วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci <div class="card-text"><strong><img src="https://so16.tci-thaijo.org/public/site/images/journalrcisnru/jci-1c96cd7e856e73c1fce768506c8218f4.jpg" /></strong></div> <div class="card-text"><strong>วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร <br />Academic Journal of Curriculum and Instruction <br />Sakon Nakhon Rajabhat University</strong></div> <div class="card-text"> </div> <div class="card-text">วารสารฐาน TCI กลุ่ม 2 Thai Journal Citation Index (TCI) 2<br />ISSN : 2985-1963 (Print)<br />ISSN : 2985-1971 (Online)<br /><br /></div> <div class="card-text"><strong>วัตถุประสงค์</strong> <ul> <li>เพื่อเผยแพร่บทความทางวิชาการ งานวิจัย และบทความวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ</li> <li>เพื่อเป็นเวทีทางวิชาการให้นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้สนใจได้เผยแพร่ความรู้ทางวิชาการงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์อื่น ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการสรรค์สร้างองค์ความรู้ทางด้านหลักสูตรและการสอนสู่สังคม</li> </ul> <p><strong>ขอบเขต</strong></p> <p>รับตีพิมพ์บทความทางการศึกษา การเรียนการสอน อาทิเช่น หลักสูตรและการสอน (Curriculum and Instruction) วิจัยหลักสูตรและการสอน (Research of Curriculum and Instruction) การวัดและประเมินผลการศึกษา (Measurement and Evaluation) การวิจัยและพัฒนาหลักสูตร (Curriculum Research and Development) วิทยาศาสตรศึกษา (Science Education) การสอนวิทยาศาสตร์ (Teaching Science) การสอนคณิตศาสตร์ (Mathematics) การวิจัยและพัฒนาการศึกษา (Educational Research and Development) การสอนภาษาอังกฤษ (Teaching English) การสอนสังคมศึกษา (Teaching Social Studies) และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา (Other)</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่: 3 ฉบับ/ปี</strong><br />ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน เผยแพร่ พฤษภาคม<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม เผยแพร่ กันยายน<br />ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม เผยแพร่ มกราคม</p> <p><strong>ประเภทของการ Peer Review</strong></p> <p>ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และ ผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน (Double-blind peer review)</p> <p><strong>ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ</strong></p> <p>ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินบทความ (Peer Review) จำนวน 3 ท่านต่อบทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียม</strong><br />เปิดรับบทความทั้งจากบุคคลภายในและบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร <br />บุคคลภายใน ต้องชำระค่าขอตีพิมพ์ในวารสาร 2,500 บาท ต่อ 1 บทความ <br />บุคคลภายนอก ต้องชำระค่าขอตีพิมพ์ในวารสาร 3,000 บาท ต่อ 1 บทความ</p> </div> Sakon Nakhon Rajabhat University th-TH วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2985-1963 การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือในการฝึกปฏิบัติโปรแกรมสุขภาพในโรงเรียน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3521 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดและแนวทางการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการฝึกปฏิบัติโปรแกรมสุขภาพในโรงเรียน โดยมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เรียน การทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบร่วมกัน และการพัฒนาทักษะชีวิตด้านสุขภาพ โดยใช้วิธีการสังเคราะห์เอกสารอย่างเป็นระบบจากฐานข้อมูล ThaiJO, Google Scholar และ PubMed ช่วงปี พ.ศ. 2558–2568 ด้วยคำสำคัญ 1) การเรียนรู้แบบร่วมมือ 2) โปรแกรมสุขภาพในโรงเรียน และ 3) การฝึกปฏิบัติ พบว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นแนวทางที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโปรแกรมสุขภาพในโรงเรียน เนื่องจากช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อน การฝึกทักษะทางสังคมควบคู่กับทักษะด้านสุขภาพ อันนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน โดยมีขั้นตอนการวางแผนและฝึกปฏิบัติโปรแกรมสุขภาพในโรงเรียน แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหา ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดหรือจัดทำแผนงาน ขั้นตอนที่ 4 การนำแผนไปปฏิบัติ และ ขั้นตอนที่ 5 การติดตามและประเมินผลของงาน</p> ปวีณ์ภัสร เศรษฐสิริโชติ ธารทิพย์ ขัวนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 251 258 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือที่บูรณาการแผนผังกราฟิก เรื่องบทบาทและหน้าที่ของเยาวชนเพื่อพัฒนาทักษะการสรุปสาระสำคัญและจิตสำนึกสาธารณะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2530 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือที่บูรณาการแผนผังกราฟิก 2) ศึกษาทักษะการสรุปสาระสำคัญและจิตสำนึกสาธารณะของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือที่บูรณาการแผนผังกราฟิก กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ค่ายนารายณ์ศึกษา จำนวน 30 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการสรุปสาระสำคัญและจิตสำนึกสาธารณะ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test แบบ Dependent Samples</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (t = 9.14, p &lt; .001) 2) นักเรียนมีทักษะการสรุปสาระสำคัญและจิตสำนึกสาธารณะอยู่ในระดับดีมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.56, S.D. = 0.40) และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือที่บูรณาการแผนผังกราฟิกอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.68, S.D. = 