วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">หลักเกณฑ์และคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์บทความ</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ศูนย์ส่งเสริมการศึกษา มูลนิธิวัดป่าชยวัน ศรีจารุเมธีญาณอุปถัมภ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย มีนโยบายในการ ส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการ และงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ โดยครอบคลุมด้าน ปรัชญา ศาสนา รัฐศาสตร์ สังคมศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ พัฒนศึกษา พัฒนาสังคม บริหารการศึกษา การศึกษา ภาษา วรรณกรรม และสหวิทยาการ กำหนดการตีพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ ออกราย 2 เดือน คือ เล่ม 1 มกราคม –กุมภาพันธ์ /เล่ม 2 มีนาคม – เมษายน /เล่ม 3 พฤษภาคม – มิถุนายน /เล่ม 4 กรกฎาคม - สิงหาคม /เล่ม 5 กันยายน - ตุลาคม /เล่ม 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม โดยรูปแบบผลงานที่วารสารจะรับพิจารณา มี 5 ประเภท คือ</span></p> <ol> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความพิเศษ บทความทางวิชาการพิเศษ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการอย่างเข้มข้น และผ่านการอ่านและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักวิชาการในวงการวิชาการ/วิชาชีพ</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความทางวิชาการ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการ มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษาหรือประชาชนทั่วไป</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความวิจัย (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวิจัยใหม่ที่มีองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดๆมาก่อน</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์ เปรียบเทียบกัน</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่ บทความทบทวนความรู้ เรื่องแปล ย่อความจากวารสารต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะนำเครื่องมือใหม่ ตำรา หรือหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ หรือข่าวการประชุมทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ</span></li> </ol> <p><span style="vertical-align: inherit;">ซึ่งบทความที่จะนำมาตีพิมพ์ในวารสารจะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ ( Peer review) ซึ่งปกติจะมี Double Blind (ผู้พิจารณา 3 คน) ทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้วารสารมีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากล และนำไปอ้างอิงได้ ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องมีสาระ งานทบทวนความรู้เดิมและเสนอความรู้ใหม่ที่ทันสมัยรวมทั้งข้อคิดเห็นที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผลงานไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆการเตรียมต้นฉบับที่จะมาลงตีพิมพ์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สถานที่ติดต่อเกี่ยวกับบทความ และการสมัครสมาชิก</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สำนักงานวารสารเมธีวิจัย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">เลขที่ 555/4 หมู่ที่ 11 ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">อีเมล์: chakkree_2532@hotmail.com </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">อาจารย์ ดร.จักรี ศรีจารุเมธีญาณ โทรศัพท์ 080-7506846 </span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">1 ประเภทของบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย ตีพิมพ์บทความประเภทต่าง ๆ ดังนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.1 บทความพิเศษ บทความทางวิชาการพิเศษ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการอย่างเข้มข้น และผ่านการอ่านและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้น ๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักวิชาการในวงการวิชาการ/วิชาชีพ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.2 บทความทางวิชาการ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการ มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษาหรือประชาชนทั่วไป </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.3 บทความวิจัย (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวิจัยใหม่ที่มีองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใด ๆ มาก่อน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.4 บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์ เปรียบเทียบกัน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.5 ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่ บทความทบทวนความรู้ เรื่องแปล ย่อความจากวารสารต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะนำเครื่องมือใหม่ ตำรา หรือหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ หรือข่าวการประชุมทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การส่งบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความที่จะตีพิมพ์ในวารสารเมธีวิจัย ต้องผ่านระบบลงทะเบียนออนไลน์ และรอการตรวจสอบจากกองบรรณาธิการ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การตรวจสอบบทความและพิสูจน์อักษร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ผู้นิพนธ์ควรตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมบทความให้ถูกต้องตามรูปแบบของบทความที่วารสารกำหนด ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องแน่นอน พร้อมทั้งพิสูจน์อักษรก่อนที่จะส่งบทความนี้ให้กับบรรณาธิการ การเตรียมบทความให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสารจะทำให้การพิจารณาตีพิมพ์มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร</span></p> <p><strong> </strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">การเตรียมบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความต้องเป็นตัวพิมพ์ดีด โดยใช้ชุดแบบอักษร (font) ชนิดไทยสารบรรณ (TH Sarabun PSK) ขนาดอักษร 16 จัดกั้นหลังตรง และมีระยะห่างระหว่างบรรทัดหนึ่งช่อง (double spacing) ตลอดเอกสาร พิมพ์หน้าเดียวลงบนกระดาษ (A4) พิมพ์ให้ห่างจากขอบกระดาษ ด้านซ้าย และด้านขวา ขนาด 3.81 ซม. ด้านบน ขนาด 4.5 ซม. และด้านล่าง ขนาด 4.01 ซม. พร้อมใส่หมายเลขหน้ากำกับทางมุมขวาบนทุกหน้า บทความไม่ควรยาวเกิน 15 หน้ากระดาษพิมพ์ (A4) โดยนับรวมภาพประกอบและตาราง</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การพิจารณาและคัดเลือกบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - blind peer review)</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">2 บทคัดย่อ (Abstract)</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทคัดย่อควรมีความยาวไม่เกิน 350 คำ โดยแยกต่างหากจากเนื้อเรื่อง บทความวิจัย/วิชาการ ต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งบทคัดย่อควรเขียนให้ได้ใจความทั้งหมดของเรื่อง ไม่ต้องอ้างอิงเอกสาร รูปภาพ หรือตาราง และ ให้มีเพียง 3 ส่วนเท่านั้น คือ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1) วัตถุประสงค์ ควรกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการศึกษา</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">2) ผลการวิจัยพบว่า ควรประกอบด้วยผลที่ได้รับจากการค้นคว้า ศึกษา และผลของค่าสถิติ (ในกรณีมีการวิเคราะห์)</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3) คำสำคัญ ควรมีคำสำคัญไม่เกิน 3 คำ ที่ครอบคลุมชื่อเรื่องที่ศึกษาและจะปรากฏอยู่ในส่วนท้ายของบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และคั่นด้วยเครื่องหมายอัฒภาค (Semicolon) (;)</span></p> <p><strong> </strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">3 เนื้อเรื่อง ควรประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทความวิจัย ประกอบด้วย</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.1 บทนำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวนำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review) ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่าง ๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา และกล่าวถึงเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหาในการศึกษาครั้งนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Research Objectives) เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการวิจัย รวมถึงรวบรวมหลักการ วิธีการ โดยมีรายละเอียดว่าจะต้องศึกษาอะไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูล และเสนอผลการวิจัยได้อย่างชัดเจน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.3 วิธีดำเนินการวิจัย (Methods) เป็นการกำหนด วิธีการ กิจกรรม รายละเอียดของการวิจัย การศึกษาประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา และวิธีการศึกษาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย รวมทั้งสถิติที่นำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.4 สรุปผลการวิจัย (Results) เป็นการแสดงผลที่ได้จากการศึกษาและวิเคราะห์ในข้อ 3.1.2 ควรจำแนกผลออกเป็นหมวดหมู่และสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการศึกษาโดยการบรรยายในเนื้อเรื่องและแสดงรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยภาพประกอบ ตาราง กราฟ หรือ แผนภูมิ ตามความเหมาะสม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.5 อภิปรายผลการวิจัย (Discussion) เป็นการนำข้อมูลที่ได้มาจากการวิเคราะห์ของผู้นิพนธ์ นำมาเปรียบเทียบกับผลการวิจัยของผู้อื่น เพื่อให้มีความเข้าใจหรือเกิดความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนั้น รวมทั้งข้อดี ข้อเสียของวิธีการศึกษา เสนอแนะความคิดเห็นใหม่ๆ ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.6 