https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jsdswu/issue/feed วารสารสังคมวิทยากับการพัฒนา 2026-06-24T20:30:46+07:00 The Editorial Team of the Journal of Sociology and Development swusd.journal@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารสังคมวิทยากับการพัฒนา</strong><br />กำหนดออก: 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม<img title="\mathbf{\textbf{}}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\mathbf{\textbf{}}" /></p> <p><strong>ISSN 3027-7817 (Online)</strong></p> https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jsdswu/article/view/3638 ปริทัศน์หนังสือ: Hidden Hunger: Gender and the Politics of Smarter Foods 2026-03-12T17:02:32+07:00 กัมปนาท เบ็ญจนาวี kampanart18@gmail.com <p>ท่ามกลางงานศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์จำนวนมาก มีงานจำนวนเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นที่สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวทางด้านสังคมและด้านความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกันได้อย่างน่าสนใจ หนึ่งในงานชิ้นที่สามารถทำได้ คืองานของ Aya Hirata Kimura นักสังคมวิทยาที่ทำงานในประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและพลวัตทางสังคมบนฐานของความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ เพศ และความยั่งยืนจาก the University of Hawaii-Manoa (the University of Hawaii-Manoa, n.d.; Kimura, 2026) ที่ชื่อว่า <em>‘</em><em>Hidden Hunger: Gender and The Politics of Smarter Foods’ </em>ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยสนามในประเทศอินโดนีเซียของเธอที่นำเสนอเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงในทางวิทยาศาสตร์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 กับการหันมาให้ความสนใจกับภาวะขาดสารอาหารรอง (micronutrient deficiency) หรือภาวะการขาดสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ ในฐานะภาวะที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า <em>‘ความหิวโหยที่ซ่อนเร้น</em>’ (hidden hunger) จนส่งผลต่อการกลายเป็นหัวข้อสำคัญที่องค์กรและเครือข่ายด้านนโยบายอาหารระหว่างประเทศต่างร่วมอธิบายและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความหิวโหยที่ซ่อนเร้นนี้ โดยเฉพาะการมุ่งไปที่การแก้ไขและช่วยเหลือในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาผ่านการส่งเสริมการพัฒนาและแจกจ่ายอาหารชาญฉลาดที่ผ่านกระบวนการเสริมคุณค่าทางโภชนาการ (fortification) โดยการเติมสารอาหารรองลงในอาหารแปรรูป เช่น บะหมี่ แป้งสาลี และน้ำมันปรุงอาหาร และกระบวนการเสริมคุณค่าทางชีวภาพ (biofortification) การเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาของพืชเพาะปลูกเพื่อให้พืชมีสารอาหารรองมากขึ้น ซึ่งความเปลี่ยนแปลงในวงการวิทยาศาสตร์อันเชื่อมโยงไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในทางสังคมเกี่ยวกับอาหารและการแก้ไขภาวะความหิวโหยนี้ จึงเป็นคำถามสำคัญที่ผู้เขียนสนใจว่าสถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และผลลัพธ์ของมันส่งผลกระทบต่อใครเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ข้อเสนอหลักของงานนี้ที่สำคัญ คือการเกิดขึ้นของประเด็นปัญหา <em>‘ภาวะขาดสารอาหารรอง’</em> และ <em>‘อาหารชาญฉลาด’</em> (smarter foods) ที่ใช้ในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นกลางทางวิทยาศาสตร์ หากแต่เป็นผลจากกระบวนการกำหนดปัญหาและการผลักดันของผู้เชี่ยวชาญ องค์กรระหว่างประเทศ และอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมทั้งยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้หญิงในระบบอาหาร</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมวิทยากับการพัฒนา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jsdswu/article/view/4232 บทบรรณาธิการ 2026-06-24T11:54:06+07:00 ชาญ พนารัตน์ c.panarut@gmail.com <p><span class="fontstyle0">วารสารสังคมวิทยากับการพัฒนา </span><span class="fontstyle2">ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 ฉบับ “วัฒนธรรมสร้างสรรค์สังคม” ประกอบไปด้วยบทความที่มุ่งสร้างสรรค์วัฒนธรรมอันงอกเงยของสังคมในมิติต่างๆ ทั้งมิติด้านวัฒนธรรมดนตรี มิติด้านวัฒนธรรมการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และวัฒนธรรมด้านอาหารการกิน</span></p> <p><span class="fontstyle2">วารสารสังคมวิทยากับการพัฒนาฉบับนี้ประกอบด้วยบทความจำนวน 4 บทความ ทั้งสี่บทความได้พยายามทำความเข้าใจวัฒนธรรมด้านต่างๆ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของผู้คนไม่ว่าจะเป็นความบันเทิง อาหารการกิน และการบริหารจัดการทรัพยากรรัฐอย่างโปร่งใส บทความแรก “บทบาท และลักษณะแฟนคลับของนักแสดงคณะหมอลำเรื่องต่อกลอนในสังคมยุคดิจิทัล” โดยปวรปรัชญ์ หงสากล และเฉลิมวงศ์ ธรรมพิชิตศึก ศึกษาวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของแฟนคลับ ตลอดจน ความสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับกับนักแสดงหมอลำเรื่องต่อกลอนในบริบทศิลปะการแสดงพื้นบ้านไทยยุคดิจิทัล</span></p> <p><span class="fontstyle2">บทความที่สองและสาม ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน บทความ “การรับรู้การทุจริตในบริบทเศรษฐกิจการเมือง: การวิเคราะห์เชิงนโยบายจากดัชนีการรับรู้การทุจริตของเดนมาร์กและประเทศไทย” โดยกมลสัณห์ ศรียารัณย ศึกษาระดับการรับรู้การทุจริตระหว่างประเทศเดนมาร์กและประเทศไทย ผ่านกรอบเศรษฐกิจการเมืองและดัชนีการรับรู้การทุจริต เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างของปัญหาการทุจริตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย การศึกษานี้มุ่งสร้างสรรค์วัฒนธรรมการต่อต้านทุจริตเช่นดียวกับบทความเรื่อง “การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งสุจริตผ่านการประยุกต์ใช้จิตปรมัตถ์สมาธิ” โดยศุภภัทรวริศรา เกตุสุนทร และ ภานุวัฒน์ กิตติ กรวรานนท์ รัตนพิมลพลแสน ศึกษาปัญหาการทุจริตในองค์กรภาครัฐและสังคม ผ่านแนวคิดจิตปรมัตถ์สมาธิกับพฤติกรรมจริยธรรม เพื่อสร้างแนวทางอันนำไปสู่วัฒนธรรมองค์กรแห่งสุจริต</span></p> <p><span class="fontstyle2"><br />บทความสุดท้าย ได้แก่บทปริทัศน์หนังสือ เรื่อง “Book Review: Hidden Hunger: Gender and the Politics of Smarter Foods” โดยกัมปนาท เบ็ญจนาวี ผู้เขียนบทปริทัศน์หนังสือได้ชวนให้ผู้อ่านได้เปิดมุมมองเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหารผ่านการสะท้อนผลงานเรื่อง Hidden Hunger ที่ ประพันธ์โดยนักสังคมวิทยาอย่าง Aya Hirata Kimura กัมปนาทได้สะท้อนให้เห็นว่า ในอินโดนีเซีย ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 องค์กรระหว่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญ และอุตสาหกรรมด้านอาหาร มุ่งความสนใจไปที่ภาวะการขาดสารอาหารรอง กระบวนการเสริมคุณค่าทางโภชนาการกลายเป็นประเด็นสำคัญและได้ส่งผลกระทบในวงกว้างและลึกซึ้งต่อสังคม รวมถึงผู้หญิงผู้เคยมีบทบาทในการจัดการอาหาร</span></p> <p><span class="fontstyle2"><br />วารสารสังคมวิทยากับการพัฒนา ได้เปิดพื้นที่ให้นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา และบุคคล ทั่วไป ได้นำเสนอผลงานวิจัย ผลงานวิชาการ และบทปริทัศน์หนังสือ ที่เขียนขึ้นใหม่ แต่ละบทความในวารสารได้ผ่านการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนบทความละ 3 ท่านจากหลากหลายสถาบัน โดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่ได้มีสังกัดเดียวกันกับผู้เขียนบทความ วารสารสังคมวิทยากับการพัฒนา ยังคงเปิดรับบทความโดยไม่คิดค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ตลอดทุกขั้นตอน ทั้งนี้เพื่อให้การผลิตงานวิชาการ ไม่ตกเป็นภาระราคาแพงของผู้เขียนหรือแม้แต่ผู้อ่าน ท่ามกลางแนวโน้มที่วารสารวิชาการต่างก็มุ่งไปสู่การเก็บเงินทั้งผู้เขียนและผู้อ่านในสัดส่วนที่กว้างขวางมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง</span></p> <p> </p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมวิทยากับการพัฒนา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jsdswu/article/view/3460 บทบาทและลักษณะแฟนคลับของนักแสดงคณะหมอลำเรื่องต่อกลอนในสังคมยุคดิจิทัล 2026-03-07T03:44:48+07:00 เฉลิมวงศ์ ธรรมพิชิตศึก chalermwong.msu@gmail.com ปวรปรัชญ์ หงสากล pawornprat.h@mbs.msu.ac.th <p>หมอลำเรื่องต่อกลอนเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความสัมพันธ์ระหว่างนักแสดงและผู้ชมมีมาอย่างยาวนาน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าว