0.37) ผลการวิจัยชี้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือที่บูรณาการแผนผังกราฟิกสามารถส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมาย พัฒนาทักษะการสรุปสาระสำคัญ และปลูกฝังจิตสำนึกสาธารณะของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> วีรวิชญ์ บุญส่ง กรรณิกา พรานป่า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 1 12 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยใช้สื่อเสมือนจริง AUGMENTED REALITY (AR) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนธาตุนารายณ์วิทยา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2439 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพทางการเรียนการสอน เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยใช้สื่อเสมือนจริง (Augmented Reality: AR) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาประสิทธิผลทางการเรียนการสอน ตามเกณฑ์ดัชนีประสิทธิผล ตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการเรียนการสอน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอน งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนธาตุนารายณ์วิทยา จํานวน 40 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเสมือนจริง (AR) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบระหว่างเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ชนิด Dependent Samples</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ประสิทธิภาพทางการเรียนการสอนโดยใช้สื่อเสมือนจริง ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.66/83.12 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ 80/80</li> <li>ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6311 (คิดเป็นร้อยละ 63.11) ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ร้อยละ 50</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนพัฒนาขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้สื่อเสมือนจริง (AR) อยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.29, S.D. = 0.83)</li> </ol> ฝ้ายขวัญ นาคะอินทร์ โสภิตนภา อุสาพรหม เฟื่องลดา ทีคำ ธีรชาติ พันมะหา นราธิป พวงพิลา อาระภีญาณ วงษ์เส็ง ศุภิดา คำผอง นนทวรรณ แสนไพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 13 23 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาการคำนวณ เรื่องการออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้รูปแบบกระบวนการคิดขั้นสูง GPAS 5 Steps ร่วมกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2306 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาการคำนวณ เรื่อง การออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้รูปแบบกระบวนการคิดขั้นสูง GPAS 5 Steps ร่วมกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ตามกิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาการคำนวณ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่ายของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาการคำนวณ กับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาการคำนวณ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเซนต์ยอแซฟมุกดาหาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดมุกดาหาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบกระบวนการคิดขั้นสูง GPAS 5 Steps ร่วมกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมัลติมีเดีย 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบประเมินความสามารถในการออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่าย 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) ชนิด Dependent samples และชนิด One sample</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีค่าเท่ากับร้อยละ 83.87/84.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ความสามารถในการออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่ายของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.57, S.D. = 0.50)</p> พงษ์เพชร จันลาภา สำราญ กำจัดภัย กรรณิการ์ กมลรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 24 36 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เรื่องสิ่งมีชีวิต เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2558 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เรื่องสิ่งมีชีวิต เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 4) ศึกษาความพึงใจ ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้</p> <p> กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลเทศบาลวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 17 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.90 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.91 และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test แบบ Dependent Samples</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 82.57/83.60 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 80/80</li> <li>ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.65, S.D. = 0.48)</li> </ol> ชวนพิศา หนูพันธ์ ปุณฑริกา น้อยนนท์ พัทธนันท์ ชมภูนุช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 37 49 การพัฒนาบทเรียน M-Learning รายวิชามนุษย์กับสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษาผู้พิการทางการเห็น มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2748 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของบทเรียน M-Learning รายวิชามนุษย์กับสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษาผู้พิการทางการเห็น 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษาผู้พิการทางการเห็นที่เรียนด้วยบทเรียน