ข้อเสนอแนะ (Suggestion) การแนะแนวการนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.7 กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) (Acknowledgement) เป็นส่วนที่กล่าวขอบคุณต่อองค์กร หน่วยงาน หรือบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือร่วมมือในการวิจัย รวมทั้งแหล่งที่มาของเงินทุนวิจัย และหมายเลขของทุนวิจัย</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.8 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA เวอร์ชั่น 6 (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลายโดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆที่ง่ายต่อการศึกษาและการปฏิบัติ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">3.2 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทความวิชาการ ประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.1 บทนำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวนำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (review) ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่างๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา และกล่าวถึงเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหาในการศึกษาครั้ง</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.2 เนื้อหา (Content) เรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการจะให้ผู้อ่านได้รับทราบ เนื้อหาที่ดีต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจนและน่าสนใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพทางความคิดของผู้เขียนเป็นสำคัญ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.3 สรุป (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนบทความที่ผู้เขียนจะต้องเขียนให้เหลือเฉพาะส่วนที่มีความสำคัญ เป็นการกลั่นกรอง การรวบรวมหรือการลดข้อความให้เหลือส่วนที่สำคัญเท่านั้น</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.4 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA (American Psychological Association) ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ที่เป็นรูปแบบเดียวกัน</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">3.3 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทวิจารณ์หนังสือ ประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.1 ชื่อเรื่องของหนังสือ (Title) ให้ระบุทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.2 ชื่อผู้เขียนหนังสือ (Author) ให้ระบุชื่อเต็มทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษพร้อมระบุสถาบัน หรือหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.3 ชื่อผู้วิจารณ์ (Name of Reviews) ให้ระบุชื่อเต็มทั้งภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ พร้อมระบุสถาบัน หรือหน่วยงานของที่ผู้วิจารณ์สังกัด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.4 เนื้อหาการวิจารณ์ (Reviews Content) ในการเขียนเกี่ยวกับหนังสือวิจารณ์ เนื้อเรื่องจะเป็นส่วนแสดงความคิดเห็นและรายละเอียดในการวิจารณ์ โดยนำเสนอเรื่องราวจุดเด่น จุดบกพร่องของเรื่อง โดยทำการวิจารณ์หรือวิพากษ์อย่างมีหลักเกณฑ์และเหตุผลตามหลักวิชาการ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.5 สรุป (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนสรุปความคิดเห็นทั้งหมดที่วิจารณ์รวมถึงให้ข้อคิดหรือข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.6 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA (American Psychological Association) ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆที่เป็นรูปแบบเดียวกัน</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การเขียนเอกสารอ้างอิง</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">รายงานการวิจัย </span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน (ในกรณีภาษาไทย ใช้ชื่อและนามสกุล และในกรณีภาษาอังกฤษ ใช้นามสกุลและชื่อ). ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อย่อของวารสาร. เล่มที่พิมพ์ ฉบับที่พิมพ์: เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง. ในกรณีที่มีผู้เขียนมากกว่า 6 คน ให้ใส่รายชื่อผู้เขียนคนแรก แล้วตามด้วยคำว่า “และคณะ” หรือ “et al.”</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">หนังสือ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน (ในกรณีภาษาไทย ใช้ชื่อและนามสกุล และในกรณีภาษาอังกฤษ ใช้นามสกุลและชื่อ). ปีที่พิมพ์. ชื่อหนังสือ. สำนักพิมพ์. เมืองที่พิมพ์ : เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง. </span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">รายงานการประชุมและสัมมนา</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเอกสารรวมเรื่องที่ได้จากรายงานการประชุม. วัน เดือน ปีที่จัด : สถานที่จัด : สำนักพิมพ์ หรือผู้จัดพิมพ์. เลขหน้า.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">วิทยานิพนธ์/ ดุษฎีนิพนธ์/สารนิพนธ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ระดับวิทยานิพนธ์ : ชื่อสถาบันการศึกษา.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">บทความในหนังสือพิมพ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อหนังสือพิมพ์. เล่มที่พิมพ์ ฉบับที่พิมพ์: เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สัมภาษณ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์. วัน เดือน ปีที่สัมภาษณ์. ตำแหน่ง (ถ้ามี).</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สื่ออิเล็กทรอนิกส์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อเว็บไซต์. วัน เดือน ปีที่สืบค้น. ได้มาจาก ชื่อ website.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">4 ภาพประกอบ (Figure) และส่วนตาราง (Table)</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ภาพประกอบและตารางควรมีเท่าที่จำเป็น โดยพิมพ์หน้าละ 1 ภาพ หรือ 1 ตารางสำหรับคำบรรยายภาพและตารางให้พิมพ์เหนือภาพหรือตาราง ส่วนคำอธิบายเพิ่มเติมให้ใส่ใต้ภาพหรือตาราง</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">กำหนดการออกวารสาร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">***หมายเหตุ: วารสารตีพิมพ์ฟรี ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม</span></p> ศูนย์ส่งเสริมการศึกษา มูลนิธิวัดป่าชยวัน ศรีจารุเมธีญาณอุปถัมภ์ th-TH วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences 3027-7531 หนังสือการ์ตูนตำนานเพลงโคราช: การสร้างสรรค์คติชนมุขปาฐะเพื่อเสริมสร้าง ความตระหนักรู้ต่อท้องถิ่น https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3780 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างสรรค์และศึกษาคุณภาพของหนังสือการ์ตูนตำนานเพลงโคราช และ 2) ศึกษาความตระหนักรู้ต่อชุมชนของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อหนังสือการ์ตูนตำนานเพลงโคราช การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยดำเนินการตามกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ผู้เกี่ยวข้องและกลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบอาสาสมัคร (Volunteer Sampling) รวมทั้งสิ้น 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพของหนังสือการ์ตูนและแบบประเมินความตระหนักรู้ต่อท้องถิ่น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หนังสือการ์ตูนที่สร้างสรรค์ขึ้นใช้ชื่อเรื่องว่า “A nostalgic song” ซึ่งดัดแปลงเนื้อหาจากตำนานเพลงโคราชให้มีความร่วมสมัย โดยผลการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญพบว่าอยู่ในระดับเหมาะสมมาก (μ=3.47, 𝜎=0.88) และ 2) ผลการศึกษาความตระหนักรู้ต่อท้องถิ่นของกลุ่มเป้าหมายภายหลังการอ่านหนังสือการ์ตูนพบว่าอยู่ในระดับมาก (μ=4.15, 𝜎=1.12)</p> ทักษิณ แก้วประเสริฐ ปูรณ์ ยิ่งยงสมสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences 2026-04-30 2026-04-30 3 2 1 12 การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลเมืองกระนวน อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3826 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลเมืองกระนวน อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลเมืองกระนวน อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ประชากรได้แก่ ประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองกระนวน อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น จาก 6 หมู่บ้าน 11 ชุมชน จำนวน 8,196 คน (เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง) เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคำนวณโดยสูตรของ ทาโร ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 399 คน เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า สถิติวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t–test) และการทดสอบค่าเอฟ (F-test) และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe/) ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลเมืองกระนวน อำเภอกระนวณ จังหวัดขอนแก่น โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.02) เมื่อพิจารณารายด้านเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ลำดับแรกได้แก่ ด้านหลักความรับผิดชอบ (ค่าเฉลี่ย 4.13) รองลงมาได้แก่ ด้านหลักคุณธรรม (ค่าเฉลี่ย 4.06) ด้านหลักนิติธรรม (ค่าเฉลี่ย 4.06) ด้านหลักการมีส่วนร่วม (ค่าเฉลี่ย 4.04) ด้านหลักความคุ้มค่า (ค่าเฉลี่ย 3.95) และด้านหลักความโปร่งใส (ค่าเฉลี่ย 3.91) ตามลำดับ</li> <li>ประชาชนที่มีเพศ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลเมืองกระนวน อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ไม่แตกต่างกัน นัยสำคัญทางสถิติ 0.05</li> </ol> <p>ข้อค้นพบจากการวิจัยนี้ การเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์จากการบริหารแบบสั่งการ (Top-down) ไปสู่การบริหารแบบเครือข่ายร่วมมือ (Network Governance) จุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดในด้านความรับผิดชอบที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์และการบริการที่เท่าเทียม ขณะที่ด้านความโปร่งใสเป็นประเด็นที่ควรพัฒนาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ</p> กิตติยศ พริ้งเกษมชัย พัฒน์ศิณ สำเริงรัมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences 2026-04-30 2026-04-30 3 2 13 28 การพัฒนาทักษะการพินิจสารในวรรณคดีไทย โดยใช้วิธีการสอนแบบธรรมสากัจฉา (The Dhamma-Sakaccha Instructional Method) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3751 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการพินิจสารในวรรณคดีไทย และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบธรรมสากัจฉา ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ จำนวน 3 ห้องเรียน รวม 59 คน และกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนจำนวน 11 คน จาก 1 ห้องเรียน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการพินิจสารในวรรณคดีไทยโดยใช้วิธีการสอนแบบธรรมสากัจฉา แบบประเมินทักษะการพินิจสารในวรรณคดีไทย และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีทักษะการพินิจสารในวรรณคดีไทยโดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (= 2.54, S.D. = 0.58) และ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (= 17.18, S.D. = 2.35) สูงกว่าก่อนเรียน (= 8.90, S.D. = 3.33) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>องค์ความรู้จากการวิจัยครั้งนี้ คือ แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบธรรมสากัจฉาที่บูรณาการกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก ซึ่งสามารถพัฒนาทักษะการพินิจสารในวรรณคดีไทยของผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมด้านความเข้าใจ การวิเคราะห์ การตีความ การแสดงความคิดเห็นเชิงวิจารณ์ และการประเมินค่า</p> ไอรดา ยุ้มจัตุรัส อรอนุตร ธรรมจักร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences 2026-04-30 2026-04-30 3 2 29 41 การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความ โดยใช้การจัดการเรียนรู้เทคนิค 5W1H ร่วมกับชุดแบบฝึกการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบุเขว้า https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3385 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้เทคนิค 5W1H ร่วมกับชุดแบบฝึกการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เทคนิค 5W1H ร่วมกับชุดแบบฝึกการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบุเขว้า ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 17 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน 14 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านจับใจความ จำนวน 30 ข้อ 3) ชุดแบบฝึกการอ่านจับใจความ 4 ชุด 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีประสิทธิผล</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>การจัดการเรียนรู้เทคนิค 5W1H ร่วมกับชุดแบบฝึกการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 74.85/81.37 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 70/70</li> <li>นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความสามารถด้านการอ่านจับใจความ โดยใช้การจัดการเรียนรู้เทคนิค 5W1H ร่วมกับชุดแบบฝึกการอ่านจับใจความ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.5297 แสดงว่ามีพัฒนาการเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 52.97</li> <li>นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เทคนิค 5W1H ร่วมกับชุดแบบฝึกการอ่านจับใจความ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (µ = 4.79, = 0.15)</li> </ol> สุภัสสร เผือกชัยภูมิ นิลรัตน์ โภคินพัชรพงษ์ สกาวเดือน ไชยสา วาสนา เข็มจีนมะดัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences 2026-04-30 2026-04-30 3 2 42 55 การพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมการสอนพุทธประวัติผ่าน Timeline ด้วยเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code) เรื่องพุทธประวัติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านละมงค์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3467 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมการสอนพุทธประวัติผ่าน Timeline ด้วยเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code) และ 2) ศึกษาผลของการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมการสอนพุทธประวัติผ่าน Timeline ด้วยเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code) เรื่องพุทธประวัติ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental Research) แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน (One-Group Pretest-Posttest Design) กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านละมงค์ ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 25 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรม Timeline แบบ QR Code และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test แบบ Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมการสอนพุทธประวัติผ่าน Timeline ด้วยเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code) มีความเหมาะสมอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.65, S.D. = 0.45)</p> <p>2) ผลของการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมการสอนพุทธประวัติผ่าน Timeline ด้วยเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 22.45, p &lt; .05)</p> นุจรี หาญเสมอ เอกพันธ์ มะเดื่อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences 2026-04-30 2026-04-30 3 2 56 68 การพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตราตัวสะกดโดยใช้แบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหัวนาหนองแวง https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3389 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) เปรียบเทียบทักษะการเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตราตัวสะกดระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านหัวนาหนองแวง จำนวน 6 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 4 แผน แบบฝึกทักษะจำนวน 4 ชุด และแบบทดสอบวัดทักษะการเขียนสะกดคำ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน , ร้อยละ, ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ผลการวิจัยพบว่า</p> <h1> 1. แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/ E<sub>2</sub>) เท่ากับ 81.34/88.33 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้</h1> <h1> 2. นักเรียนมีทักษะการเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด โดยใช้แบบฝึกทักษะ ก่อนการใช้แบบฝึกทักษะคะแนน เฉลี่ยเท่ากับ 11.83 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.60 คิดเป็นร้อยละ 39.44 และหลังการใช้แบบฝึกทักษะมีคะแนน เฉลี่ยเท่ากับ 27.50 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.04 คิดเป็นร้อยละ 88.33 ซึ่งหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7886 แสดงว่ามีพัฒนาการเพิ่มขึ้น 78.86</h1> ณัฐณิชา แอมโคก นิลรัตน์ โภคินพัชรพงษ์ ปรียาภรณ์ แรกไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences 2026-04-30 2026-04-30 3 2 69 80 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติตามทัศนคติ ของประชาชน ในเขตพื้นที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3745 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติตามทัศนคติของประชาชนในพื้นที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 2) เพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติตามทัศนคติของประชาชนในพื้นที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดแนวคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้สูตรคำนวณของ ทาโร ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 398 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t–test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test) และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe/) ผลการวิจัยพบว่า<strong> </strong>1. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ ตามทัศนคติของประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านสติปัญญาและวิสัยทัศน์ ด้านความรู้ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านจิตใจและอารมณ์ ตามลำดับ</p> <ol start="2"> <li>ประชาชนที่มีเพศ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกัน มีทัศนคติต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ ไม่แตกต่างกัน</li> </ol> <p> สรุป คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักการเมืองในสายตาของประชาชนอำเภอสูงเนิน คือการเป็น ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ประชาชนให้ความสำคัญ ความเก่งมาเป็นลำดับหนึ่ง แต่ต้องเป็นความเก่งที่อยู่บนพื้นฐานของ ความดี</p> <p> ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ ประชาชนต้องการ "ผู้นำเชิงยุทธศาสตร์" ประชาชนมีความคาดหวังด้าน "สติปัญญาและวิสัยทัศน์" เป็นอันดับหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการนักการเมืองที่สามารถนำพาการเปลี่ยนแปลงและรับมือกับโลกที่ผันผวนได้ ไม่ใช่แค่ผู้ที่มีบารมีในท้องถิ่นแบบเดิม</p> บุญรวี ยมจินดา วราภรณ์ รุ่งเรืองกลกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences 2026-04-30 2026-04-30 3 2 81 97 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง มาตราแม่กก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3399 