วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS
<p><strong><span style="vertical-align: inherit;">หลักเกณฑ์และคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์บทความ</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ศูนย์ส่งเสริมการศึกษา มูลนิธิวัดป่าชยวัน ศรีจารุเมธีญาณอุปถัมภ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย มีนโยบายในการ ส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการ และงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ โดยครอบคลุมด้าน ปรัชญา ศาสนา รัฐศาสตร์ สังคมศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ พัฒนศึกษา พัฒนาสังคม บริหารการศึกษา การศึกษา ภาษา วรรณกรรม และสหวิทยาการ กำหนดการตีพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ ออกราย 2 เดือน คือ เล่ม 1 มกราคม –กุมภาพันธ์ /เล่ม 2 มีนาคม – เมษายน /เล่ม 3 พฤษภาคม – มิถุนายน /เล่ม 4 กรกฎาคม - สิงหาคม /เล่ม 5 กันยายน - ตุลาคม /เล่ม 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม โดยรูปแบบผลงานที่วารสารจะรับพิจารณา มี 5 ประเภท คือ</span></p> <ol> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความพิเศษ บทความทางวิชาการพิเศษ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการอย่างเข้มข้น และผ่านการอ่านและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักวิชาการในวงการวิชาการ/วิชาชีพ</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความทางวิชาการ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการ มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษาหรือประชาชนทั่วไป</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความวิจัย (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวิจัยใหม่ที่มีองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดๆมาก่อน</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์ เปรียบเทียบกัน</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่ บทความทบทวนความรู้ เรื่องแปล ย่อความจากวารสารต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะนำเครื่องมือใหม่ ตำรา หรือหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ หรือข่าวการประชุมทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ</span></li> </ol> <p><span style="vertical-align: inherit;">ซึ่งบทความที่จะนำมาตีพิมพ์ในวารสารจะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ ( Peer review) ซึ่งปกติจะมี Double Blind (ผู้พิจารณา 3 คน) ทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้วารสารมีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากล และนำไปอ้างอิงได้ ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องมีสาระ งานทบทวนความรู้เดิมและเสนอความรู้ใหม่ที่ทันสมัยรวมทั้งข้อคิดเห็นที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผลงานไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆการเตรียมต้นฉบับที่จะมาลงตีพิมพ์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สถานที่ติดต่อเกี่ยวกับบทความ และการสมัครสมาชิก</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สำนักงานวารสารเมธีวิจัย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">เลขที่ 555/4 หมู่ที่ 11 ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">อีเมล์: chakkree_2532@hotmail.com </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">อาจารย์ ดร.จักรี ศรีจารุเมธีญาณ โทรศัพท์ 080-7506846 </span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">1 ประเภทของบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย ตีพิมพ์บทความประเภทต่าง ๆ ดังนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.1 บทความพิเศษ บทความทางวิชาการพิเศษ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการอย่างเข้มข้น และผ่านการอ่านและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้น ๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักวิชาการในวงการวิชาการ/วิชาชีพ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.2 บทความทางวิชาการ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการ มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษาหรือประชาชนทั่วไป </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.3 บทความวิจัย (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวิจัยใหม่ที่มีองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใด ๆ มาก่อน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.4 บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์ เปรียบเทียบกัน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.5 ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่ บทความทบทวนความรู้ เรื่องแปล ย่อความจากวารสารต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะนำเครื่องมือใหม่ ตำรา หรือหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ หรือข่าวการประชุมทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การส่งบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความที่จะตีพิมพ์ในวารสารเมธีวิจัย ต้องผ่านระบบลงทะเบียนออนไลน์ และรอการตรวจสอบจากกองบรรณาธิการ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การตรวจสอบบทความและพิสูจน์อักษร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ผู้นิพนธ์ควรตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมบทความให้ถูกต้องตามรูปแบบของบทความที่วารสารกำหนด ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องแน่นอน พร้อมทั้งพิสูจน์อักษรก่อนที่จะส่งบทความนี้ให้กับบรรณาธิการ การเตรียมบทความให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสารจะทำให้การพิจารณาตีพิมพ์มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร</span></p> <p><strong> </strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">การเตรียมบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความต้องเป็นตัวพิมพ์ดีด โดยใช้ชุดแบบอักษร (font) ชนิดไทยสารบรรณ (TH Sarabun PSK) ขนาดอักษร 16 จัดกั้นหลังตรง และมีระยะห่างระหว่างบรรทัดหนึ่งช่อง (double spacing) ตลอดเอกสาร พิมพ์หน้าเดียวลงบนกระดาษ (A4) พิมพ์ให้ห่างจากขอบกระดาษ ด้านซ้าย และด้านขวา ขนาด 3.81 ซม. ด้านบน ขนาด 4.5 ซม. และด้านล่าง ขนาด 4.01 ซม. พร้อมใส่หมายเลขหน้ากำกับทางมุมขวาบนทุกหน้า บทความไม่ควรยาวเกิน 15 หน้ากระดาษพิมพ์ (A4) โดยนับรวมภาพประกอบและตาราง</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การพิจารณาและคัดเลือกบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - blind peer review)</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">2 บทคัดย่อ (Abstract)</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทคัดย่อควรมีความยาวไม่เกิน 350 คำ โดยแยกต่างหากจากเนื้อเรื่อง บทความวิจัย/วิชาการ ต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งบทคัดย่อควรเขียนให้ได้ใจความทั้งหมดของเรื่อง ไม่ต้องอ้างอิงเอกสาร รูปภาพ หรือตาราง และ ให้มีเพียง 3 ส่วนเท่านั้น คือ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1) วัตถุประสงค์ ควรกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการศึกษา</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">2) ผลการวิจัยพบว่า ควรประกอบด้วยผลที่ได้รับจากการค้นคว้า ศึกษา และผลของค่าสถิติ (ในกรณีมีการวิเคราะห์)</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3) คำสำคัญ ควรมีคำสำคัญไม่เกิน 3 คำ ที่ครอบคลุมชื่อเรื่องที่ศึกษาและจะปรากฏอยู่ในส่วนท้ายของบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และคั่นด้วยเครื่องหมายอัฒภาค (Semicolon) (;)</span></p> <p><strong> </strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">3 เนื้อเรื่อง ควรประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทความวิจัย ประกอบด้วย</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.1 บทนำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวนำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review) ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่าง ๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา และกล่าวถึงเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหาในการศึกษาครั้งนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Research Objectives) เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการวิจัย รวมถึงรวบรวมหลักการ วิธีการ โดยมีรายละเอียดว่าจะต้องศึกษาอะไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูล และเสนอผลการวิจัยได้อย่างชัดเจน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.3 วิธีดำเนินการวิจัย (Methods) เป็นการกำหนด วิธีการ กิจกรรม รายละเอียดของการวิจัย การศึกษาประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา และวิธีการศึกษาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย รวมทั้งสถิติที่นำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.4 สรุปผลการวิจัย (Results) เป็นการแสดงผลที่ได้จากการศึกษาและวิเคราะห์ในข้อ 3.1.2 ควรจำแนกผลออกเป็นหมวดหมู่และสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการศึกษาโดยการบรรยายในเนื้อเรื่องและแสดงรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยภาพประกอบ ตาราง กราฟ หรือ แผนภูมิ ตามความเหมาะสม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.5 อภิปรายผลการวิจัย (Discussion) เป็นการนำข้อมูลที่ได้มาจากการวิเคราะห์ของผู้นิพนธ์ นำมาเปรียบเทียบกับผลการวิจัยของผู้อื่น