M-Learning รายวิชามนุษย์กับสิ่งแวดล้อม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาผู้พิการทางการเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยบทเรียน M-Learning รายวิชามนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ประชากรเป็นนักศึกษาผู้พิการทางการเห็น ระดับปริญญาตรี คณะเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 และลงทะเบียนเรียนรายวิชามนุษย์กับสิ่งแวดล้อม จำนวนทั้งหมด 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) บทเรียน M-Learning รายวิชามนุษย์กับสิ่งแวดล้อม (2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชามนุษย์กับสิ่งแวดล้อม และ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาผู้พิการทางการเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยบทเรียน M-Learning ในรายวิชามนุษย์กับสิ่งแวดล้อม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีชนิดสองกลุ่มไม่อิสระกัน (Dependent Samples t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>บทเรียน M-Learning รายวิชามนุษย์กับสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษาผู้พิการทางการเห็น มีประสิทธิภาพ 84.00/82.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กําหนดไว้</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักศึกษาผู้พิการทางการเห็น ที่เรียนด้วยบทเรียน M-Learning รายวิชามนุษย์กับสิ่งแวดล้อมสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ความพึงพอใจของนักศึกษาผู้พิการทางการเห็น ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยบทเรียน M-Learning รายวิชามนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.55, S.D. = 0.56)</li> </ol> คณารักษ์ ศรีสมบูรณ์ คณิศา โชติจันทึก ปริพัส ศรีสมบูรณ์ พุทธินันท์ นาคสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 50 60 การพัฒนารูปแบบการสอนที่ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ของนักศึกษาวิชาชีพครู https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3081 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนที่ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาวิชาชีพครู 2) เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาวิชาชีพครูก่อนและหลังการใช้รูปแบบการสอน และ 3) เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้รูปแบบการสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักศึกษาวิชาชีพครู สาขาวิชาการประถมศึกษา ชั้นปีที่ 3 จำนวน 30 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว โดยการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ รูปแบบการสอน และแบบประเมินทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระกัน (Dependent samples t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>รูปแบบการสอน ชื่อว่า “F-F-D-C-D-R” มี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการและเหตุผล 2) วัตถุประสงค์ 3) การจัด<br />การเรียนรู้ 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการเผชิญปัญหา ขั้นการค้นหาข้อมูล ขั้นการพัฒนาความคิด ขั้นการสรรสร้างแผนแก้ปัญหา ขั้นการอภิปรายสรุป และขั้นการสะท้อนความคิด 4) การวัดและประเมินผล 5) บทบาทของผู้สอน 6) บทบาทของผู้เรียน 7) สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ และ 8) เงื่อนไขปัจจัยสู่ความสำเร็จ โดยคุณภาพของรูปแบบการสอนอยู่ในระดับมาก</li> <li>ทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาวิชาชีพครู ก่อนเรียนอยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 17.99, S.D. = 0.49) หลังเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 22.59, S.D. = 0.49) และหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียน ก่อนเรียนอยู่ในระดับปานกลาง ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 14.73, S.D. = 0.63) หลังเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 22.60, S.D. = 0.59) และหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> อารีย์ เรืองภัทรนนต์ สัมนา ติวสันต์ สุนทร เทียนงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 61 72 การพัฒนาสมรรถนะการคิดขั้นสูงและการจัดการตนเองโดยใช้การจัดการเรียนรู้ อะคิตะ แอ็กชั่น ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมกันคิด NHT รายวิชา ส15101 สังคมศึกษา 5 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3170 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสมรรถนะการคิดขั้นสูงของนักเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ อะคิตะ แอ็กชั่น ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมกันคิด NHT และ 2) พัฒนาสมรรถนะการจัดการตนเองของนักเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้ อะคิตะ แอ็กชั่น ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมกันคิด NHT กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองขี้ม้า จำนวน 11 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองปฏิบัติการ คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ อะคิตะ แอ็กชั่น ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมกันคิด NHT 2) เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ แบบบันทึกผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสัมภาษณ์นักเรียน แบบทดสอบสมรรถนะการคิดขั้นสูงท้ายวงจร และแบบประเมินสมรรถนะการจัดการตนเอง และ 3) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ แบบทดสอบสมรรถนะการคิดขั้นสูง แบบประเมินสมรรถนะการจัดการตนเอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การพัฒนาสมรรถนะการคิดขั้นสูง ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ อะคิตะ แอ็กชั่น ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมกันคิด NHT พบว่า นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ 9 คน คิดเป็นร้อยละ 81.82 มีคะแนนเฉลี่ยทั้งชั้นเรียน คือ 11.71 คิดเป็นระดับสามารถ ปรากฏว่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ นักเรียนร้อยละ 80 มีสมรรถนะการคิดขั้นสูงอยู่ในระดับสามารถขึ้นไป</li> <li>การพัฒนาสมรรถนะการจัดการตนเอง ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ อะคิตะ แอ็กชั่น ร่วมกับเทคนิคกลุ่มร่วมกันคิด NHT พบว่า นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ 9 คน คิดเป็นร้อยละ 81.82 มีคะแนนเฉลี่ยทั้งชั้นเรียน คือ 30.90 คิดเป็นระดับสามารถ ปรากฏว่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ นักเรียนร้อยละ 80 มีสมรรถนะการจัดการตนเองอยู่ในระดับสามารถขึ้นไป</li> </ol> เจษฎาพร สมคะเนย์ อังคณา ตุงคะสมิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 73 86 การพัฒนาความฉลาดรู้ทางศาสนาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วิชาสังคมศึกษา โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับ TPACK https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3001 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความฉลาดรู้ทางศาสนาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับ TPACK โดยกำหนดให้นักเรียนมีคะแนนความฉลาดรู้ทางศาสนาร้อยละ 70 ขึ้นไป และมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับ TPACK กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนปทุมราชวงศา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 35 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับ TPACK จำนวน 9 แผน จำนวนเวลา 18 คาบเรียน 2) แบบบันทึกผลการจัดการเรียนรู้ 3) แบบสังเกตการจัดการเรียนรู้ 4) แบบสัมภาษณ์นักเรียน 5) แบบประเมินความฉลาดรู้ทางศาสนา และ 6) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. นักเรียนมีผลการพัฒนาความฉลาดรู้ทางศาสนาของนักเรียนผ่านเกณฑ์ จำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 71.43 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่กำหนดไว้ โดยมีคะแนนผลการประเมินความฉลาดรู้ทางศาสนาเฉลี่ย 17.89 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 74.54 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่กำหนดไว้ และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า องค์ประกอบด้านความเคารพต่อความแตกต่างทางศาสนา มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านความรู้พื้นฐานทางศาสนาและด้านทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ <br />2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับ TPACK โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.60) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ รองลงมาคือ ด้านบรรยากาศการเรียนรู้ ด้านครูผู้สอน และด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านเนื้อหาสาระอยู่ในระดับมาก</p> กิตติวัฒน์ แฝงบุญ ณัฐพล มีแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 87 98 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง มาตราตัวสะกดตรงมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3091 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง มาตราตัวสะกดตรงมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดใหม่โพธิ์ทอง ให้เป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะดังกล่าว กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดใหม่โพธิ์ทอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง มาตราตัวสะกดตรงมาตรา มีประสิทธิภาพ 81.05/82.10 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ที่กำหนด 80/80 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยคะแนนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.83 คะแนน และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.57 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.54</p> ยุภาภรณ์ นะวงศ์ อรนุช ลิมตศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 99 106 ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการที่มีต่อพัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัย ระดับอนุบาล 3 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3231 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบพัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ และ 2) ศึกษาพฤติกรรมพัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัยระหว่างการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กปฐมวัยที่มีอายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นอนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 25 คน ได้มาโดยวิธีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย คือ 1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ 2) แบบประเมินพัฒนาการด้านสังคม และ 3) แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมพัฒนาการด้านสังคม การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระกัน (Dependent samples t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>พัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัยหลังการได้รับประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการสูงกว่าก่อนได้รับการจัดประสบการณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>พฤติกรรมพัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการมีพัฒนาการที่ดีขึ้น</li> </ol> พรธิษา พุทธเกื้อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 107 116 การพัฒนาชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นร่วมกับเพลงสุขสันต์ครูปิยวรรณ รายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานอาชีพ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3368 