https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/issue/feed
วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
2026-01-19T14:46:24+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.สำราญ กำจัดภัย
journal.rcisnru@gmail.com
Open Journal Systems
<div class="card-text"><strong><img src="https://so16.tci-thaijo.org/public/site/images/journalrcisnru/jci-1c96cd7e856e73c1fce768506c8218f4.jpg" /></strong></div> <div class="card-text"><strong>วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร <br />Academic Journal of Curriculum and Instruction <br />Sakon Nakhon Rajabhat University</strong></div> <div class="card-text"> </div> <div class="card-text">วารสารฐาน TCI กลุ่ม 2 Thai Journal Citation Index (TCI) 2<br />ISSN : 2985-1963 (Print)<br />ISSN : 2985-1971 (Online)<br /><br /></div> <div class="card-text"><strong>วัตถุประสงค์</strong> <ul> <li>เพื่อเผยแพร่บทความทางวิชาการ งานวิจัย และบทความวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ</li> <li>เพื่อเป็นเวทีทางวิชาการให้นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้สนใจได้เผยแพร่ความรู้ทางวิชาการงานวิจัยและผลงานสร้างสรรค์อื่น ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการสรรค์สร้างองค์ความรู้ทางด้านหลักสูตรและการสอนสู่สังคม</li> </ul> <p><strong>ขอบเขต</strong></p> <p>รับตีพิมพ์บทความทางการศึกษา การเรียนการสอน อาทิเช่น หลักสูตรและการสอน (Curriculum and Instruction) วิจัยหลักสูตรและการสอน (Research of Curriculum and Instruction) การวัดและประเมินผลการศึกษา (Measurement and Evaluation) การวิจัยและพัฒนาหลักสูตร (Curriculum Research and Development) วิทยาศาสตรศึกษา (Science Education) การสอนวิทยาศาสตร์ (Teaching Science) การสอนคณิตศาสตร์ (Mathematics) การวิจัยและพัฒนาการศึกษา (Educational Research and Development) การสอนภาษาอังกฤษ (Teaching English) การสอนสังคมศึกษา (Teaching Social Studies) และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา (Other)</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่: 3 ฉบับ/ปี</strong><br />ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน เผยแพร่ พฤษภาคม<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม เผยแพร่ กันยายน<br />ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม เผยแพร่ มกราคม</p> <p><strong>ประเภทของการ Peer Review</strong></p> <p>ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และ ผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน (Double-blind peer review)</p> <p><strong>ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ</strong></p> <p>ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินบทความ (Peer Review) จำนวน 3 ท่านต่อบทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียม</strong><br />เปิดรับบทความทั้งจากบุคคลภายในและบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร <br />บุคคลภายใน ต้องชำระค่าขอตีพิมพ์ในวารสาร 2,500 บาท ต่อ 1 บทความ <br />บุคคลภายนอก ต้องชำระค่าขอตีพิมพ์ในวารสาร 3,000 บาท ต่อ 1 บทความ</p> </div>
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2138
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับเทคนิคการสอนภาษา เพื่อการสื่อสาร รายวิชา ภาษาจีน เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและพูดภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2025-10-05T10:33:38+07:00
สิณี บัวผัน
sinee.bg63@ubru.ac.th
สาวิตรี เถาว์โท
sinee.bg63@ubru.ac.th
สรรพสิริ ส่งสุขรุจิโรจน์
sinee.bg63@ubru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับเทคนิคการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารรายวิชา ภาษาจีน เพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและพูดภาษาจีน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับเทคนิคการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร รายวิชา ภาษาจีน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับเทคนิคการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร รายวิชา ภาษาจีน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนระโนดวิทยา จำนวน 39 คน จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 16 แผน 2) แบบวัดความสามารถทางการฟัง 3) แบบวัดความสามารถทางการพูด 4) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับเทคนิคการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร รายวิชา ภาษาจีน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 96.71/86.41 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75</li> <li>นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้พัฒนาขึ้น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับเทคนิคการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร รายวิชา ภาษาจีน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2366
ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3
2025-10-05T10:38:52+07:00
วิไลวรรณ พันธุ์ไชย์
660426026010@bru.ac.th
วนิดา หอมจันทร์
wanida.hj@live.bru.ac.th
กระพัน ศรีงาน