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง มาตราแม่กก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง มาตราแม่กก ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนอนุบาลชัยภูมิ อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 36 คน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โดยมาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) รูปแบบการวิจัย คือ การวิจัยเชิงทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในวิจัยมี 3 ชนิด คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง มาตราแม่กก จำนวน 10 แผน เป็นเวลา 10 ชั่วโมง โดยไม่รวมการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง มาตราแม่กก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3) แบบฝึกทักษะ เรื่อง มาตราแม่กก 10 แบบฝึกทักษะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่าที (t-test Dependent Sample) ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง มาตราแม่กก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 88.11/80.56 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง มาตราแม่กก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> ทองเพชร บุญเต็ม นิลรัตน์ โภคินพัชรพงษ์ ภทพร พลธรรม สำรวย เจริญสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences 2026-04-30 2026-04-30 3 2 98 110 การพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ เรื่อง การเขียนสะกดคำในสระเสียงยาว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3404 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน เรื่อง การเขียนสะกดคำในสระเสียงยาว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 4 (อมร สะเพียรชัย อุทิศ) อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 26 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเขียนสะกดคำสระเสียงยาว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 12 แผน รวมเวลา 12 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดทักษะการเขียนคำ เป็นแบบทดสอบปฏิบัติเขียนตามคำบอก จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติ, ร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีประสิทธิผล ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน เรื่อง การเขียนสะกดคำในสระเสียงยาว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.50/82.31 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้</p> <p> 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีทักษะการเขียนสะกดคำสระเสียงยาว หลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐานสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6377 แสดงว่ามีพัฒนาการเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 63.77</p> ปวีณา หมื่นขันธ์ นิลรัตน์ โภคินพัชรพงษ์ สกาวเดือน ไชยสา จรัสศรี ศิริอุดมสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences 2026-04-30 2026-04-30 3 2 111 124 สถานการณ์และแนวทางส่งเสริมการรับรู้สิทธิของเด็กและเยาวชน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3428 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอสถานการณ์การรับรู้เกี่ยวกับสิทธิของเด็กและเยาวชนใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ความเข้าใจสิทธิ ด้านการเข้าถึงข้อมูลสิทธิเด็กและเยาวชน ด้านแหล่งข้อมูลและช่องทางการรับรู้ และด้านบทบาทของหน่วยงานรัฐ และเพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมการรับรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ผลการวิเคราะห์ พบว่า 1) ด้านความรู้ความเข้าใจสิทธิ เด็กและเยาวชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิและมีรับรู้ผ่านสื่อออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ 2) ด้านการเข้าถึงข้อมูลสิทธิเด็กและเยาวชน พบว่า ผู้ปกครองควรมีมาตรการดูแลที่เหมาะสม และรัฐบาลควรมีบทบาทในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มในการนำเสนอเนื้อหาที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก 3) ด้านแหล่งข้อมูลและช่องทางการรับรู้ ในยุคดิจิทัลข้อมูลข่าวสารที่เด็กและเยาวชนได้รับผ่านจากสื่อต่าง ๆ เช่น สื่อวิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ประเภทต่าง ๆ มีอิทธิพลอย่างมากต่อเด็กและเยาวชน และ 4) ด้านบทบาทของหน่วยงานรัฐภาพลักษณ์และบทบาทของหน่วยงานรัฐในปัจจุบันยังมีความไม่ชัดเจนในสายตาเด็กและเยาวชน สำหรับแนวทางส่งเสริมการรับรู้เกี่ยวกับสิทธิของเด็กและเยาวชนมีทั้งแผนระยะสั้นและยะยาว และมุ่งเน้นให้ชุมชนเป็นกลไกหลักในการสร้างพื้นที่และระบบนิเวศที่ปลอดภัยและสร้างการรับรู้สิทธิเด็กและเยาวชน มีการบังคับใช้กฎหมายและมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน</p> สรวิชญ์ แฝงฤทธิ์ นิภาพรรณ เจนสันติกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences 2026-04-30 2026-04-30 3 2 125 136