เพื่อให้มีความเข้าใจหรือเกิดความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนั้น รวมทั้งข้อดี ข้อเสียของวิธีการศึกษา เสนอแนะความคิดเห็นใหม่ๆ ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.6 ข้อเสนอแนะ (Suggestion) การแนะแนวการนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.7 กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) (Acknowledgement) เป็นส่วนที่กล่าวขอบคุณต่อองค์กร หน่วยงาน หรือบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือร่วมมือในการวิจัย รวมทั้งแหล่งที่มาของเงินทุนวิจัย และหมายเลขของทุนวิจัย</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.8 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA เวอร์ชั่น 6 (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลายโดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆที่ง่ายต่อการศึกษาและการปฏิบัติ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">3.2 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทความวิชาการ ประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.1 บทนำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวนำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (review) ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่างๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา และกล่าวถึงเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหาในการศึกษาครั้ง</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.2 เนื้อหา (Content) เรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการจะให้ผู้อ่านได้รับทราบ เนื้อหาที่ดีต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจนและน่าสนใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพทางความคิดของผู้เขียนเป็นสำคัญ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.3 สรุป (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนบทความที่ผู้เขียนจะต้องเขียนให้เหลือเฉพาะส่วนที่มีความสำคัญ เป็นการกลั่นกรอง การรวบรวมหรือการลดข้อความให้เหลือส่วนที่สำคัญเท่านั้น</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.4 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA (American Psychological Association) ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ที่เป็นรูปแบบเดียวกัน</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">3.3 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทวิจารณ์หนังสือ ประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.1 ชื่อเรื่องของหนังสือ (Title) ให้ระบุทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.2 ชื่อผู้เขียนหนังสือ (Author) ให้ระบุชื่อเต็มทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษพร้อมระบุสถาบัน หรือหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.3 ชื่อผู้วิจารณ์ (Name of Reviews) ให้ระบุชื่อเต็มทั้งภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ พร้อมระบุสถาบัน หรือหน่วยงานของที่ผู้วิจารณ์สังกัด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.4 เนื้อหาการวิจารณ์ (Reviews Content) ในการเขียนเกี่ยวกับหนังสือวิจารณ์ เนื้อเรื่องจะเป็นส่วนแสดงความคิดเห็นและรายละเอียดในการวิจารณ์ โดยนำเสนอเรื่องราวจุดเด่น จุดบกพร่องของเรื่อง โดยทำการวิจารณ์หรือวิพากษ์อย่างมีหลักเกณฑ์และเหตุผลตามหลักวิชาการ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.5 สรุป (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนสรุปความคิดเห็นทั้งหมดที่วิจารณ์รวมถึงให้ข้อคิดหรือข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.6 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA (American Psychological Association) ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆที่เป็นรูปแบบเดียวกัน</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การเขียนเอกสารอ้างอิง</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">รายงานการวิจัย </span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน (ในกรณีภาษาไทย ใช้ชื่อและนามสกุล และในกรณีภาษาอังกฤษ ใช้นามสกุลและชื่อ). ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อย่อของวารสาร. เล่มที่พิมพ์ ฉบับที่พิมพ์: เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง. ในกรณีที่มีผู้เขียนมากกว่า 6 คน ให้ใส่รายชื่อผู้เขียนคนแรก แล้วตามด้วยคำว่า “และคณะ” หรือ “et al.”</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">หนังสือ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน (ในกรณีภาษาไทย ใช้ชื่อและนามสกุล และในกรณีภาษาอังกฤษ ใช้นามสกุลและชื่อ). ปีที่พิมพ์. ชื่อหนังสือ. สำนักพิมพ์. เมืองที่พิมพ์ : เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง. </span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">รายงานการประชุมและสัมมนา</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเอกสารรวมเรื่องที่ได้จากรายงานการประชุม. วัน เดือน ปีที่จัด : สถานที่จัด : สำนักพิมพ์ หรือผู้จัดพิมพ์. เลขหน้า.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">วิทยานิพนธ์/ ดุษฎีนิพนธ์/สารนิพนธ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ระดับวิทยานิพนธ์ : ชื่อสถาบันการศึกษา.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">บทความในหนังสือพิมพ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อหนังสือพิมพ์. เล่มที่พิมพ์ ฉบับที่พิมพ์: เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สัมภาษณ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์. วัน เดือน ปีที่สัมภาษณ์. ตำแหน่ง (ถ้ามี).</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สื่ออิเล็กทรอนิกส์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อเว็บไซต์. วัน เดือน ปีที่สืบค้น. ได้มาจาก ชื่อ website.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">4 ภาพประกอบ (Figure) และส่วนตาราง (Table)</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ภาพประกอบและตารางควรมีเท่าที่จำเป็น โดยพิมพ์หน้าละ 1 ภาพ หรือ 1 ตารางสำหรับคำบรรยายภาพและตารางให้พิมพ์เหนือภาพหรือตาราง ส่วนคำอธิบายเพิ่มเติมให้ใส่ใต้ภาพหรือตาราง</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">กำหนดการออกวารสาร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">***หมายเหตุ: วารสารตีพิมพ์ฟรี ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม</span></p>
ศูนย์ส่งเสริมการศึกษา มูลนิธิวัดป่าชยวัน ศรีจารุเมธีญาณอุปถัมภ์
th-TH
วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
3027-7531
-
บทวิจารณ์วรรณกรรม “Champagne Supernova และการฆ่าตัวตายครั้งสุดท้ายของชาลี”
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2785
<p>บทวิจารณ์วรรณกรรมเรื่อง <em>Champagne Supernova และการฆ่าตัวตายครั้งสุดท้ายของชาลี</em> <br />มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์นวนิยายที่สะท้อนภาพชีวิตของชาลี ชายหนุ่มผู้มีชีวิตเรียบง่าย จืดชืด และเต็มไปด้วยความคิดเรื่องความตาย นวนิยายสะท้อนสภาวะจิตใจของคนรุ่นใหม่ที่เผชิญความซ้ำซาก<br />ของชีวิตเมือง การขาดเป้าหมาย และความสัมพันธ์ที่เปราะบาง การวิจารณ์ครั้งนี้วิเคราะห์ตามองค์ประกอบของนวนิยาย 6 ด้าน ได้แก่ โครงเรื่อง แก่นเรื่อง ตัวละคร ฉาก บทสนทนา และกลวิธีการแต่ง พบว่า ผู้แต่งใช้การเล่าเรื่องที่เรียบง่าย แฝงอารมณ์เสียดสี พร้อมบทสนทนาที่สะท้อนความจริงของชีวิตมนุษย์เงินเดือน ตัวละครถูกสร้างให้มีความเป็น “สามัญชน” ที่มีทั้งความสิ้นหวังและการดิ้นรนเพื่อค้นหาความหมายของการมีอยู่ งานวิจารณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า นวนิยายดังกล่าวไม่เพียงนำเสนอการพยายามฆ่าตัวตายของตัวละครเอก แต่ยังสะท้อนความเปลี่ยวเหงา ความแปลกแยก และความไม่มั่นคงในสังคมไทยร่วมสมัยอีกด้วย</p>
เพชรมณี คชวงศ์
ปพิชญา พรหมกันธา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2026-02-27
2026-02-27
3 1
121
133
-
คุณลักษณะผู้สอนวิชาสังคมศึกษาแห่งประชาคมอาเซียน ถอดบทเรียนด้วย “เบญจภาคี” กรณีศึกษาประเทศเวียดนาม
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3351
<p>บทบาทและคุณลักษณะของครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษาในฐานะปัจจัยเชิงมนุษย์ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแรงบันดาลใจและทัศนคติของผู้เรียนเป็นสิ่งที่ควรศึกษา โดยเฉพาะในบริบทการศึกษาเปรียบเทียบข้ามประเทศในประชาคมอาเซียน บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอคุณลักษณะของครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษาที่ผู้เรียนพึงประสงค์ในระดับประชาคมอาเซียน ผ่านกรณีศึกษาประเทศเวียดนามเป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายเชิงลึก โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากการถอดบทเรียนที่ได้จากประชุมเครือข่ายอาจารย์สาขาสังคมศาสตร์ในระดับอุดมศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียน ผลการศึกษานำไปสู่การพัฒนาแนวคิด “เบญจภาคี ” ประกอบด้วย วิชาการ วาทการ บูรณาการ ประสบการณ์ และสถานการณ์ อันเป็นคุณสมบัติที่ต้องมีในตัวของผู้สอนสังคมศึกษาแห่งประชาคมอาเซียน</p>
สุวิชัย โกศัยยะวัฒน์
สฎายุ ธีระวณิชตระกูล
อิทธิเดช น้อยไม้
ศักดิ์ดา ทองโสภณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2026-02-27
2026-02-27
3 1
69
81
-
ประเด็นคัดสรรว่าด้วยความท้าทายด้านความโปร่งใสและการตรวจสอบธรรมาภิบาล ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยบนพื้นฐานหลักการกระจายอำนาจ
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2578