Kraphan.sr@bru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 2) ตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลปัจจัยเชิงสาเหตุของการรับรู้สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 กับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) ศึกษาอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมที่ส่งผลต่อการรับรู้สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 360 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 มี 3 ตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งเป็นข้อมูลปัจจัยภูมิหลังของครู ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ ปัจจัยแรงจูงใจ ปัจจัยค้ำจุน และปัจจัยภาวะผู้นำทางวิชาการของครู ตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับการรับรู้สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 แบบสอบถามมีค่าอำนาจรายข้อ อยู่ระหว่าง .273-.822 โดยแบบสอบถามปัจจัยภูมิหลังของครู มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .755 แบบวัดปัจจัยแรงจูงใจ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .909 แบบสอบถามปัจจัยค้ำจุนมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .954 แบบสอบถามปัจจัยภาวะผู้นำทางวิชาการของครู มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .936 แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .913 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .803 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ปัจจัยภูมิหลังของครู ปัจจัยแรงจูงใจ ปัจจัยค้ำจุน และปัจจัยภาวะผู้นำทางวิชาการของครู 2) โมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ<sup>2</sup> = 59.420, df = 60, χ<sup>2</sup>/df = .990, p = .549, CFI = 1.000, GFI = .982, RMSEA = .000, AGFI = 0.950 และ SRMR = .050) และ 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 คือ ปัจจัยแรงจูงใจ และปัจจัยภาวะผู้นำทางวิชาการของครู ปัจจัยที่มีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการรับรู้สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 คือ ปัจจัยภูมิหลังของครู และปัจจัยค้ำจุน ซึ่งปัจจัยในโมเดลทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรการรับรู้สมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ได้ร้อยละ 54.70</p>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2275
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม เรื่องการจัดการอาคารชุดสู่ความสำเร็จอย่างมืออาชีพ
2025-10-09T09:30:37+07:00
เพ็ญพิชชา วิชิตพันธ์
patthiraw@yahoo.com
ภัทรธิรา ผลงาม
dr.patthira@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาเนื้อหาสาระที่จำเป็นในหลักสูตรการจัดการอาคารชุดสู่ความสำเร็จอย่างมืออาชีพ 2) พัฒนาหลักสูตรการจัดการอาคารชุดสู่ความสำเร็จอย่างมืออาชีพ และ 3) ตรวจสอบความเหมาะสมของหลักสูตรการจัดการอาคารชุดสู่ความสำเร็จอย่างมืออาชีพ ดำเนินกระบวนการวิจัยด้วยกระบวนการวิจัย และพัฒนาโดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มสนทนา และการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อวิเคราะห์เนื้อหา พัฒนาหลักสูตรและตรวจสอบความเหมาะสมของหลักสูตร</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) เนื้อหาสาระที่จำเป็น ประกอบด้วย 5 หมวด ได้แก่ (1) หลักการและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการอาคารชุด (2) การบริหารจัดการอาคารชุด (3) การเงินและบัญชีสำหรับอาคารชุด (4) การจัดการทรัพยากรมนุษย์และงานบริการ และ (5) ทักษะการสื่อสารและการประสานงาน 2) หลักสูตรที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระ โครงสร้างการเรียนรู้และวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นภาคปฏิบัติควบคู่กับทฤษฎี 3) การตรวจสอบความเหมาะสมของหลักสูตรโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า หลักสูตรมีความเหมาะสมในระดับสูง ในด้านวัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้ และการนำไปใช้ประโยชน์ มีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ เป็นหลักสูตรที่มีประโยชน์ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผู้จัดการอาคารชุดได้จริง โดยได้รับข้อเสนอแนะในการปรับปรุงรายละเอียดด้านวิธีการประเมินผลผู้เรียนและการบูรณาการกรณีศึกษาเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์จริง สรุปได้ว่าหลักสูตรการจัดการอาคารชุดสู่ความสำเร็จอย่างมืออาชีพที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ปฏิบัติงานและสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพด้านการจัดการอาคารชุด อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการอาคารชุดในประเทศไทยอย่างยั่งยืน</p>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2405
การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบโพลยาร่วมกับเทคนิค KWDL ที่มีต่อความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
2025-10-09T09:34:15+07:00
ชุติมา ฤทธิสิงห์
chutima6101@gmail.com
ธารทิพย์ ขุนทอง
65025176010@mail.rru.ac.th
บุษยารัตน์ จันทร์ประเสริฐ
65025176010@mail.rru.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบโพลยาร่วมกับเทคนิค KWDL สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบโพลยาร่วมกับเทคนิค KWDL กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้า ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มา จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 8 แผน มีความเหมาะสมตามผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอยู่ระหว่าง 4.60–5.00 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ แบบอัตนัย จำนวน 12 ข้อ มีค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.55–0.79 ค่าอานาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.26–0.50 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์กัน (Dependent samples t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผ่านการเรียนรู้วิธีการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบโพลยาร่วมกับเทคนิค KWDL มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียน (Mean = 58.35, S.D. = 6.39) สูงกว่าก่อนเรียน (Mean = 41.34, S.D. = 13.59) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบโพลยาร่วมกับเทคนิค KWDL โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 62, S.D. = 0.60)</li> </ol>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2277
ผลการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาที่มีต่อความสามารถ ในการคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจของเด็กปฐมวัย
2025-10-09T09:41:21+07:00
พัชรี สมัครกสิกรรม
baituay35543@gmail.com
วไลพร เมฆไตรรัตน์
Patcharee.sam@nsru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจของเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา และ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษากับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา จำนวน 4 แผน โดยมีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.41, S.D. = 0.15) และ 2) แบบประเมินความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจที่มีลักษณะเป็นสถานการณ์ จำนวน 5 สถานการณ์ มีการให้คะแนนแบบรูบริค จำนวน 3 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่น โดยวิธีหาค่าความสอดคล้องของผู้ประเมิน (RAI) เท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบอันดับที่มีเครื่องหมายกำกับของวิลคอกซัน (Wilcoxon signed-rank test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษามีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจในระดับดีทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100</li> <li>เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษามีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 24.94 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.59 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 34.44 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.31 ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษามีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 34.44 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 76.53 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2438
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้แนวคิด TPACK Model เรื่อง อารยธรรม โลกโบราณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเต่างอยพัฒนศึกษา
2025-10-09T09:46:40+07:00
อริศรา สุวรรณไตรย์
krupleng249@gmail.com
อิษวัต บุตรโคษา
krupleng249@gmail.com
ชนานันท์ พิมพ์พันธ์
krupleng249@gmail.com
ธิมาพร รัตยา
krupleng249@gmail.com
วรนุช ดีนัก
krupleng249@gmail.com
นรินทร ฮองต้น
krupleng249@gmail.com
ปณิภา จันทร์ศรี
krupleng249@gmail.com
จิรวัฒน์ ศิลปประคอง
krupleng249@gmail.com
นนทวรรณ แสนไพร
krupleng249@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แนวคิด TPACK Model เรื่อง อารยธรรมโลกโบราณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แนวคิด TPACK Model เรื่อง อารยธรรมโลกโบราณ ซึ่งใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเต่างอยพัฒนศึกษา จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แนวคิด TPACK Model เรื่อง อารยธรรมโลกโบราณ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระกัน (Dependent Samples t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 </li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แนวคิด TPACK Model เรื่อง อารยธรรมโลกโบราณ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.49 ซึ่งอยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.49, S.D. = 0.04)</li> </ol>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2408
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี โดยใช้รูปแบบ การจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPS ร่วมกับรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค LT สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2025-10-17T18:10:48+07:00
วงศกร คำภูษา
wongsakorn.kh66@snru.ac.th
พัทธนันท์ ชมภูนุช
wongsakorn.kh66@snru.ac.th
ปุณฑริกา น้อยนนท์
wkoat11@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPS ร่วมกับรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค LT สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนกุสุมาลย์วิทยาคม อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระกัน (Dependent Samples t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 STEPS ร่วมกับรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค LT มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.11/83.41 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.58 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2359
การพัฒนาทักษะสมอง EF (Executive function) กลุ่มทักษะกำกับตนเอง โดยการจัดกิจกรรมงานบ้านด้วยการมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ
2025-10-17T18:16:50+07:00
สุริยันต์ แสงงาม
teacher.dance12341@cpru.ac.th
ทิพย์อักษร พุทธสริน