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการในการพัฒนาชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ร่วมกับเพลงสุขสันต์ครูปิยวรรณ 2) พัฒนาชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นร่วมกับเพลงสุขสันต์ครูปิยวรรณให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนกับนักเรียนที่เรียนโดยวิธีปกติ 4) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ระหว่างนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนกับนักเรียนที่เรียนโดยวิธีปกติ 5) เปรียบเทียบเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ ระหว่างนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนกับนักเรียนที่เรียนโดยวิธีปกติ และ 6) เปรียบเทียบความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดการสอนหลังทดลองใช้กับเกณฑ์ที่กำหนด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 จำนวน 60 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นร่วมกับเพลงสุขสันต์ครูปิยวรรณ 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนและแผนการจัดการเรียนรู้โดยวิธีปกติ รูปแบบละ 18 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 4) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 5) แบบวัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 30 ข้อ และ 6) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานใช้สถิติ t-test แบบ Independent Samples และแบบ One Sample</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>มีความต้องการให้พัฒนาชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นร่วมกับเพลง ในรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานอาชีพ เพลงจะช่วยดึงดูดความสนใจตามวัยและนักเรียนสามารถใช้เรียนรู้ด้วยตนเองได้</li> <li>ชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นร่วมกับเพลงสุขสันต์ครูปิยวรรณมีค่าประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 86.56/84.17 และค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) 0.65 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้</li> <li>นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยวิธีปกติ อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนมีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดการสอนโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> ปิยวรรณ ศิริสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 117 129 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ซิปปา โมเดล เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ วัสดุและสสาร วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านดงบัง https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3073 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ วัสดุและสสาร วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามรูปแบบซิปปา โมเดล ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และมีดัชนีประสิทธิผลไม่น้อยกว่า 0.50 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ก่อนและหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา<br />ปีที่ 4 โรงเรียนบ้านดงบัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง แบบแผนการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียว โดยการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ วัสดุและสสาร วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบซิปปา โมเดล จำนวน 6 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบวิลคอกซัน (Wilcoxon signed-ranks test) เพื่อทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียน<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 80.00/84.50 และมีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.85 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) นักเรียนที่เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนที่เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> บัญชา ชวาลไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 130 141 การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้การเรียนรู้ แบบปรากฏการณ์เป็นฐาน สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3264 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้การเรียนรู้แบบปรากฏการณ์เป็นฐาน สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู และ 2) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้การเรียนรู้แบบปรากฏการณ์เป็นฐาน สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น ใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวและวัดหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาวิชาชีพครู ชั้นปีที่ 1-3 สาขาวิชาชีววิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 20 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หลักสูตร คู่มือการใช้หลักสูตร และแบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>หลักสูตรส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้การเรียนรู้แบบปรากฏการณ์เป็นฐาน สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู มีองค์ประกอบ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความเป็นมาและความสำคัญ 2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 3) เนื้อหาสาระ ซึ่งประกอบด้วย 4 หน่วยการเรียนรู้ คือ หน่วยที่ 1 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หน่วยที่ 2 มลพิษทางอากาศ PM2.5 กับคุณภาพชีวิต หน่วยที่ 3 วัคซีน ความหวังหรือความกลัว และหน่วยที่ 4 ภัยไซเบอร์และข่าวลวง 4) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5) การวัดและประเมินผล และ 6) สื่อและแหล่งเรียนรู้ โดยหลักสูตรและคู่มือการใช้หลักสูตรผ่านการประเมินในภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมาก</li> <li>นักศึกษาที่เรียนด้วยหลักสูตรส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้การเรียนรู้แบบปรากฏการณ์เป็นฐาน สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู มีการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 47.45 จากคะแนนเต็ม 60 ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 47.45, S.D. = 7.69) และผลการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว พบว่า แตกต่างจากเกณฑ์ที่กำหนดอย่างมีนัยสำคัญ (t = 3.17, df = 19, p = .005)</li> </ol> หฤทัย ไทยสุชาติ ปริญญภาษ สีทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 142 154 การพัฒนาทักษะการอ่านคำควบกล้ำแท้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน (Game-Based Learning: GBL) ร่วมกับแบบฝึกการอ่านคำควบกล้ำแท้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดสามกอง https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3238 <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคำควบกล้ำแท้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐานร่วมกับแบบฝึกการอ่านคำควบกล้ำแท้ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านคำควบกล้ำแท้ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดสามกอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐานร่วมกับแบบฝึกการอ่านคำควบกล้ำแท้ จำนวน 7 แผน รวมเวลา 12 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบความสามารถในการอ่านคำควบกล้ำแท้ จำนวน 1 ฉบับ รวม 20 คำ และ 3) สื่อเกมเพื่อส่งเสริมการอ่านคำควบกล้ำแท้ ได้แก่ เกมบันไดงูคำควบกล้ำแท้ เกมเซียมซีคำควบกล้ำแท้ เกม UNO คำควบกล้ำแท้ เกมบิงโกคำควบกล้ำแท้ และเกม Spot It คำควบกล้ำแท้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยควอไทล์ และสถิติทดสอบแบบวิลคอกซัน (Wilcoxon Matched Pairs Signed-Ranks Test)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการอ่านคำควบกล้ำแท้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐานร่วมกับแบบฝึกการอ่านคำควบกล้ำแท้ อยู่ในระดับดี และ 2) ความสามารถในการอ่านคำควบกล้ำแท้ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐานร่วมกับแบบฝึกการอ่านคำควบกล้ำแท้ เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการอ่านคำควบกล้ำแท้ของนักเรียนระดับประถมศึกษา</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> บิสมิลลาห์ วาแล๊ะ พัชยากรณ์ พูลเกตุ โสภณ ชัยวัฒนกุลวานิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 155 164 การพัฒนาครูต้นแบบยกระดับทักษะการสอนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของครู สำหรับศตวรรษที่ 21 บนฐานชุมชนการเรียนรู้ของวิชาชีพครูในโรงเรียนจังหวัดสุรินทร์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3214 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูต้นแบบยกระดับทักษะการสอนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของครู 2) สร้างเครือข่ายชุมชนการเรียนรู้ PLC ของครูในโรงเรียนจังหวัดสุรินทร์ และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาทักษะการสอนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของครูและการเรียนการสอนสำหรับศตวรรษที่ 21 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ดำเนินการเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการ 2) การออกแบบแนวทางการพัฒนา 3) การพัฒนาและดำเนินการ และ 4) การประเมินผลและสังเคราะห์แนวทางการพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ จำนวน 40 คน จาก 27 โรงเรียน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง แบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนาทักษะการสอนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และแบบทดสอบวัดทักษะการสอนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของครู สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีชนิดสองกลุ่มไม่อิสระกัน (Dependent Samples t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ทักษะการสอนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของครูหลังการพัฒนา ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 24.53, S.D. = 1.87) สูงกว่าก่อนการพัฒนา ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" /> = 14.28, S.D. = 3.49) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</li> <li>การพัฒนาเครือข่าย PLC ทำให้ครูเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม และนำไปสู่การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ</li> <li>ได้แนวทางการพัฒนาทักษะการสอนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของครูบนฐาน PLC ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน การสะท้อนคิด และการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ ผลการสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาทักษะการสอนเทคโนโลยีดิจิทัล มีดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและระดับสมรรถนะจริงของครู 2) ดำเนินการในลักษณะบูรณาการ 3) มุ่งเน้นการอบรมเชิงปฏิบัติการที่เชื่อมโยงกับการสอนจริง 4) พัฒนาทักษะการสอนผ่านชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพ (PLC) และ 5) ติดตาม วัดและประเมินผล และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง</li> </ol> ประฎิชญา สร้อยจิตร สุพัตรา วะยะลุน วิภาวดี มูลไชยสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 165 173 ความสามารถในการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1: กรณีศึกษาโรงเรียนป่าตาลบ้านธิพิทยา จังหวัดลำพูน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3229 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนป่าตาลบ้านธิพิทยา จังหวัดลำพูน โดยประเมินตามกรอบแนวคิด