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถประสงค์เพื่อ วิเคราะห์ปัญหาด้านธรรมาภิบาลขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในบริบทของการกระจายอำนาจในประเทศไทย ผลการศึกษาประเด็นเงื่อนไขที่ส่งผลต่อด้านความโปร่งใสและการตรวจสอบธรรมาภิบาล พบว่า การขาดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะที่ครอบคลุม การจำกัดการเข้าถึงข้อมูล กลไกการตรวจสอบที่ไม่เป็นอิสระ ปัญหาความรับผิดชอบตรวจสอบได้ การขาดความรู้ความเข้าใจของประชาชนในสิทธิหน้าที่ของตน และการไม่มีส่วนร่วมในการกำกับตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐในท้องถิ่น และ ประเด็นแนวทางการพัฒนาความโปร่งใสและการตรวจสอบธรรมาภิบาล พบว่า ควรจัดตั้งกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระและโปร่งใสการส่งเสริมบทบาทของประชาชนในฐานะผู้ตรวจสอบ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งในด้านความรู้และคุณธรรม ตลอดจนการปรับปรุงกรอบกฎหมายให้รองรับกลไกการควบคุมและตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น </p> <p> ข้อค้นพบจากงานวิชาการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อที่ส่งผลต่อประชาชนโดยตรง</p>
วรฉัตร วริวรรณ
พงศ์สวัสดิ์ ราชจันทร์
เสกสรรค์ สนวา
สุพัฒนา ศรีบุตรดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2026-02-27
2026-02-27
3 1
82
93
-
การควบคุมวิชาชีพทางการศึกษา: บทวิเคราะห์อำนาจทางปกครอง และการดำเนินการของสภาวิชาชีพ
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3290
<p>บทความวิชาการนี้วิเคราะห์อำนาจทางปกครองและการดำเนินการเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการควบคุมวิชาชีพทางการศึกษา ของสภาวิชาชีพตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ผลการวิเคราะห์พบว่า การใช้อำนาจทางปกครองในการกำกับดูแลวิชาชีพดำเนินการผ่านกลไกหลักสองประการได้แก่ การออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และการควบคุมจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยยึดหลักนิติธรรมและความโปร่งใส ส่วนการดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพประกอบด้วย (1) การดำเนินการสำหรับการออกและต่ออายุใบอนุญาต โดยใช้หลักความเสมอภาคในการคัดกรองและเชื่อมโยงกิจกรรมพัฒนาตนเองกับการปฏิบัติงานจริงอย่างเข้มข้น และ (2) การดำเนินการสำหรับการควบคุมจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยยกระดับความเร็วในการพิจารณากรณีความผิดร้ายแรงและกำหนดมาตรฐานการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษตามหลักความได้สัดส่วนและความเสมอภาค ข้อค้นพบเหล่านี้ขยายมุมมองเกี่ยวกับการควบคุมวิชาชีพผ่านมิติกฎหมายปกครอง และเป็นแนวทางการใช้อำนาจรัฐอย่างชอบธรรม ในการยกระดับคุณภาพครูและความเชื่อมั่นต่อวิชาชีพ</p>
พลรพี ทุมมาพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2026-02-27
2026-02-27
3 1
94
108
-
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อพัฒนาระบบความก้าวหน้า ในสายอาชีพของข้าราชการไทยบนฐานคุณธรรมและภูมิปัญญาไทย
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3273
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) การวิเคราะห์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในระบบบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ และ (2) เสนอแนวทางเพื่อพัฒนาระบบความก้าวหน้าในสายอาชีพของข้าราชการไทยบนฐานคุณธรรมและภูมิปัญญาไทยภายใต้บริบทการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดยดำเนินการศึกษาด้วยการวิจัยเชิงเอกสารจากเอกสารเชิงนโยบาย งานวิจัย และรายงานภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศ ครอบคลุมช่วงเวลาการวิเคราะห์ระหว่างปี พ.ศ. 2558-2568 ผลการศึกษาพบว่า (1) แนวคิดและศักยภาพของ AI ในระบบบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐสามารถสนับสนุนการบริหารบุคคลบนฐานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการสรรหา การประเมินสมรรถนะ การวางแผนพัฒนาเส้นทางอาชีพ และการสนับสนุนการตัดสินความก้าวหน้าในตำแหน่ง ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดอคติจากดุลยพินิจส่วนบุคคล และเพิ่มความเที่ยงตรงในการประเมินผลการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตามการใช้ AI จำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้านจริยธรรม ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กัน และ (2) แนวทางพัฒนา “ระบบความก้าวหน้าในสายอาชีพของข้าราชการไทย” ที่สมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับคุณค่ามนุษย์ควรตั้งอยู่บนฐานคุณธรรมและภูมิปัญญาไทย เช่น ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ความพอดี ความเมตตา และการคิดเชิงสมดุล โดยเสนอให้จัดทำนโยบายกำกับดูแล AI (AI Governance) พัฒนาระบบข้อมูลบุคลากรกลาง และออกแบบ AI เพื่อสนับสนุนการประเมินและการแนะนำเส้นทางอาชีพแบบเฉพาะบุคคลที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อมุ่งสู่ระบบราชการที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนในยุคดิจิทัล</p>