thipaugson.ru@cpru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะสมอง (Executive Function: EF) กลุ่มทักษะกำกับตัวเองโดยการจัดกิจกรรมงานบ้านด้วยการมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองของเด็กปฐมวัย กลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กปฐมวัยชาย–หญิง อายุ 4-5 ปี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 25 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์งานบ้านด้วยการมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองของเด็กปฐมวัย และแบบประเมินทักษะสมอง กลุ่มทักษะกำกับตนเองของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยใช้แบบแผนการวิจัย One-Group Pretest-Posttest Design วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test Dependent Samples</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาทักษะสมอง (EF) กลุ่มทักษะกำกับตัวเองโดยการจัดกิจกรรมงานบ้านด้วยการมีส่วนร่วม กับผู้ปกครองของเด็กปฐมวัย ก่อนจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ย 1.57 หลังจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ย 2.61 เด็กปฐมวัยมีทักษะสมอง (EF) กลุ่มทักษะกำกับตนเองที่สูงขึ้นก่อนจัดประสบการณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2258
การศึกษาผลการใช้การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์วิถีใหม่โดยใช้เกมเป็นฐาน ร่วมกับเทคโนโลยีเมตาเวิร์ส เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
2025-10-17T18:20:03+07:00
ภูผาภูมิ วิชาเดช
poupapoum.soc@gmail.com
นาฏยาพร บุญเรือง
anatthaya@gmail.com
ศรีสุดา ด้วงโต้ด
srisuda.npu@gmail.com
<p>การพัฒนาทักษะที่สำคัญสำหรับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลโดยเฉพาะทักษะการแก้ปัญหาได้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษาของนักเรียนในปัจจุบัน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะในการแก้ปัญหาของนักเรียนระดับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังจัดการเรียนรู้ และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความเป็นมาของชาติไทยสมัยสุโขทัยก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4/1 จำนวน 23 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านห้วยไม้ซอด โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบจัดกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือวิจัยที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดทักษะการแก้ปัญหา และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์ (One sample t-test) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์กัน (Dependent samples t-test)<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนรวมทั้งฉบับสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ทักษะการแก้ปัญหาทุกด้านอยู่ในระดับดี สูงสุด คือ ด้านการระบุปัญหา ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 1.89, S.D. = 0.09) และต่ำสุด คือ ด้านการอธิบายสาเหตุของปัญหา ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 1.79, S.D. = 0.33) <br />2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2539
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วย การแยกสาร โดยการจัดการเรียนรู้แบบสตีมศึกษา บูรณาการกับ Canva
2025-12-06T13:11:48+07:00
อริสา นีลกุล
arisa.ne65@snru.ac.th
ถาดทอง ปานศุภวัชร
arisa.ne65@snru.ac.th
อนันต์ ปานศุภวัชร
arisa190343@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบสตีมศึกษา บูรณาการกับ Canva หน่วย การแยกสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสตีมศึกษา บูรณาการกับ Canva กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนอากาศอํานวยศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จํานวน 33 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสตีมศึกษา บูรณาการกับ Canva 2) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบสตีมศึกษา บูรณาการกับ Canva หน่วย การแยกสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82/82.45 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80</li> <li>2. ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>4. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />=99, S.D. = 0.74)</li> </ol>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2527
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาโดยใช้การจัดการเรียนรู้ เชิงรุกร่วมกับเทคนิค 4MAT สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโคกสำโรงวิทยา จังหวัดลพบุรี
2025-12-06T13:24:15+07:00
วีรวิชญ์ บุญส่ง
nookcm2000@hotmail.com
นันทิกานต์ กิจร่วมกัน
Veeravit.b@lawasri.tru.ac.th
<p> การศึกษาวิชาพระพุทธศาสนาในระดับมัธยมศึกษามักถูกจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการบรรยาย ทำให้ผู้เรียนขาดความสนใจและไม่สามารถเชื่อมโยงเนื้อหากับชีวิตจริงได้ ผู้วิจัยจึงออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิค 4MAT เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ โดยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนด้วยการใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิค 4MAT และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิค 4MAT กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนโคกสำโรงวิทยา จังหวัดลพบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 38 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาพระพุทธศาสนา เรื่องวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จำนวน 18 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 และแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.884 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Dependent samples t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 22.18, S.D. = 2.67) สูงกว่าก่อนเรียน ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 17.45, S.D. = 2.85) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับเทคนิค 4MAT ช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 2) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.69, S.D. = 0.24)</p>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2325
การสร้างแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บุรีรัมย์ เขต 1
2025-12-06T13:20:40+07:00
ปนัดดา บวรรัมย์
panutda.p38@gmail.com
อรนุช ศรีคำ
660426026005@bru.ac.th
เทพพร โลมารักษ์
660426026005@bru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยหาคุณภาพของแบบทดสอบด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความยาก อำนาจจำแนก ความเชื่อมั่น และการสร้างเกณฑ์ปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาส ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 จำนวน 538 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบบหลายขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มี 14 ตอน แต่ละตอนมี 3-4 ข้อ รวมจำนวน 50 ข้อ ประกอบด้วย ทักษะการสังเกต ทักษะการวัด ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับเวลา ทักษะการใช้จำนวน ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล ทักษะการพยากรณ์ ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร ทักษะการตั้งสมมติฐาน ทักษะการนิยามเชิงปฏิบัติการ ทักษะการทดลอง ทักษะการตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป และทักษะการสร้างแบบจำลอง</li> <li>คุณภาพของแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความเที่ยงตรงเชิงเนี้อหา โดยมีดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60–1.00 ความยากอยู่ระหว่าง 0.39-0.69 อำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.28-0.64 ความเชื่อมั่นทั้งฉบับมีค่าเท่ากับ 0.89 และค่าความเชื่อมั่นรายด้านอยู่ระหว่าง 0.41-0.78 โดย ด้านทักษะการสังเกตมีค่า 0.78 ด้านทักษะการใช้จำนวนมีค่า 0.66 ด้านทักษะการจำแนกประเภทมีค่า 0.59 ด้านทักษะการพยากรณ์มีค่า 0.58 ด้านทักษะการทดลองมีค่า 0.57 ด้านทักษะการตั้งสมมติฐานมีค่า 0.56 ด้านทักษะการการลงความเห็นจากข้อมูล มีค่า 0.55 ด้านทักษะการวัดมีค่า 0.54 ด้านทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปรมีค่า 0.50 ด้านทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป มีค่า 0.46 ด้านทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับเวลา มีค่า 0.45 ด้านทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการมีค่า 0.44 ด้านทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลมีค่า 0.43 ด้านทักษะการทดลองมีค่า 0.41</li> </ol>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2644
การพัฒนาความสามารถการฟังและการพูดคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง สำหรับเด็กอนุบาล
2025-12-06T13:30:33+07:00
พิริยาภรณ์ วิทยานันท์
piriyaporn2123@gmail.com
ลิสรา จิตรชญาวณิช
piriyaporn2123@gmail.com
ดุษฎี อุปการ
piriyaporn2123@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดประสบการณ์เรียนรู้ในการส่งเสริมความสามารถการฟังและการพูดคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางสำหรับเด็กอนุบาล 2) ศึกษาผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางที่มีต่อความสามารถการฟังคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับเด็กอนุบาล และ 3) ศึกษาผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางที่มีต่อความสามารถการพูดคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับเด็กอนุบาล ประชากร คือ เด็กอนุบาล 3 จำนวน 180 คน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2568 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนอนุบาล 3/3 จำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบวัดความสามารถการฟังคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แบบวัดความสามารถการพูดคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์กัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางที่มีต่อความสามารถในการฟังและ การพูดคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับเด็กอนุบาล ในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.56 และค่าความสอดคล้องของแผนการจัดประสบการณ์ มีค่าเฉลี่ยรวม 0.89</li> <li>คะแนนเฉลี่ยการฟังคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง สำหรับเด็กอนุบาล หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>คะแนนเฉลี่ยการพูดคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง สำหรับเด็กอนุบาล หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2301
การศึกษาระดับความรู้และทัศนคติที่มีต่อรายวิชาสังคมศึกษาของผู้เรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น : กรณีศึกษา โรงเรียนวัดประตูน้ำท่าไข่ จังหวัดฉะเชิงเทรา
2025-10-09T09:37:36+07:00
อุษา เพียรทวีกิจ
smiledaijobunaka59@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้และทัศนคติที่มีต่อรายวิชาสังคมศึกษาของผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ทั้งหมดที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนวัดประตูน้ำท่าไข่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 70 ราย ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้กระบวนการวิจัยด้วยการสังเกตการณ์ผ่านการตอบคำถามจากการเข้าร่วมกิจกรรมวัดระดับความรู้พื้นฐานทางวิชาสังคมศึกษาของผู้เรียน และการวิเคราะห์จากการตอบแบบสอบถามปลายเปิดเพื่อวัดทัศนคติที่มีต่อรายวิชาสังคมศึกษา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>จากการวิเคราะห์ระดับความรู้ผ่านการสังเกตการณ์การจัดกิจกรรมทดสอบความรู้ทางวิชาสังคมศึกษา พบว่า กลุ่มเป้าหมายระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ส่วนใหญ่ความรู้พื้นฐานทางสังคมศึกษาในระดับดี