จากการรับชมการแสดงสดในงานบุญประเพณีเป็นหลัก มาสู่การติดตามผ่านช่องทางออนไลน์ที่ผู้ชมสามารถปฏิสัมพันธ์กับนักแสดงได้โดยตรง งานวิจัยที่ผ่านมาส่วนใหญ่ศึกษาเฉพาะการปรับตัวของนักแสดงและคณะหมอลำในยุค ดิจิทัล ขณะที่การศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับบทบาทและลักษณะของแฟนคลับมีอยู่จำนวนน้อย แฟนคลับนับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนของศิลปะการแสดงพื้นบ้านในยุคดิจิทัล</p> <p><br />การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบของแฟนคลับนักแสดงหมอลำเรื่องต่อกลอนในสังคมยุคดิจิทัล และ 2) เพื่อศึกษาบทบาทและลักษณะของแฟนคลับนักแสดงหมอลำเรื่องต่อกลอนในสังคมยุคดิจิทัล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยแฟนคลับนักแสดงหมอลำเรื่องต่อกลอน จำนวน 15 คน นักแสดงหมอลำเรื่องต่อกลอน จำนวน 8 คน และ ผู้จัดการคณะหมอลำ จำนวน 5 คน รวมทั้งสิ้น 28 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลถูกคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสังเกตการณ์ แบบสำรวจ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยงานวิจัยชิ้นนี้นำเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบของแฟนคลับนักแสดงหมอลำเรื่องต่อกลอนในยุคดิจิทัลเปลี่ยนแปลงจากการติดตามผ่านการแสดงสดเพียงอย่างเดียว มาสู่การรับชมแบบผสมผสาน (Hybrid Consumption) ผ่านช่องทางออนไลน์ 3 แพลตฟอร์มหลัก คือ Facebook, TikTok และ YouTube แฟนคลับจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรงงานย้ายถิ่น (อายุ 30-60 ปี) ใช้หมอลำเป็นสื่อเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและบรรเทาความคิดถึงบ้านเกิด และกลุ่มแฟนคลับรุ่นใหม่ (อายุ 18-25 ปี) เข้าถึงผ่านสื่อออนไลน์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วและมองหมอลำเป็นความบันเทิงร่วมสมัย ขณะที่บทบาทของแฟนคลับในยุคดิจิทัลมี 5 ประการ คือ 1) ผู้สนับสนุน ด้านขวัญกำลังใจและการเงินผ่านการส่งเงินทิปออนไลน์ 2) ผู้เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ผ่านการแบ่งปันเนื้อหา มีประสิทธิภาพสูงกว่าการโฆษณาโดยตรง 3-5 เท่า 3) ผู้สร้างเนื้อหา เช่น การตัดต่อคลิป ไฮไลท์ การสร้างสรรค์มีม และงานศิลปะแฟนคลับ 4) ผู้สร้างชุมชน ออนไลน์เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับและนักแสดง และ 5) ผู้ให้ข้อเสนอแนะช่วยให้นักแสดงปรับปรุงการแสดงได้อย่างทันท่วงที ลักษณะของแฟนคลับจำแนกตามระดับความผูกพันเป็น 3 กลุ่ม คือ แฟนคลับผู้ภักดี (Hardcore Fans) ร้อยละ 30, แฟนคลับทั่วไป (Casual Fans) ร้อยละ 50, และแฟนคลับใหม่ (New Fans) ร้อยละ 20 ความจงรักภักดีของแฟนคลับเกิดจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ คุณภาพการแสดงความใกล้ชิดผ่านการปฏิสัมพันธ์ออนไลน์และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน แฟนคลับในยุคดิจิทัลมีส่วนร่วมสูงผ่านการกดถูกใจ แบ่งปัน แสดง ความคิดเห็น และการส่งเงินทิปออนไลน์ ส่งผลต่อความสำเร็จและความยั่งยืนของอาชีพนักแสดงหมอลำเรื่องต่อกลอนในยุคดิจิทัล</p> <p>การวิจัยนี้ขยายความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมในบริบทศิลปะการแสดงพื้นบ้านไทย และชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินและแฟนคลับในยุคดิจิทัลสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการบริหารจัดการชุมชนออนไลน์สำหรับนักแสดงและผู้จัดการคณะหมอลำเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในสังคมยุคดิจิทัลต่อไป</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมวิทยากับการพัฒนา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jsdswu/article/view/3420 การรับรู้การทุจริตในบริบทเศรษฐกิจการเมือง: การวิเคราะห์เชิงนโยบายจากดัชนีการรับรู้การทุจริตของเดนมาร์กและประเทศไทย 2026-03-06T18:08:37+07:00 กมลสัณห์ ศรียารัณย kamonsan2535@gmail.com <p>บทความนี้มุ่งศึกษาและวิเคราะห์การรับรู้การทุจริตในบริบทเศรษฐกิจการเมือง โดยมุ่งอธิบายความแตกต่างของระดับการรับรู้การทุจริตระหว่างประเทศเดนมาร์กและประเทศไทย การศึกษาพิจารณาการรับรู้การทุจริตในฐานะปรากฏการณ์เชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับการใช้อำนาจรัฐ การกำหนดนโยบายสาธารณะ และการจัดสรรทรัพยากร ภายใต้คุณภาพของสถาบันทางการเมืองและระบบการบริหารภาครัฐ การศึกษานี้ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ (secondary data analysis) จากดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงนโยบาย โดยพิจารณาบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของทั้งสองประเทศ <br /><br /></p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ประเทศเดนมาร์กมีระดับการรับรู้การทุจริตต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม ระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา กลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ และบรรทัดฐานทางสังคมที่ไม่ยอมรับการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ปัจจัยดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันของรัฐและเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจการเมือง โดยเฉพาะความโปร่งใสในการใช้อำนาจดุลยพินิจ ประสิทธิภาพของระบบราชการ และความเชื่อมั่นต่อกลไกการกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งส่งผลให้การทุจริตถูกมองเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การวิเคราะห์การรับรู้การทุจริตผ่านกรอบเศรษฐกิจการเมืองและดัชนีการรับรู้การทุจริตช่วยให้เข้าใจพลวัตเชิงโครงสร้างของปัญหาการทุจริต และสะท้อนความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพสถาบันของรัฐ ความโปร่งใสในการบริหารภาครัฐ และการเสริมสร้างบรรทัดฐานทางสังคมที่ไม่ยอมรับการทุจริต เพื่อสนับสนุนการยกระดับธรรมาภิบาลและการกำหนดนโยบายต่อต้านการทุจริตอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p> <p><strong> </strong></p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมวิทยากับการพัฒนา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jsdswu/article/view/3530 การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งสุจริตผ่านการประยุกต์ใช้จิตปรมัตถ์สมาธิ 2026-03-31T19:16:15+07:00 ศุภภัทรวริศรา เกตุสุนทร suppattarawarisara@gmail.com ภานุวัฒน์ กิตติกรวรานนท์ รัตนพิมลพลแสน Suppattarawarisara@gmail.com <p>ปัญหาการทุจริตยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาองค์กร โดยเฉพาะในองค์กรภาครัฐและองค์กรทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ซึ่งได้นำมาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น กฎระเบียบและระบบตรวจสอบมาใช้ แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากขาดการพัฒนาจิตสำนึกและการกำกับตนเองของบุคลากร บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัญหาการทุจริตในองค์กรภาครัฐและองค์กรทางสังคม (2) สังเคราะห์แนวคิดจิตปรมัตถ์สมาธิกับพฤติกรรมจริยธรรม และ (3) พัฒนากรอบแนวคิดการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งสุจริต การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลจากตำรา บทความวิชาการและงานวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการร่วมกับการสังเคราะห์เนื้อหา แนวความคิด ทฤษฎี เพื่อพัฒนากรอบเชิงบูรณาการในระดับบุคคล กลุ่ม และองค์กร ผลการศึกษาพบว่า การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งสุจริตอย่างยั่งยืนต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกัน โดยบทความนี้เสนอ “โมเดลความสุจริต” ประกอบด้วย (1) มิติภายใน (Inner Integrity) เน้นการพัฒนาการตระหนักรู้และการกำกับตนเองผ่านจิตปรมัตถ์สมาธิ (2) มิติสัมพันธ์ (Relational Integrity) เน้นการสร้างค่านิยมร่วมและบรรทัดฐานทางจริยธรรมในระดับกลุ่ม และ (3) มิติโครงสร้าง (Structural Integrity) เน้นระบบความโปร่งใสและกลไกการกำกับดูแลขององค์กร ซึ่งทั้งสามมิติมีความสัมพันธ์เชิงพลวัตและเสริมแรงซึ่งกันและกัน มีส่วนช่วยยกระดับองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมองค์กรและจริยธรรม โดยนำเสนอกรอบแนวคิดเชิงวิเคราะห์แบบพหุระดับที่บูรณาการทางจิตวิทยา สังคม และโครงสร้างองค์กรเข้าด้วยกัน ทั้งสามารถนำไปใช้เป็นกรอบสำหรับการวิจัยเชิงประจักษ์และการกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมความสุจริตในองค์กรได้อย่างยั่งยืน</p> <p> </p> <p> </p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมวิทยากับการพัฒนา