วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci <div class="card-text"><strong><img src="https://so16.tci-thaijo.org/public/site/images/journalrcisnru/jci-1c96cd7e856e73c1fce768506c8218f4.jpg" /></strong></div> <div class="card-text"><strong>วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร <br />Academic Journal of Curriculum and Instruction <br />Sakon Nakhon Rajabhat University</strong></div> <div class="card-text"> </div> <div class="card-text">วารสารฐาน TCI กลุ่ม 2 Thai Journal Citation Index (TCI) 2<br />ISSN : 2985-1963 (Print)<br />ISSN : 2985-1971 (Online)<br /><br /></div> <div class="card-text"><strong>วัตถุประสงค์</strong> <ul> <li>เพื่อเผยแพร่บทความทางวิชาการ งานวิจัย และบทความวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ</li> <li>เพื่อเป็นเวทีทางวิชาการให้นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้สนใจได้เผยแพร่ความรู้ทางวิชาการงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์อื่น ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการสรรค์สร้างองค์ความรู้ทางด้านหลักสูตรและการสอนสู่สังคม</li> </ul> <p><strong>ขอบเขต</strong></p> <p>รับตีพิมพ์บทความทางการศึกษา การเรียนการสอน อาทิเช่น หลักสูตรและการสอน (Curriculum and Instruction) วิจัยหลักสูตรและการสอน (Research of Curriculum and Instruction) การวัดและประเมินผลการศึกษา (Measurement and Evaluation) การวิจัยและพัฒนาหลักสูตร (Curriculum Research and Development) วิทยาศาสตรศึกษา (Science Education) การสอนวิทยาศาสตร์ (Teaching Science) การสอนคณิตศาสตร์ (Mathematics) การวิจัยและพัฒนาการศึกษา (Educational Research and Development) การสอนภาษาอังกฤษ (Teaching English) การสอนสังคมศึกษา (Teaching Social Studies) และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา (Other)</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่: 3 ฉบับ/ปี</strong><br />ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน เผยแพร่ พฤษภาคม<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม เผยแพร่ กันยายน<br />ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม เผยแพร่ มกราคม</p> <p><strong>ประเภทของการ Peer Review</strong></p> <p>ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และ ผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน (Double-blind peer review)</p> <p><strong>ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ</strong></p> <p>ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินบทความ (Peer Review) จำนวน 3 ท่านต่อบทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียม</strong><br />เปิดรับบทความทั้งจากบุคคลภายในและบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร <br />บุคคลภายใน ต้องชำระค่าขอตีพิมพ์ในวารสาร 2,500 บาท ต่อ 1 บทความ <br />บุคคลภายนอก ต้องชำระค่าขอตีพิมพ์ในวารสาร 3,000 บาท ต่อ 1 บทความ</p> </div> Sakon Nakhon Rajabhat University th-TH วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2985-1963 การพัฒนาหลักสูตรบูรณาการการต้านทุจริตศึกษา สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3882 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพหลักสูตรบูรณาการการต้านทุจริตศึกษา สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น 3) เปรียบเทียบความตระหนักรู้ต่อการต้านทุจริตของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านดอนเสียด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 17 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) หลักสูตรบูรณาการการต้านทุจริตศึกษา 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบวัดความตระหนักรู้ต่อการต้านทุจริต และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีชนิดกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์ (One-sample t-test) การทดสอบค่าทีชนิดกลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>หลักสูตรบูรณาการที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) หลักการและเหตุผล 2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 3) โครงสร้าง/เนื้อหาของหลักสูตร 4) คำอธิบายรายวิชา 5) ผลการเรียนรู้ 6) แนวทางการจัดการเรียนรู้ 7) สื่อและแหล่งเรียนรู้ และ 8) การวัดและประเมินผล โดยมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.68/81.57 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยหลักสูตรสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ความตระหนักรู้ต่อการต้านทุจริตของนักเรียนหลังเรียนด้วยหลักสูตรสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยหลักสูตรอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.52, S.D. = 0.51)</li> </ol> นุษบา เวฬุวนารักษ์ พจมาน ชำนาญกิจ ธนานันต์ กุลไพบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 1 14 ผลการเรียนการสอนตามแนวคิดกิจกรรมเป็นฐานเสริมด้วยเทคนิคโฟนิกส์ ต่อความสามารถในการอ่านออกเสียงและการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3515 <p>ประถมศึกษา ปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดกิจกรรมเป็นฐานเสริมด้วยเทคนิคโฟนิกส์ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เปรียบเทียบการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น และ 4) เปรียบเทียบการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 27 จังหวัดหนองคาย จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น จำนวน 6 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ จำนวน 6 ข้อ และแบบทดสอบการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่อิสระ และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความสามารถในการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70</p> ริรัญญา สันประเทียบ ชาติชาย ม่วงปฐม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 15 26 การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้สะตีมศึกษา เรื่อง รูปเรขาคณิตสามมิติ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3202 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้สะตีมศึกษา เรื่อง รูปเรขาคณิตสามมิติ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีรูปแบบการวิจัยแบบ PAOR จำนวน 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านนาดี ตำบลโพธิไพศาล อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร มีจำนวนทั้งสิ้น 12 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน แบบประเมินทักษะการคิดสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 1) ความคิดริเริ่ม 2) ความคิดยืดหยุ่น 3) ความคิดคล่องแคล่ว และ 4) ความคิดละเอียดลออ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้สะตีมศึกษา เรื่อง รูปเรขาคณิตสามมิติ มีทักษะการคิดสร้างสรรค์อยู่ในเกณฑ์ดี มีค่าเฉลี่ย ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />) รวมเท่ากับ 11.04 จากคะแนนเต็ม 16 โดยคะแนนด้านความคิดริเริ่มมีคะแนนสูงที่สุด ตามด้วยความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น และความคิดละเอียดละออตามลำดับ</p> เกรียงไกร พิลาลัย นาฏยาพร บุญเรือง จุฬาพร พลรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 27 40 การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและความฉลาดรู้การเงินด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐาน (SBL) ร่วมกับเทคนิค GROW Model ในรายวิชาสังคมศึกษา ส15101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3591 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐาน (SBL) ร่วมกับเทคนิค GROW Model ในรายวิชาสังคมศึกษา ส15101 โดยนักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาระดับดีขึ้นไป และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป และ 2) พัฒนาความฉลาดรู้การเงิน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐาน (SBL) ร่วมกับเทคนิค GROW Model ในรายวิชาสังคมศึกษา ส15101 โดยนักเรียนมีความฉลาดรู้การเงินระดับดีขึ้นไป และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนบ้านนาอุดม ที่กำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 8 คน โดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยใช้วิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองปฏิบัติ คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐาน (SBL) ร่วมกับเทคนิค GROW Model 2) เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ แบบบันทึกผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสัมภาษณ์นักเรียน แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาท้ายวงจร และแบบวัดความฉลาดรู้การเงินท้ายวงจร 3) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา และแบบวัดความฉลาดรู้การเงิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาระดับดี โดยมีคะแนนเฉลี่ยทั้งชั้นเรียน คือ 11.00 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.72 และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 75.00</li> <li>นักเรียนมีความฉลาดรู้การเงินระดับดี โดยมีคะแนนเฉลี่ยทั้งชั้นเรียน คือ 11.37 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.82 และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 87.50</li> </ol> พิมพ์ชนก มุกดาประกร อังคณา ตุงคะสมิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 41 53 การพัฒนาหลักสูตรการใช้โซเชียลมีเดียอย่างปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัยในชุมชนท้องถิ่น https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3943 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการ และพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของผู้สูงวัยในชุมชน 2) ออกแบบและพัฒนาหลักสูตรการใช้โซเชียลมีเดียอย่างปลอดภัยให้สอดคล้องกับบริบทผู้สูงวัย และ 3) ทดลองใช้หลักสูตรดังกล่าว การวิจัยเป็นแบบวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงวัย จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม หลักสูตร แบบทดสอบความรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้สูงวัยมีปัญหาในการใช้เครื่องมือ การรู้เท่าทันข่าวปลอม และการจัดการรหัสผ่าน โดยมีความต้องการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อการสื่อสาร การรับข่าวสาร และความบันเทิง ใช้งานเป็นประจำทุกวันผ่านสมาร์ทโฟน โดยแพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ ไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และติ๊กต็อก 2) ผลการออกแบบหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย การใช้โซเชียลมีเดียอย่างปลอดภัย และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างภาพโดยไม่ใช้ข้อมูลส่วนตัว โดยหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย แนวคิดและหลักการ วัตถุประสงค์ โครงสร้างและเนื้อหา กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ พบว่า หลักสูตรมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงวัย 3) ผลการทดลองใช้หลักสูตร ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรในระดับมากที่สุด</p> ปิยภัทร โกษาพันธุ์ อัจฉริยา เหล่าศิริ กชกร เจตินัย ปิยกนิฏฐ์ โชติวนิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 54 64 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ร่วมกับเกมการศึกษา เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3947 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ร่วมกับเกมการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านกุตาไก้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 27 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ร่วมกับเกมการศึกษา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คู่มือการใช้แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว (One sample t-test) และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียวไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Sample t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ร่วมกับเกมการศึกษา มีประสิทธิภาพ 75.30/78.89 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้</li> <li>ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 ที่ตั้งไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ความพึงพอใจต่อการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.91, S.D. = 0.07)</li> </ol> สิริรัตน์ วรัญญานนท์ ปุณฑริกา น้อยนนท์ พัทธนันท์ ชมภูนุช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 65 78 การพัฒนาความสามารถการเขียนเรื่องตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ร่วมกับแบบฝึกการเขียนเรื่องจากภาพ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3863 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกการเขียนเรื่องจากภาพร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถการเขียนเรื่องตามจินตนาการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับแบบฝึกการเขียนเรื่องจากภาพ และ 3) เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับแบบฝึกการเขียนเรื่องจากภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 20 คน จาก 2 โรงเรียน ประกอบด้วยนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าไม้งาม จำนวน 9 คน และนักเรียนโรงเรียนวัดบึงบอน จำนวน 11 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย จำนวน 6 แผน ผลการประเมินมีความเหมาะสม ระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.89, S.D. = 0.66) 2) แบบฝึกการเขียนเรื่องจากภาพ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถการเขียนเรื่องตามจินตนาการ มีค่าความยาก ระหว่าง 0.63–0.76 ค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง 0.56–0.60 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.78 และ 4) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ มีค่าความยาก ระหว่าง 0.40–0.70 ค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง 0.30–0.40 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.78 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระจากกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกการเขียนเรื่องจากภาพด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.74/90.96 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความสามารถการเขียนเรื่องตามจินตนาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความคิดสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วัชรา ปานแก้ว อ้อมธจิต แป้นศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 79 91 การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงและการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาที่มีภาวะบกพร่องในการเรียนรู้ด้านการอ่าน โดยใช้เทคนิคการจำเป็นภาพร่วมกับสื่อประสมและเพื่อนช่วยเพื่อน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3849 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการด้านทักษะการอ่านออกเสียงและการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หลังเรียน ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่มีภาวะบกพร่องในการเรียนรู้ด้านการอ่าน โดยใช้เทคนิคการจำเป็นภาพร่วมกับสื่อประสมและกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 โรงเรียนบ้านหนองหมื่นถ่าน-หนองยาง สังกัด สพป.ร้อยเอ็ด เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 13 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการ 6 วงรอบ โดยใช้วิธีการสอนแบบ Pre-While-Post เพื่อฝึกทักษะการอ่านและการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน 2) แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านออกเสียงและการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และ 3) แบบวัดความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (G)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนทั้ง 13 คน มีพัฒนาการด้านทักษะการอ่านออกเสียงและการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกวงรอบ คิดเป็นร้อยละ 100 2) คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100 แสดงถึงความก้าวหน้าของผู้เรียน และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการจำเป็นภาพร่วมกับสื่อประสมและกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.55 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.54</p> อนงค์นาฎ หลังสันเทียะ วิจิตรา วงศ์อนุสิทธิ์ ปุณฑริกา น้อยนนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 92 106 การพัฒนาหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม เรื่อง ผลิตภัณฑ์ดอกไม้จากไม้ไผ่ ตามแนวคิดการเรียนรู้ โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหนองผือเทพนิมิต https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2412 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม เรื่อง ผลิตภัณฑ์ดอกไม้จากไม้ไผ่ ตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหนองผือเทพนิมิต ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดอกไม้จากไม้ไผ่ของนักเรียนก่อนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบทักษะการปฏิบัติงานผลิตภัณฑ์ดอกไม้จากไม้ไผ่ของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 80 4) เปรียบเทียบความตระหนักเห็นคุณค่าวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักเรียนก่อนและหลังเรียน และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหนองผือเทพนิมิต ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม คู่มือการใช้หลักสูตร แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 13 แผน รวมเวลา 20 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดอกไม้จากไม้ไผ่ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติงาน แบบวัดความตระหนักเห็นคุณค่าวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ชื่อหลักสูตร หลักการและเหตุผล หลักการของหลักสูตร จุดมุ่งหมายของหลักสูตร สมรรถนะของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ คุณภาพของผู้เรียน คำอธิบายรายวิชา ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ โครงสร้างรายวิชา แนวทางการจัดการเรียนรู้ สื่อและแหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ โดยมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.99/81.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ คือ 80/80</li> <li>ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดอกไม้จากไม้ไผ่ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ทักษะการปฏิบัติงานผลิตภัณฑ์ดอกไม้จากไม้ไผ่ของนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 98.60 คะแนน จากคะแนนเต็ม 120 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ความตระหนักเห็นคุณค่าวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.81, S.D. = 0.34)</li> </ol> พระครูสุตอินทรังษี พจมาน ชำนาญกิจ พัทธนันท์ ชมภูนุช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 107 119 การพัฒนาหลักสูตรระยะสั้น เรื่องการจัดการและการผลิตปลานิลในกระชังอย่างยั่งยืน: การจัดการด้านอาหารปลานิล สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3458 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบประสิทธิภาพของหลักสูตรระยะสั้น เรื่องการจัดการและการผลิตปลานิลในกระชังอย่างยั่งยืน ด้านการจัดการด้านอาหารปลานิล ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 75/75 2) เปรียบเทียบความรู้การจัดการด้านอาหารปลานิล ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษาที่เรียนด้วยหลักสูตรระยะสั้น 3) เปรียบเทียบทักษะปฏิบัติการจัดการด้านอาหารปลานิล กับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษา หลังเรียนด้วยหลักสูตรระยะสั้น กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคปกติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จำนวน 30 คน ที่ได้มาด้วยการเลือกแบบสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย หลักสูตรระยะสั้น จำนวน 40 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดความรู้ แบบประเมินทักษะปฏิบัติ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ชนิด Dependent Sample t-test และชนิด One sample t-test<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. หลักสูตรระยะสั้น เรื่องการจัดการและการผลิตปลานิลในกระชังอย่างยั่งยืน: การจัดการด้านอาหารปลานิล ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย ความเป็นมาของหลักสูตร หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล และหลักสูตรระยะสั้น มีประสิทธิภาพ 82.23/83.53 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75 <br />2. นักศึกษามีความรู้การจัดการด้านอาหารปลานิล มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />3. ทักษะปฏิบัติการจัดการด้านอาหารปลานิล ของนักศึกษาสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 <br />4. ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อหลักสูตรระยะสั้น อยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.65)</p> อรัญ บุตรนา ทรงทรัพย์ อรุณกมล จิราภรณ์ สุมังคะ เมธาวี ศรีสิงห์ หัสดินทร์ ฤทธิ์ทรงเมือง อรอนงค์ ขันเดช นิศาชล ภาวงศ์ ศราวุธ ปัญญาสาร จารุวัฒน์ สุขขา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 120 128 การวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะการพูดนำเสนอภาษาอังกฤษของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับแอพพลิเคชัน TikTok https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/4195 <p>โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับแอปพลิเคชัน TikTok ผ่านกระบวนการวิจัยปฏิบัติการ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ การวิจัยปฏิบัติการครั้งนี้แบ่งเป็น 5 วงรอบ ประกอบด้วย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละวงรอบตามลำดับ ดังนี้ วงรอบที่ 1 กิจกรรม “Introduction to Oral Presentation” ในสถานการณ์ “Love” วงรอบที่ 2 กิจกรรม “Expressing Ideas in Oral Presentation” ในสถานการณ์ “Dream” วงรอบที่ 3 กิจกรรมการเรียนรู้ “Persuasive Oral Presentation” ในสถานการณ์ “Motivation” วงรอบที่ 4 กิจกรรม “Complete Oral Presentation” ในสถานการณ์ “Improving English Skills” และ วงรอบที่ 5 กิจกรรม “Summative Oral Presentation Performance” ในสถานการณ์ “Improving English Skills” กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร จำนวน 15 คน ได้มาโดยวิธีสมัครใจ (Voluntary Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับแอปพลิเคชัน TikTok แบบประเมินทักษะการพูดนำเสนอภาษาอังกฤษ และแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับแอปพลิเคชัน TikTok ผ่านกระบวนการวิจัยปฏิบัติการ สามารถพัฒนาทักษะการพูดนำเสนอภาษาอังกฤษของนักเรียนได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในวงรอบสุดท้าย นักเรียนทุกคน (ร้อยละ 100) มีทักษะการพูดนำเสนอภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม</li> <li>นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.95, S.D. = 0.15)</li> </ol> พลชา ประยูรเสาวภาคย์ สำราญ กำจัดภัย วิจิตรา วงศ์อนุสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 129 142 การพัฒนาสมรรถนะอาชีพด้วยดิจิทัลเพื่อผู้สูงอายุในจังหวัดเพชรบูรณ์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3534 <p>การศึกษาครั้งนี้กำหนดเป้าหมายไว้ 3 ด้านหลัก กล่าวคือ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรสมรรถนะอาชีพด้วยดิจิทัลเพื่อผู้สูงอายุในจังหวัดเพชรบูรณ์ 2) เพื่อทดลองใช้หลักสูตร ในประเด็นต่อไปนี้ 2.1) เพื่อเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมรรถนะดิจิทัลของผู้สูงอายุระหว่างก่อนและภายหลังการฝึกอบรม 2.2) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะอาชีพด้วยดิจิทัลของผู้สูงอายุหลังการฝึกอบรมกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมที่มีต่อการฝึกอบรมโดยใช้หลักสูตรสมรรถนะอาชีพด้วยดิจิทัล กระบวนการดำเนินงานใช้แนวทางการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ ตามลำดับ โดยระยะที่ 1 การสร้างและตรวจสอบหลักสูตรสมรรถนะอาชีพด้วยดิจิทัลเพื่อผู้สูงอายุในจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้วิจัยได้สร้างและจัดเตรียมคู่มือประกอบหลักสูตรให้ครอบคลุมแผนการจัดการเรียนรู้ทั้งหมด 6 แผน รวมเวลา 24 ชั่วโมง และให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน พิจารณาความเหมาะสม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบวัดความเหมาะสม คู่มือปฏิบัติ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ และแบบประเมินทักษะดิจิทัล สำหรับผู้สูงอายุในจังหวัดเพชรบูรณ์ ระยะที่ 2 ทดลองใช้หลักสูตรกับกลุ่มผู้สูงอายุที่คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 30 คน โดยใช้แบบแผนการทดสอบแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง ระยะที่ 3 ประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมการฝึกอบรม โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีชนิดกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์ และการทดสอบค่าทีชนิดสองกลุ่มไม่อิสระกัน</p> <p><strong> </strong>ผลการดำเนินการวิจัยสรุปได้ว่า 1. หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมีโครงสร้างประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 8 ส่วน คือ บริบทและที่มาของหลักสูตร หลักการพื้นฐาน เป้าหมายและจุดมุ่งหมาย โครงสร้างหลักสูตร รูปแบบกิจกรรมการฝึก กรอบระยะเวลา สื่อและเทคโนโลยีการสอน และระบบการวัดและประเมินผล จากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน พบว่า หลักสูตร ได้รับการประเมินในภาพรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.32, S.D. = 0.13) 2. ผลการทดลองใช้หลักสูตร 2.1) ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมรรถนะดิจิทัลของผู้สูงอายุ หลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการฝึกอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) สมรรถนะอาชีพด้วยดิจิทัลของผู้สูงอายุหลังการฝึกอบรมมีคะแนนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3. ผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจต่อการฝึกอบรมโดยใช้หลักสูตรสมรรถนะอาชีพด้วยดิจิทัล ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.57, S.D. = 0.45)</p> กฤษฏิ์พนธ์ พรรณรัตนชัย ธนวัฒน์ เฉลิมพงษ์ ภัทธาวุธ วงศ์ศักดิ์ โกศล พิทักษ์สัตยาพรต กานต์ อัมพานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 143 153 จิตวิญญาณความเป็นครูของนักศึกษาสาขาพลศึกษา มหาวิทยาลัย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/4228 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับจิตวิญญาณความเป็นครูของนักศึกษาสาขาพลศึกษา 2) เปรียบเทียบระดับจิตวิญญาณความเป็นครูของนักศึกษาสาขาพลศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นครูของนักศึกษาสาขาพลศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาพลศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตอ่างทอง จำนวน 167 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบวัดระดับจิตวิญญาณความเป็นครู สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่มอิสระกัน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) นักศึกษาสาขาพลศึกษา มีระดับจิตวิญญาณความเป็นครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับจิตวิญญาณความเป็นครูของนักศึกษาสาขาพลศึกษาที่มีเพศแตกต่างกันโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) ระดับจิตวิญญาณความเป็นครูนักศึกษาสาขาพลศึกษาที่มีชั้นปีการศึกษาที่แตกต่างกัน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) แนวทางการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นครูของนักศึกษาสาขาพลศึกษา ได้แก่ 1) การปรับกระบวนทัศน์ภายใน 2) การลงมือปฏิบัติและเรียนรู้จากประสบการณ์ และ 3) การแสวงหาการสนับสนุนและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง</p> ณรัช เจริญศิลป์ สุริยัณย์ หัวหิน วัชรินทร์ ถนัดไร่ วรวิทย์ เกิดสวัสดิ์ ณภิญา เจริญศิลป์ กมลรัตน์ วงศ์ถามาตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 154 163 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิต โดยใช้รูปแบบวัฏจักร การเรียนรู้ 7E ร่วมกับชุดฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/4066 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิต โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E ร่วมกับชุดฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น 3) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านทรายมูลคำผักแพว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 9 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ชนิด Dependent Samples</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีค่าเท่ากับร้อยละ 79.20/80.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น อยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.70, S.D. = 0.16)</li> </ol> อภิสิทธิ์ ศรีดี สำราญ กำจัดภัย พจมาน ชำนาญกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 164 176 ศึกษาการใช้ ChatGPT ในการสืบเสาะหาความรู้เพื่อโครงงานภาษาอังกฤษ ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/1931 <p>งานวิจัยนี้มีเป้าหมายสำคัญสามประการ ได้แก่ 1) ศึกษาความสามารถของ ChatGPT ในการช่วยนักศึกษาสืบเสาะข้อมูลและเขียนโครงงานภาษาอังกฤษ 2) สำรวจทัศนคติของนักศึกษาต่อการใช้ ChatGPT ในกระบวนการทำงาน และ 3) ประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้ ChatGPT ในรายวิชา English Project Work วิธีการวิจัยเชิงปริมาณถูกนำมาใช้ โดยการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามซึ่งวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย นักศึกษาสาขาวิชาเอกภาษาอังกฤษ จำนวน 53 คน ซึ่งลงทะเบียนเรียนในรายวิชาสืบเสาะความรู้เขียนโครงงานภาษาอังกฤษ ในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 การเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลรวมถึงแบบสอบถามและคำถามปลายเปิด</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ChatGPT มีประสิทธิภาพสูงในการช่วยนักศึกษาสืบค้นข้อมูล โดยคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.18 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.84 ทัศนคติของนักศึกษาต่อการใช้ ChatGPT อยู่ในระดับสูง โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.20 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.81 ขณะที่ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้ ChatGPT อยู่ในระดับสูงเช่นกัน โดยคะแนนเฉลี่ย 3.87 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.84 ผลการศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการใช้ ChatGPT ในรายวิชา English Project Work สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้และการพัฒนาโครงงานภาษาอังกฤษของนักศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> ฟ้า แคมเบล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 177 183 การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีน โดยใช้กิจกรรมจับคู่ เพื่อฝึกอ่านออกเสียงคำศัพท์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/4167 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมจับคู่เพื่อฝึกอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 70/70 2) เปรียบเทียบคะแนนทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เปรียบเทียบคะแนนทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีนก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น การวิจัยนี้ใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 9 โรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมจับคู่เพื่อฝึกอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีน จำนวน 4 แผน มีคุณภาพอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด 2) แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีน จำนวน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความยากง่ายระหว่าง 0.40-0.80 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.22-0.75 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.67–1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมจับคู่เพื่อฝึกอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีน มีประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 71.00/75.50 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 70/70 ที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนมีคะแนนทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีนหลังเรียนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 75.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีคะแนนทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.49, S.D. = 0.74)</p> ธนัญกิตติพัฒน์ คงทรง ชนากานต์ ขำดำรงเกียรติ ณิชกานต์ เสนามาตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 184 193 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/4076 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ตามกระบวนการ PAOR จำนวน 2 วงจร กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาดี ตำบลโพธิไพศาล อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบสัมภาษณ์รายบุคคล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระจากกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีพัฒนาการด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยในวงจรที่ 1 มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 12.50) และเพิ่มขึ้นเป็นระดับดีมากในวงจรที่ 2 ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 16.10) ขณะที่พฤติกรรมการเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากระดับพอใช้ ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 7.60) เป็นระดับดีมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 9.70) นอกจากนี้ ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 12.50 เป็น 24.70 คะแนน และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 รวมทั้งผลการสัมภาษณ์สะท้อนว่านักเรียนมีความเข้าใจเนื้อหา สามารถคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้อย่างเป็นขั้นตอน และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น</p> เยาวลักษณ์ โพติยะ จุฬาพร พลรักษ์ ศรีสุดา ด้วงโต้ด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 18 52 194 201