อันเป็นไปตามเนื้อหาของกลุ่มสาระการเรียนรู้ในรายวิชาสังคมตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาทางการ โดยอิงเนื้อหาสาระทางสังคมศึกษาของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต่อมา กลุ่มเป้าหมายระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ส่วนใหญ่มีระดับความรู้พื้นฐานทางสังคมศึกษาในระดับดี อันเป็นไปตามเนื้อหาของกลุ่มสาระการเรียนรู้ในรายวิชาสังคมตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาทางการ โดยอิงเนื้อหาสาระทางสังคมศึกษาของระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และกลุ่มผู้เป้าหมายระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนใหญ่มีระดับความรู้พื้นฐานทางสังคมศึกษาในระดับดีมาก อันเป็นไปตามเนื้อหาของกลุ่มสาระการเรียนรู้ในรายวิชาสังคมตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาทางการ โดยอิงเนื้อหาสาระทางสังคมศึกษาของระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2</li> <li>จากการวิเคราะห์คำตอบผ่านการตอบแบบสอบถามปลายเปิดของกลุ่มเป้าหมาย พบว่า กลุ่มเป้าหมายระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อวิชาสังคมศึกษาว่า มีความรู้สึกชอบในรายวิชาสังคมศึกษาในระดับมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นสาระการเรียนรู้ศาสนา และหน้าที่พลเมือง ต่อมากลุ่มเป้าหมายระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อวิชาสังคมศึกษาว่า มีความรู้สึกชอบในรายวิชาสังคมศึกษาในระดับมากที่สุด โดยส่วนใหญ่จะเป็นสาระการเรียนรู้ทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ ต่อมา กลุ่มเป้าหมายระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อวิชาสังคมศึกษาว่ามีความรู้สึกชอบในรายวิชาสังคมศึกษาในระดับมากที่สุด โดยส่วนใหญ่จะเป็นสาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์</li> </ol>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2534
ข้อบกพร่องทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ของนักศึกษาจีนที่ศึกษาภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง: กรณีการศึกษากลวีธีการบอกเลิกสัญญาของผู้พูดและผู้ฟังที่มีสถานภาพแตกต่างกัน
2025-12-06T13:09:03+07:00
วิลาวัณย์ วิษณุเวคิน
wilawun.wis@uru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการบอกเลิกสัญญาและจำแนกประเภทข้อบกพร่องทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ของนักศึกษาชาวจีนที่เรียนภาษาไทยในฐานะภาษาที่สอง โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์การใช้ภาษาในบริบทที่มีสถานภาพทางสังคมของคู่สนทนาแตกต่างกัน 3 ระดับ ได้แก่ ผู้พูดมีสถานภาพต่ำกว่า สูงกว่า และเท่ากับผู้ฟัง กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชาวจีนระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามการเติมเต็มบทสนทนา (Discourse Completion Test-DCT) จำนวน 15 สถานการณ์</p> <p> ผลการวิจัยพบข้อบกพร่องทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ 3 ประการหลัก ได้แก่ 1) ข้อบกพร่องด้านกฎเกณฑ์การใช้ภาษา ซึ่งประกอบด้วย การสะกดคำผิด การใช้วรรณยุกต์ผิด และการเลือกใช้คำสรรพนาม คำกริยา หรือคำลงท้ายที่ไม่เหมาะสมกับสถานภาพทางสังคม 2) ข้อบกพร่องด้านการสื่อเจตนา ซึ่งเกิดจากการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติศาสตร์เชิงลบจากภาษาแม่ ทำให้ถ้อยคำมีความตรงไปตรงมาเกินไป ขาดความนุ่มนวล หรือมีลักษณะคล้ายคำสั่งเมื่อสนทนากับผู้ที่มีอาวุโสกว่า และ 3) ข้อบกพร่องด้านการตีความเจตนาของสถานการณ์ผิดพลาด นอกจากนี้ ยังพบว่าแม้ผู้เรียนจะนิยมใช้กลวิธีการให้เหตุผลเป็นกลวิธีหลัก แต่เหตุผลมักสั้นและกระชับเกินไป ขาดกลวิธีเสริมเพื่อรักษาหน้าและรักษาสัมพันธภาพตามบรรทัดฐานวัฒนธรรมไทย งานวิจัยนี้จึงเสนอแนะแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่เน้นทั้งรูปแบบภาษาที่ถูกต้อง (Focus on Form) ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย</p>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2548
การพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เรื่อง งานและพลังงาน
2025-12-06T13:35:51+07:00
กัญญารัตน์ สุวรรณไตรย์
kkanyarat0940@gmail.com
กันยารัตน์ สอนสุภาพ
Kkanyarat0940@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ให้มีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/3 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 17 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เรื่อง งานและพลังงาน จำนวน 6 แผน 2) แบบทดสอบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ 4) แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาในวงจรปฏิบัติการที่ 1 มีค่าเฉลี่ยของคะแนนการคิดอย่างมีวิจารณญาณอยู่ที่ 54.88 จากคะแนนเต็ม 80 คิดเป็นร้อยละ 68.60 โดยมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 58.82 วงจรปฏิบัติการที่ 2 คะแนนการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 62.29 ของคะแนนเต็ม 80 คิดเป็นร้อยละ 77.86 ซึ่งมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 100</p>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2495
การพัฒนาหลักสูตรSoft Power เพื่อเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของชุมชนหล่มเก่า : กรณีศึกษา อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
2025-12-06T13:14:17+07:00
กมลฉัตร กล่อมอิ่ม