Claim–Evidence–Reasoning (CER) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 38 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือวิจัยเป็นแบบวัดความสามารถในการสร้างคำอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ จำนวน 3 สถานการณ์ ได้แก่ การถ่ายโอนความร้อน แรงเสียดทาน และความชื้น การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการสร้างคำอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์รวมเท่ากับ 5.66 จากคะแนนเต็ม 18 คะแนน อยู่ในระดับควรปรับปรุง นักเรียนร้อยละ 86.84 อยู่ในระดับดังกล่าว เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ พบว่า ด้านข้อกล่าวอ้าง มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านหลักฐาน และต่ำที่สุด คือ ด้านการให้เหตุผล นอกจากนี้ยังพบว่า บริบทของสถานการณ์มีอิทธิพลต่อผลการตอบ โดยสถานการณ์ที่เป็นรูปธรรมและใกล้ตัวช่วยให้ผู้เรียนสร้างคำอธิบายได้ดีกว่าสถานการณ์ที่มีความเป็นนามธรรมสูง ผลการวิจัยสะท้อนถึงความจำเป็นของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการสร้างคำอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างมีโครงสร้างและชัดเจน เพื่อพัฒนาทักษะการอ้างอิง หลักฐาน และการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน</p> อรพรรณ ศรีไม้ ทรงพล ผดุงพัฒนากูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 174 184 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค Think-Write-Pair-Share (TWPS) ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่อง ดอกเบี้ยและมูลค่าของเงิน เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3386 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและวิเคราะห์สภาพปัญหาเกี่ยวกับความต้องการของนักเรียนในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค Think-Write-Pair-Share (TWPS) ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่พัฒนาขึ้น และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/15 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล จำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบร่วมมือที่พัฒนาขึ้น 2) คู่มือการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ 4) แบบวัดความสามารถด้านการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 5) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6) แบบสอบถามความต้องการของนักเรียนในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ และ 7) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent samples t-test)<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ข้อมูลพื้นฐานและการวิเคราะห์สภาพปัญหาเกี่ยวกับความต้องการของนักเรียนในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ด้านนักเรียน นักเรียนให้ความสำคัญกับการเรียนรู้โดยต้องมีการสรุปเนื้อหาหลังการเรียนรู้แต่ละเรื่อง ต้องการคำแนะนำและความช่วยเหลือ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อน ๆ และครู ด้านครู นักเรียนต้องการให้ครูนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ มีการทบทวนเนื้อหาเดิมก่อนเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ นำเนื้อหาที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันมาจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ครูควรมีการให้คะแนนแบบกลุ่มมากกว่าแบบคู่และรายบุคคล และควรจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนได้พึ่งพากัน สภาพปัญหามาจาก 2 ประเด็นหลัก คือ 1) ด้านครู และ 2) ด้านนักเรียน <br />2. รูปแบบของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบร่วมมือที่พัฒนาขึ้น มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) หลักการ แนวคิด ทฤษฎีพื้นฐาน 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมความพร้อม ขั้นที่ 2 ขั้นดำเนินกิจกรรม ขั้นที่ 3 ขั้นอภิปรายและสรุปผล ขั้นที่ 4 ขั้นนำความรู้ไปใช้ และขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล 4) การวัดและประเมินผล และ 5) ปัจจัย ที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบร่วมมือ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.87/83.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้<br />3. ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบร่วมมือที่พัฒนาขึ้น พบว่า <br />3.1 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังได้รับการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />3.2 นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />4. ความพึงพอใจของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.70, S.D. = 0.39)<br /><br /></p> รุจิพัชญ์ อรุวีวัฒนานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 185 198 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับแผนผังความคิด เพื่อเสริมสร้างการอ่านจับใจความและการเขียนสรุปความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3373 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับแผนผังความคิด เพื่อเสริมสร้างการอ่านจับใจความและการเขียนสรุปความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนสรุปความของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ และ 4) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแป้นสามัคคีราษฎร์บำรุง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 11 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับแผนผังความคิด 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนสรุปความ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์กัน (Dependent samples t-test)<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 78.14/79.98 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 75/75<br />2. ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />3. ความสามารถในการเขียนสรุปความของนักเรียนหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" /> = 4.59, S.D. = 0.69)</p> วิภาวรรณ รันชิตโคตร สำราญ กำจัดภัย จินดา ลาโพธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 199 209 ผลการเรียนแบบสืบเสาะที่ขับเคลื่อนด้วยกลวิธีโต้แย้งต่อความสามารถในการให้เหตุผล เชิงวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3509 <p>มัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการเรียนแบบสืบเสาะที่ขับเคลื่อนด้วยกลวิธีโต้แย้งระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการเรียนแบบสืบเสาะที่ขับเคลื่อนด้วยกลวิธีโต้แย้งหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการเรียนแบบสืบเสาะที่ขับเคลื่อนด้วยกลวิธีโต้แย้งระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการเรียนแบบสืบเสาะที่ขับเคลื่อนด้วยกลวิธีโต้แย้งหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4/2 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดหนองคาย จำนวน 24 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะที่ขับเคลื่อนด้วยกลวิธีโต้แย้ง 2) แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบ Dependent t-test และ One Sample t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> ธิดาพร วงษ์จันทา ชาติชาย ม่วงปฐม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 210 222 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับการใช้แผนภาพความคิดเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจและการเขียนเรื่องตามจินตนาการ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3606 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับการใช้แผนภาพความคิด ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาประสิทธิผลของกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ให้มีดัชนีประสิทธิผลผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 50 ขึ้นไป 3) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 4) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเรื่องตามจินตนาการ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านคำตานา (อรัญวาสวิทยา) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวนนักเรียน 10 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับการใช้แผนภาพความคิด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 4) แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนเรื่องตามจินตนาการ และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test ชนิด Dependent Samples<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับการใช้แผนภาพความคิด เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและการเขียนเรื่องตามจินตนาการ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.08/89.25 ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80<br />2. กิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิผลร้อยละ 82 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานมากกว่าร้อยละ 50<br />3. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />4. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเรื่องตามจินตนาการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />5. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.59, S.D. = 0.51)<br /><br /></p> ไพลิน จันเต็ม ธนานันต์ กุลไพบุตร พจมาน ชำนาญกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 223 236 การศึกษาทักษะการคิดแก้ปัญหาและความฉลาดรู้ทางสารสนเทศ โดยใช้รูปแบบ การจัดการเรียนรู้แบบเปิดร่วมกับเทคนิคการให้ข้อมูลย้อนกลับแบบหมุนเวียน รายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนขามแก่นนคร https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3433 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดผลหลังการทดลองเพียงครั้งเดียว (One-Shot Case Study Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบเปิดร่วมกับเทคนิคการให้ข้อมูลย้อนกลับแบบหมุนเวียน รายวิชาสังคมศึกษา ที่มีต่อทักษะการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์คะแนนเฉลี่ยและจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 2) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบเปิดร่วมกับเทคนิคการให้ข้อมูลย้อนกลับแบบหมุนเวียน รายวิชาสังคมศึกษา ที่มีต่อความฉลาดรู้ทางสารสนเทศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์คะแนนเฉลี่ยและจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบเปิด ร่วมกับเทคนิคการให้ข้อมูลย้อนกลับแบบหมุนเวียน รายวิชาสังคมศึกษา โรงเรียนขามแก่นนคร กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/5 โรงเรียนขามแก่นนคร ที่กำลังศึกษาอยู่ใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือในการวิจัย ประกอบไปด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน 2) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดแก้ปัญหา 3) แบบทดสอบวัดความฉลาดรู้ทางสารสนเทศ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ทักษะการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 73.31 และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 76.47 ของนักเรียนทั้งหมด</li> <li>ความฉลาดรู้ทางสารสนเทศของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้ เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 72.13 และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 73.53 ของนักเรียนทั้งหมด</li> <li>นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบเปิดร่วมกับเทคนิคการให้ข้อมูลย้อนกลับแบบหมุนเวียน อยู่ในระดับมาก</li> </ol> ณัฐภัทร กาญจนรังสิชัย มณฑา ชุ่มสุคนธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 18 51 237 250