ และ (4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ควบคู่กับการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–3 โรงเรียนบ้านหนองแอก จำนวน 46 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วย PABA Model แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดทักษะ 3Rs แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ
ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วย PABA Model มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.78, S.D. = 0.32) (2) ทักษะ 3Rs ของนักเรียนหลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.32, p < .001) (3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูง และ (4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.68, S.D. = 0.43)
สรุปได้ว่า รูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วย PABA Model ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการยกระดับทักษะ 3Rs ของนักเรียนทั้งในเชิงสถิติและเชิงปฏิบัติ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา.
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2561). การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ทิศนา แขมมณี. (2562). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 23). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิจารณ์ พานิช. (2563). การเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสยามกัมมาจล.
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน). (2565). รายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET). กรุงเทพฯ: สทศ.
สุวิมล ว่องวาณิช. (2560). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Deci, E. L., & Ryan, R. M. (2000). The “what” and “why” of goal pursuits: Human needs and the self-determination of behavior. Psychological Inquiry, 11(4), 227–268.
Dewey, J. (1938). Experience and education. New York, NY: Macmillan.
Fredricks, J. A., Blumenfeld, P. C., & Paris, A. H. (2004). School engagement: Potential of the concept, state of the evidence. Review of Educational Research, 74(1), 59–109.
Hallinger, P. (2011). Leadership for learning: Lessons from 40 years of empirical research. Journal of Educational Administration, 49(2), 125–142.
Hattie, J. (2009). Visible learning: A synthesis of over 800 meta-analyses relating to achievement. London: Routledge.
Hoy, W. K., & Miskel, C. G. (2013). Educational administration: Theory, research, and practice (9th ed.). New York, NY: McGraw-Hill.
OECD. (2019). OECD future of education and skills 2030: OECD learning compass 2030. Paris: OECD Publishing.
Slavin, R. E. (2015). Cooperative learning: Theory, research, and practice (2nd ed.). Boston, MA: Allyn & Bacon.
UNESCO. (2020). Global education monitoring report 2020: Inclusion and education-All means all. Paris: UNESCO.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms##