kamolchart.klo@pcru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและตรวจสอบคุณภาพหลักสูตร Soft Power เพื่อเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของชุมชนหล่มเก่า กรณีศึกษา อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้หลักสูตร Soft Power ที่พัฒนาขึ้น และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนต่อการเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หลักสูตร Soft Power แบบวัดทักษะการเป็นผู้ประกอบการ แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีชนิดกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>หลักสูตร Soft Power เพื่อเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของชุมชนหล่มเก่า ในกรณีศึกษา อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความเป็นมาและความสำคัญ 2) หลักการ 3) จุดมุ่งหมาย 4) สาระการเรียนรู้ 5) โครงสร้างหลักสูตร 6) แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 7) สื่อและแหล่งเรียนรู้ 8) การวัดและประเมินผล และ 9) บทบาทบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ผลการประเมินความเหมาะสมหลักสูตรพบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.77, S.D. = 0.13) ผลการศึกษานำร่อง พบว่า มีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติ</li> <li>นักเรียนมีทักษะการเป็นผู้ประกอบการสูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเข้าร่วมกิจกรรม อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.71, S.D. = 0.40)</li> </ol>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2274
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยแนวคิดการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับนักศึกษาครูตำรวจตระเวน ชายแดน คณะครุศาสตร์ สาขาการประถมศึกษา
2025-12-06T13:38:41+07:00
กฤตวรรณ คำสม
kittawan.kh@udru.ac.th
จรินทร์ทิพย์ ประทุมรัตน์
kittawan.kh@udru.ac.th
รุ่งทิวา จันทน์วัฒนวงษ์
kittawan.kh@udru.ac.th
ธิดารัตน์ ถาบุตร
kittawan.kh@udru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยแนวคิดการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับนักศึกษาครูตำรวจตระเวนชายแดน และ 2) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยแนวคิดการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับนักศึกษาครูตำรวจตระเวนชายแดน การวิจัยมี 2 ระยะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิจัย เป็นนักศึกษาครูตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 30 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบ แบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบที แบบ t-test for One Sample</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยแนวคิดการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับนักศึกษาครูตำรวจตระเวนชายแดน ประกอบด้วย ความสำคัญ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล บทบาทของอาจารย์ผู้สอน ปัจจัยการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ มี 4 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 วางรากฐานสร้างความรู้ เรียนรู้ผ่านช่องทาง ทั้ง On-site และ Online ขั้นตอนที่ 2 เชื่อมความรู้นำสู่ห้องเรียน เรียนรู้ผ่านช่องทาง On-site ขั้นตอนที่ 3 แบ่งปันพัฒนา เรียนรู้ผ่านช่องทาง Online และขั้นตอนที่ 4 ต่อยอดและประยุกต์ใช้ เรียนรู้ผ่านช่องทาง Online และพบว่า ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าองค์ประกอบและกระบวนการพัฒนาของรูปแบบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 2) ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยแนวคิดการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สำหรับนักศึกษาครูตำรวจตระเวนชายแดน พบว่า 2.1) คะแนนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกหลังการเรียนรู้สูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) คะแนนความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก อยู่ในระดับดีมาก 2.3) คะแนนความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก อยู่ในระดับดีมาก และ 2.4) นักศึกษาครูตำรวจตระเวนชายแดน มีเจตคติต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2221
THE DEVELOPMENT OF TEACHING PROFESSION MODEL IN GUIZHOU QIANNAN ECONOMIC COLLEGE
2025-10-12T11:02:23+07:00
ShiJun Zhang
patthiraw@yahoo.com
Patthira Phon-ngam
dr.patthira@hotmail.com
Lawan Pitchayawat
Lawan@siu.ac.th
<p>The research aimed: 1) to examine the current conditions and challenges affecting the quality of professional development of teachers in Guizhou Qiannan Economic College; 2) to develop a teaching profession model in Guizhou Qiannan Economic College; and 3) to verify and refine the developed teaching profession model in Guizhou Qiannan Economic College. A mixed-methods approach was employed, incorporating in-depth interviews and a questionnaire survey. Simple random sampling was used to select 274 full-time and part-time teachers for the quantitative phase. Data analysis consisted of descriptive statistics, including frequency, percentage, mean, and standard deviation.</p> <p> The fFindings revealed that 1) Teacher professional development consisted of three dimensions, including social environment, organizational environment, and personal development. All three dimensions were rated at a high level: Social Environment ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.06), with the highest sub-indicator being “EdTech facilitated teaching innovation” ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.36); Organizational Environment ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 3.78), with “interdisciplinary teams enhanced professional growth” scoring highest ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 3.95); and Personal Development ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 3.95), with “ethical standards internalized in behavior” rated highest ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7BX%7D" alt="equation" />= 4.16). 