วชิรวัชร งามละม่อม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2026-02-27
2026-02-27
3 1
109
120
-
การรับรู้สิทธิของแรงงานภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2846
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้เกี่ยวกับสิทธิทางการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลตระแสง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่วิจัย คือ ตำบลตระแสง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 367 คนใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับการรับรู้สิทธิเกษตรกรของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลตระแสง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.52, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.86) โดยมีช่องทางการรับรู้มากที่สุดจากเกษตรกรด้วยกันเอง (ค่าเฉลี่ย = 4.00, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.76) รองลงมา การประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานภาครัฐ (ค่าเฉลี่ย = 3.90, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.88) และน้อยที่สุด วิทยุ (ค่าเฉลี่ย = 2.18, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 1.10) องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนากระบวนการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสิทธิทางการเกษตรและช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงสิทธิและปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง</p>
อนันตชา ทองใบ
นิภาพรรณ เจนสันติกุล
ฐาลินี สังฆจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2026-02-27
2026-02-27
3 1
1
12
-
การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3355
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา 3. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา</p> <p>เครื่องมือในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา จำนวน 12 แผน 12 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านและเขียนสะกดคำก่อนและหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 3. แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ จำนวน 12 แบบฝึก 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิตที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ทดสอบสมมติฐานใช้วิลคอกซัน (The Wilcoxon Matched Pairs Singed-Ranks Test) ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 96.17/95.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้</li> <li>นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ เรื่อง ตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.73) ( = 0.55)</li> </ol>
พีรัตน์ดา พิมาลัย
นิลรัตน์ โคตะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2026-02-27
2026-02-27
3 1
13
27
-
แนวทางการบริหารงานทั่วไปของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2850
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานทั่วไป และ 2. เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานทั่วไปของสถานศึกษา มีรูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี ใช้แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไปของกระทรวงศึกษาธิการเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี ตัวอย่างที่ใช้ คือ ครูผู้สอนในสถานศึกษา จำนวน 309 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบชั้นภูมิ ตามขนาดสถานศึกษา และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสนทนากลุ่มจำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และประเด็นการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานทั่วไปของสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการส่งเสริมกิจการนักเรียน ด้านการพัฒนาระบบเครือข่ายและข้อมูลสารสนเทศ ด้านการดำเนินงานธุรการ ด้านการดูแลอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม และด้านการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา 2) แนวทางการบริหารงานทั่วไปของสถานศึกษา มีแนวทาง ดังนี้ 2.1) ด้านการพัฒนาระบบเครือข่ายและข้อมูลสารสนเทศ สถานศึกษาควรจัดให้มีระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพและฐานข้อมูลที่เป็นระบบ 2.2) ด้านการดำเนินงานธุรการ สถานศึกษาควรพัฒนาระบบงานธุรการให้มีความเป็นระบบ ระเบียบ รวดเร็ว และตรวจสอบได้ 2.3) ด้านการดูแลอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม สถานศึกษาควรมีการบริหารจัดการอาคารสถานที่อย่างเป็นระบบ 2.4) ด้านการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา สถานศึกษาควรสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 2.5) ด้านการส่งเสริมกิจการนักเรียน สถานศึกษาควรมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครองในการพัฒนาผู้เรียน องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ ได้แก่ 1) การประยุกต์ใช้ระบบดิจิทัลและข้อมูลเชิงลึก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนงานและการติดตามผลอย่างเป็นระบบ 2) การออกแบบกระบวนการบริหารแบบคล่องตัว เพื่อให้สถานศึกษาตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ และ 3) การสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมผ่านแพลตฟอร์มสื่อสารออนไลน์เพื่อให้บุคลากรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมตัดสินใจบนข้อมูลเดียวกัน</p> <p> </p>
ศราวุฒิ จิตบรรจง
นิพนธ์ วรรณเวช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2026-02-27
2026-02-27
3 1
28
41
-
การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ Phonics โดยใช้บัตรรวมคำศัพท์ (Word Mat) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3384
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ Phonics โดยใช้บัตรรวมคำศัพท์ (Word mats) ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ Phonics โดยใช้บัตรรวมคำศัพท์ (Word mats) และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บัตรรวมคำศัพท์ (Word mats) กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโนนจันทึกห้วยแกวิทยา จำนวน 10 คน ภาคเรียนที่ 1/2568 ซึ่งมาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้, ชุดบัตรรวมคำศัพท์ (Word mats), แบบทดสอบทักษะการออกเสียงสะกดคำ Phonics และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีประสิทธิผล</p> <p> ผลการวิจัย 1) นักเรียนมีทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ค่าดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ Phonics โดยใช้บัตรรวมคำศัพท์ (Word mats) มีค่าเท่ากับ 0.2899 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ Phonics โดยใช้บัตรรวมคำศัพท์ (Word mats) เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 28.99 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บัตรรวมคำศัพท์ (Word mats) โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.55 , = 0.51)<strong> </strong></p>
กนกวรรณ โม้เมือง
นิลรัตน์ โภคินพัชรพงษ์
ปุญญาดา เทือกเพีย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2026-02-27
2026-02-27
3 1
42
56
-
การพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับชุมชนฐานรากด้วยการแปรรูปเห็ด ภูมิปัญญาท้องถิ่นบนฐานเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2594
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์บริบทการแปรรูปเห็ดภูมิปัญญาท้องถิ่นบนฐานเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ และ 2) เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับชุมชนฐานรากด้วยการแปรรูปเห็ดภูมิปัญญาท้องถิ่นบนฐานเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ รูปแบบการวิจัยเป็น การวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การออกแบบเชิงสำรวจแบบลำดับขั้น เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพก่อน แล้วจึงรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้นำชุมชน ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย กลุ่มแปรรูปเห็ด จำนวน 5 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ในการศึกษาบริบทการแปรรูปเห็ดภูมิปัญญาท้องถิ่นบนฐานเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ และ 2) แบบประเมินความพึงพอใจการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับชุมชนฐานรากด้วยการแปรรูปเห็ดภูมิปัญญาท้องถิ่นบนฐานเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน ในกรณีการวิจัยเชิงปริมาณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับชุมชนฐานรากด้วยการแปรรูปเห็ดภูมิปัญญาท้องถิ่นบนฐานเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̄ = 4.66) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านค่าเฉลี่ยสามอันแรก คือ ด้านการนำความรู้ไปใช้ ค่าเฉลี่ย 4.66 ระดับมากที่สุด รองลงมา ด้านสถานที่ / ระยะเวลา / อาหาร / ประชาสัมพันธ์ ค่าเฉลี่ย 4.65 ระดับมากที่สุด และด้านวิทยากร ค่าเฉลี่ย 4.63 ระดับมากที่สุด ตามลำดับ</p> <h1> องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ ในการถ่ายทอดความรู้ การเก็บรักษา การแปรรูปเห็ดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของบรรพบุรุษสู่คนรุ่นปัจจุบัน และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐาน สวยงามตรงตามความต้องการของตลาดในปัจจุบัน</h1>
อินทุราภรณ์ อินทรประจบ เรมี
ไศลโสภิน ภิรมย์ไกรภักดิ์
ฤทธิชัย ผานาค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2026-02-27
2026-02-27
3 1
57
68