2) Based on interviews with 17 experts, a teaching profession model was constructed comprising three dimensions: Social Environment (seven indicators), Organizational Environment (thirteen indicators), and Personal Development (ten indicators). 3) Model verification was conducted through focus-group discussions with teacher-development stakeholders and university administrators. Participants agreed with the three-dimensional model and suggested implementation guidelines, including policy development, strategic planning, professional training programs, performance evaluation, work-life balance support, and benchmarking and research. The study concluded that the rigorous application of the model could substantially enhance the professional development of teachers within the institution.</p>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/2228
เทคโนโลยีกับการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย: แนวทางการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัล
2025-10-05T10:44:15+07:00
พัชรีญา กระดม
patchareeya014@nmc.ac.th
สุจิตรา ศุภหัตถี
patchareeya014@nmc.ac.th
สุระสิทธิ์ เขียวเชย
patchareeya014@nmc.ac.th
ธนันต์ชัย พัฒนะสิงห์
patchareeya014@nmc.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้นำเสนอองค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการศึกษาเรื่อง “เทคโนโลยีกับการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย: แนวทางการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัล” ซึ่งได้สังเคราะห์เป็นโมเดลการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย หรือ Integrated Tech-Development Model for Early Childhood Learning โดยมีองค์ประกอบหลัก 4 ประการ ที่ทำงานสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาอย่างครอบคลุม</p> <p> องค์ประกอบแรก คือ หลักการพัฒนาตามวัย (Developmentally Appropriate Practice) ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับลักษณะการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย โดยพิจารณาจากความสนใจ ระยะเวลา และลักษณะของสื่อที่เอื้อต่อการเรียนรู้ผ่านการเล่นและการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมกับวัย</p> <p> องค์ประกอบที่สอง คือ สื่อและเทคนิคการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี (Digital Learning Tools) ที่เสนอรูปแบบการจัดกิจกรรมที่ใช้สื่อเทคโนโลยีในการกระตุ้นพัฒนาการ ได้แก่ แอปพลิเคชัน เกมการศึกษา สื่อมัลติมีเดีย และสื่อแบบปฏิสัมพันธ์ ซึ่งครอบคลุมเป้าหมายด้านพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา</p> <p> องค์ประกอบที่สาม คือ บทบาทของผู้ใหญ่ (Adult Scaffolding Role) ซึ่งครูและผู้ปกครองต้องมีบทบาทอย่างกระตือรือร้นในฐานะผู้นำทางการเรียนรู้ โดยกะารออกแบบกิจกรรม เสริมแรงทางบวก และมีส่วนร่วมในการควบคุมและกำกับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของเด็กอย่างใกล้ชิด</p> <p> องค์ประกอบสุดท้าย คือ บริบทการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและมีจริยธรรม (Safe and Ethical Digital Context) ซึ่งมุ่งเน้นให้เทคโนโลยีถูกใช้อย่างปลอดภัย โดยมีการคัดกรองเนื้อหา ควบคุมเวลา และปลูกฝังจริยธรรมดิจิทัลเพื่อสร้างทักษะในการอยู่ร่วมในโลกออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบ</p> <p> โดยสรุป โมเดลนี้มีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน โดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักการพัฒนาการตามวัย บทบาทของผู้ใหญ่ และบริบทที่ปลอดภัย</p> <p> </p>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jci/article/view/3116
มาตรฐานวิชาชีพครู: อำนาจตามกฎหมายและผลกระทบต่อสิทธิและคุณภาพการศึกษา
2025-12-22T09:58:27+07:00
พลรพี ทุมมาพันธ์
phonraphee24@gmail.com
<p>มาตรฐานวิชาชีพเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนความเป็นวิชาชีพ บทความนี้วิเคราะห์อำนาจของสภาวิชาชีพในการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพครู ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน การกำหนดมาตรฐานวิชาชีพถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองในลักษณะการออกกฎ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้หลักกฎหมายมหาชน ได้แก่ หลักความชอบด้วยกฎหมาย ความเป็นธรรม ความได้สัดส่วน และความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ มาตรฐานวิชาชีพครูฉบับที่ใช้เป็นหลักในปัจจุบันคือ ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 กำหนดให้มาตรฐานวิชาชีพครู ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก คือ มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน (จรรยาบรรณของวิชาชีพ) มาตรฐานเหล่านี้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญในการกำหนดสิทธิและสถานะของผู้ประกอบวิชาชีพครู ทั้งในการคัดกรอง การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และการควบคุมจรรยาบรรณ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อคุณภาพการผลิตครู โดยถูกใช้เป็นกรอบในการจัดการศึกษาของสถาบันผลิตครู เพื่อให้บัณฑิตมีความพร้อมในการประกอบวิชาชีพ ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและเป็นธรรมต่อผู้เรียน ข้อเสนอเชิงนโยบายเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น</p>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร