วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS
<p><strong><span style="vertical-align: inherit;">หลักเกณฑ์และคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์บทความ</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ศูนย์ส่งเสริมการศึกษา มูลนิธิวัดป่าชยวัน ศรีจารุเมธีญาณอุปถัมภ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย มีนโยบายในการ ส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการ และงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ โดยครอบคลุมด้าน ปรัชญา ศาสนา รัฐศาสตร์ สังคมศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ พัฒนศึกษา พัฒนาสังคม บริหารการศึกษา การศึกษา ภาษา วรรณกรรม และสหวิทยาการ กำหนดการตีพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ ออกราย 2 เดือน คือ เล่ม 1 มกราคม –กุมภาพันธ์ /เล่ม 2 มีนาคม – เมษายน /เล่ม 3 พฤษภาคม – มิถุนายน /เล่ม 4 กรกฎาคม - สิงหาคม /เล่ม 5 กันยายน - ตุลาคม /เล่ม 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม โดยรูปแบบผลงานที่วารสารจะรับพิจารณา มี 5 ประเภท คือ</span></p> <ol> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความพิเศษ บทความทางวิชาการพิเศษ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการอย่างเข้มข้น และผ่านการอ่านและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักวิชาการในวงการวิชาการ/วิชาชีพ</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความทางวิชาการ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการ มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษาหรือประชาชนทั่วไป</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความวิจัย (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวิจัยใหม่ที่มีองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดๆมาก่อน</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์ เปรียบเทียบกัน</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่ บทความทบทวนความรู้ เรื่องแปล ย่อความจากวารสารต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะนำเครื่องมือใหม่ ตำรา หรือหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ หรือข่าวการประชุมทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ</span></li> </ol> <p><span style="vertical-align: inherit;">ซึ่งบทความที่จะนำมาตีพิมพ์ในวารสารจะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ ( Peer review) ซึ่งปกติจะมี Double Blind (ผู้พิจารณา 3 คน) ทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้วารสารมีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากล และนำไปอ้างอิงได้ ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องมีสาระ งานทบทวนความรู้เดิมและเสนอความรู้ใหม่ที่ทันสมัยรวมทั้งข้อคิดเห็นที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผลงานไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆการเตรียมต้นฉบับที่จะมาลงตีพิมพ์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สถานที่ติดต่อเกี่ยวกับบทความ และการสมัครสมาชิก</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สำนักงานวารสารเมธีวิจัย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">เลขที่ 555/4 หมู่ที่ 11 ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">อีเมล์: chakkree_2532@hotmail.com </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">อาจารย์ ดร.จักรี ศรีจารุเมธีญาณ โทรศัพท์ 080-7506846 </span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">1 ประเภทของบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย ตีพิมพ์บทความประเภทต่าง ๆ ดังนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.1 บทความพิเศษ บทความทางวิชาการพิเศษ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการอย่างเข้มข้น และผ่านการอ่านและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้น ๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักวิชาการในวงการวิชาการ/วิชาชีพ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.2 บทความทางวิชาการ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการ มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษาหรือประชาชนทั่วไป </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.3 บทความวิจัย (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวิจัยใหม่ที่มีองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใด ๆ มาก่อน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.4 บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์ เปรียบเทียบกัน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.5 ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่ บทความทบทวนความรู้ เรื่องแปล ย่อความจากวารสารต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะนำเครื่องมือใหม่ ตำรา หรือหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ หรือข่าวการประชุมทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การส่งบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความที่จะตีพิมพ์ในวารสารเมธีวิจัย ต้องผ่านระบบลงทะเบียนออนไลน์ และรอการตรวจสอบจากกองบรรณาธิการ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การตรวจสอบบทความและพิสูจน์อักษร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ผู้นิพนธ์ควรตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมบทความให้ถูกต้องตามรูปแบบของบทความที่วารสารกำหนด ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องแน่นอน พร้อมทั้งพิสูจน์อักษรก่อนที่จะส่งบทความนี้ให้กับบรรณาธิการ การเตรียมบทความให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสารจะทำให้การพิจารณาตีพิมพ์มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร</span></p> <p><strong> </strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">การเตรียมบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความต้องเป็นตัวพิมพ์ดีด โดยใช้ชุดแบบอักษร (font) ชนิดไทยสารบรรณ (TH Sarabun PSK) ขนาดอักษร 16 จัดกั้นหลังตรง และมีระยะห่างระหว่างบรรทัดหนึ่งช่อง (double spacing) ตลอดเอกสาร พิมพ์หน้าเดียวลงบนกระดาษ (A4) พิมพ์ให้ห่างจากขอบกระดาษ ด้านซ้าย และด้านขวา ขนาด 3.81 ซม. ด้านบน ขนาด 4.5 ซม. และด้านล่าง ขนาด 4.01 ซม. พร้อมใส่หมายเลขหน้ากำกับทางมุมขวาบนทุกหน้า บทความไม่ควรยาวเกิน 15 หน้ากระดาษพิมพ์ (A4) โดยนับรวมภาพประกอบและตาราง</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การพิจารณาและคัดเลือกบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - blind peer review)</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">2 บทคัดย่อ (Abstract)</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทคัดย่อควรมีความยาวไม่เกิน 350 คำ โดยแยกต่างหากจากเนื้อเรื่อง บทความวิจัย/วิชาการ ต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งบทคัดย่อควรเขียนให้ได้ใจความทั้งหมดของเรื่อง ไม่ต้องอ้างอิงเอกสาร รูปภาพ หรือตาราง และ ให้มีเพียง 3 ส่วนเท่านั้น คือ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1) วัตถุประสงค์ ควรกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการศึกษา</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">2) ผลการวิจัยพบว่า ควรประกอบด้วยผลที่ได้รับจากการค้นคว้า ศึกษา และผลของค่าสถิติ (ในกรณีมีการวิเคราะห์)</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3) คำสำคัญ ควรมีคำสำคัญไม่เกิน 3 คำ ที่ครอบคลุมชื่อเรื่องที่ศึกษาและจะปรากฏอยู่ในส่วนท้ายของบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และคั่นด้วยเครื่องหมายอัฒภาค (Semicolon) (;)</span></p> <p><strong> </strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">3 เนื้อเรื่อง ควรประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทความวิจัย ประกอบด้วย</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.1 บทนำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวนำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review) ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่าง ๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา และกล่าวถึงเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหาในการศึกษาครั้งนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Research Objectives) เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการวิจัย รวมถึงรวบรวมหลักการ วิธีการ โดยมีรายละเอียดว่าจะต้องศึกษาอะไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูล และเสนอผลการวิจัยได้อย่างชัดเจน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.3 วิธีดำเนินการวิจัย (Methods) เป็นการกำหนด วิธีการ กิจกรรม รายละเอียดของการวิจัย การศึกษาประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา และวิธีการศึกษาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย รวมทั้งสถิติที่นำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.4 สรุปผลการวิจัย (Results) เป็นการแสดงผลที่ได้จากการศึกษาและวิเคราะห์ในข้อ 3.1.2 ควรจำแนกผลออกเป็นหมวดหมู่และสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการศึกษาโดยการบรรยายในเนื้อเรื่องและแสดงรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยภาพประกอบ ตาราง กราฟ หรือ แผนภูมิ ตามความเหมาะสม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.5 อภิปรายผลการวิจัย (Discussion) เป็นการนำข้อมูลที่ได้มาจากการวิเคราะห์ของผู้นิพนธ์ นำมาเปรียบเทียบกับผลการวิจัยของผู้อื่น เพื่อให้มีความเข้าใจหรือเกิดความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนั้น รวมทั้งข้อดี ข้อเสียของวิธีการศึกษา เสนอแนะความคิดเห็นใหม่ๆ ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.6 ข้อเสนอแนะ (Suggestion) การแนะแนวการนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.7 กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) (Acknowledgement) เป็นส่วนที่กล่าวขอบคุณต่อองค์กร หน่วยงาน หรือบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือร่วมมือในการวิจัย รวมทั้งแหล่งที่มาของเงินทุนวิจัย และหมายเลขของทุนวิจัย</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.8 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA เวอร์ชั่น 6 (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลายโดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆที่ง่ายต่อการศึกษาและการปฏิบัติ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">3.2 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทความวิชาการ ประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.1 บทนำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวนำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (review) ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่างๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา และกล่าวถึงเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหาในการศึกษาครั้ง</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.2 เนื้อหา (Content) เรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการจะให้ผู้อ่านได้รับทราบ เนื้อหาที่ดีต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจนและน่าสนใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพทางความคิดของผู้เขียนเป็นสำคัญ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.3 สรุป (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนบทความที่ผู้เขียนจะต้องเขียนให้เหลือเฉพาะส่วนที่มีความสำคัญ เป็นการกลั่นกรอง การรวบรวมหรือการลดข้อความให้เหลือส่วนที่สำคัญเท่านั้น</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.4 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA (American Psychological Association) ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ที่เป็นรูปแบบเดียวกัน</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">3.3 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทวิจารณ์หนังสือ ประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.1 ชื่อเรื่องของหนังสือ (Title) ให้ระบุทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.2 ชื่อผู้เขียนหนังสือ (Author) ให้ระบุชื่อเต็มทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษพร้อมระบุสถาบัน หรือหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.3 ชื่อผู้วิจารณ์ (Name of Reviews) ให้ระบุชื่อเต็มทั้งภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ พร้อมระบุสถาบัน หรือหน่วยงานของที่ผู้วิจารณ์สังกัด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.4 เนื้อหาการวิจารณ์ (Reviews Content) ในการเขียนเกี่ยวกับหนังสือวิจารณ์ เนื้อเรื่องจะเป็นส่วนแสดงความคิดเห็นและรายละเอียดในการวิจารณ์ โดยนำเสนอเรื่องราวจุดเด่น จุดบกพร่องของเรื่อง โดยทำการวิจารณ์หรือวิพากษ์อย่างมีหลักเกณฑ์และเหตุผลตามหลักวิชาการ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.5 สรุป (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนสรุปความคิดเห็นทั้งหมดที่วิจารณ์รวมถึงให้ข้อคิดหรือข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.6 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA (American Psychological Association) ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆที่เป็นรูปแบบเดียวกัน</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การเขียนเอกสารอ้างอิง</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">รายงานการวิจัย </span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน (ในกรณีภาษาไทย ใช้ชื่อและนามสกุล และในกรณีภาษาอังกฤษ ใช้นามสกุลและชื่อ). ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อย่อของวารสาร. เล่มที่พิมพ์ ฉบับที่พิมพ์: เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง. ในกรณีที่มีผู้เขียนมากกว่า 6 คน ให้ใส่รายชื่อผู้เขียนคนแรก แล้วตามด้วยคำว่า “และคณะ” หรือ “et al.”</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">หนังสือ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน (ในกรณีภาษาไทย ใช้ชื่อและนามสกุล และในกรณีภาษาอังกฤษ ใช้นามสกุลและชื่อ). ปีที่พิมพ์. ชื่อหนังสือ. สำนักพิมพ์. เมืองที่พิมพ์ : เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง. </span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">รายงานการประชุมและสัมมนา</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเอกสารรวมเรื่องที่ได้จากรายงานการประชุม. วัน เดือน ปีที่จัด : สถานที่จัด : สำนักพิมพ์ หรือผู้จัดพิมพ์. เลขหน้า.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">วิทยานิพนธ์/ ดุษฎีนิพนธ์/สารนิพนธ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ระดับวิทยานิพนธ์ : ชื่อสถาบันการศึกษา.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">บทความในหนังสือพิมพ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อหนังสือพิมพ์. เล่มที่พิมพ์ ฉบับที่พิมพ์: เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สัมภาษณ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์. วัน เดือน ปีที่สัมภาษณ์. ตำแหน่ง (ถ้ามี).</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สื่ออิเล็กทรอนิกส์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อเว็บไซต์. วัน เดือน ปีที่สืบค้น. ได้มาจาก ชื่อ website.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">4 ภาพประกอบ (Figure) และส่วนตาราง (Table)</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ภาพประกอบและตารางควรมีเท่าที่จำเป็น โดยพิมพ์หน้าละ 1 ภาพ หรือ 1 ตารางสำหรับคำบรรยายภาพและตารางให้พิมพ์เหนือภาพหรือตาราง ส่วนคำอธิบายเพิ่มเติมให้ใส่ใต้ภาพหรือตาราง</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">กำหนดการออกวารสาร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">***หมายเหตุ: วารสารตีพิมพ์ฟรี ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม</span></p>
ศูนย์ส่งเสริมการศึกษา มูลนิธิวัดป่าชยวัน ศรีจารุเมธีญาณอุปถัมภ์
th-TH
วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
3027-7531
-
ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้นำการปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษา นายบุรชาติ สวัสดิพละ นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลแวง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2615
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้นำการปกครองส่วนท้องถิ่น 2) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้นำการปกครองส่วนท้องถิ่น และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้นำการปกครองส่วนท้องถิ่น รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ พื้นที่เทศบาลตำบลแวง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูล 5 กลุ่ม คือ 1) นายกเทศมนตรี 2) รองนายกเทศมนตรี 3) สมาชิกสภาเทศบาล 4) ปลัดอำเภอ และ 5) ประชาชน จำนวน 16 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง มีเครื่องมือใช้ในการวิจัยคือแบบการสัมภาษณ์เชิงลึก แล้วนำข้อมูลที่รวบรวม ได้จากเอกสาร วรรณกรรม และ แบบสัมภาษณ์ มาวิเคราะห์แบบเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยประเด็นภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้นำการปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า ผู้นำมีความสามารถในการจัดการวางแผนการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทักษะในการทำงาน และการแก้ไขปัญหาในการทำงานอย่างเป็นระบบ ประเด็นปัญหาและอุปสรรคภาวะผู้นำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า การจัดสรรงบประมาณที่จำกัดจึงต้องทำการพิจารณาอย่างรอบคอบในการตัดสินใจจัดสรรทรัพยากร และ ประเด็นแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคภาวะผู้นำการปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า ผู้นำควรมีการสื่อสารกับประชาชนเพื่อความรวดเร็วในการทำงาน </p> <p>ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้นำการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อที่ส่งผลต่อประชาชนโดยตรง</p>
อิสริยา ไชยดา
พงศ์สวัสดิ์ ราชจันทร์
วุฒิชัย ตาลเพชร
อภินันท์ ทะสุนทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2025-12-28
2025-12-28
2 6
1
18
-
แนวทางพัฒนาการจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ ของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2657
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อสวัสดิการที่จัดให้บุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ในปัจจุบัน 2) เพื่อหาแนวทางพัฒนาการจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่วิจัย คือมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน จำนวน 200 คน โดยใช้สูตรของ ทาโร ยามาเน่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการวิจัยพบว่า 1.ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อสวัสดิการที่จัดให้บุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ในปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับ มาก ถึง มากที่สุดระดับคะแนนมากสุดได้แก่สวัสดิการประกันสังคม ได้รับความพึงพอใจสูงสุดในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.64 โดยเฉพาะด้านสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุม มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.91 และระดับคะแนนน้อยสุด คือสวัสดิการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูชัยภูมิ มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจน้อยที่สุดในระดับมาก ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.65 2. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 แนวทางพัฒนาการจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ความต้องการพัฒนาการจัดสวัสดิการโดยรวมบุคลากรมีความต้องการพัฒนาสวัสดิการอยู่ในระดับ มากที่สุด ในทุกด้าน ค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในช่วง 4.83 - 4.92 ความต้องการสูงสุด ได้แก่ ด้านประกันสังคมสุขภาพ การเพิ่มสิทธิประโยชน์/ความครอบคลุมของการเบิกค่ารักษาพยาบาล (รวมทันตกรรม) ได้รับความสำคัญสูงสุด มีค่าเฉลี่ย 4.94 รองลงมาได้แก่ ด้านการจัดสวัสดิการอื่นๆ ได้แก่การจัดเงินช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน (เช่น แต่งงาน คลอดบุตร หรือภัยพิบัติ) มีค่าเฉลี่ย 4.93 รองลงมาได้แก่ ด้านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การให้ความรู้/คำปรึกษาการวางแผนการเงิน/การลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีค่าเฉลี่ย 4.90 และด้านสวัสดิการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูชัยภูมิ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง และ การปรับปรุงขั้นตอนและระยะเวลาในการให้บริการกู้ยืมของสหกรณ์ ออมทรัพย์ครู ได้รับความสำคัญเท่ากันในระดับสูงสุด มีค่าเฉลี่ย 4.88</p>
รัตนาภรณ์ อาจกมล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2025-12-28
2025-12-28
2 6
19
33
-
ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผลของโครงการคนละครึ่งในเขตพื้นที่บ้านดอนหน่อง ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2554
<p> </p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผลโครงการคนละครึ่งของประชาชนในพื้นที่บ้านดอนหน่อง ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ พื้นที่วิจัยคือบ้านดอนหน่อง ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มผู้ให้ข้อมูล 3 กลุ่ม คือ 1) ผู้ใหญ่บ้าน 2) ประชาชน และ 3) ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง จำนวน 24 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง มีเครื่องมือใช้ในการวิจัยคือแบบการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) แล้วนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากเอกสาร วรรณกรรม และ แบบสัมภาษณ์มาวิเคราะห์แบบเชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยประเด็นปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผลโครงการคนละครึ่ง พบว่า นโยบายของรัฐบาล ได้มีการประชาสัมพันธ์และมีการแจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการอย่างชัดเจนให้กับร้านค้า และประชาชนให้ทราบอย่างทั่วถึง การสมัครลงทะเบียนนั้นสามารถทำได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วซึ่งทำได้ทั้งการสมัครและลงทะเบียนทางออนไลน์ การใช้งานกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งมีความง่าย สะดวกในการใช้งานผ่านระบบแอปพลิเคชันเป๋าตังและถุงเงิน ไม่ต้องพกเงินสด และ การสแกน QR Code ก็ทำได้สะดวกทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย</p> <p> ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนโยบายสาธารณะหรือโครงการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเพื่อที่ส่งผลต่อประชาชนโดยตรง</p>
พรพัฒน์ ไชยผง
พงศ์สวัสดิ์ ราชจันทร์
วุฒิชัย ตาลเพชร
อภินันท์ ทะสุนทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2025-12-28
2025-12-28
2 6
34
43
-
พญานาค เรื่องเล่า ความเชื่อและพิธีกรรมในจังหวัดชัยภูมิ
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2714
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาเรื่องเล่าเกี่ยวกับพญานาคในจังหวัดชัยภูมิ 2. เพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับพญานาคในจังหวัดชัยภูมิ 3. วิเคราะห์การผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมและศิลปกรรมเกี่ยวกับคติพญานาคในจังหวัดชัยภูมิ การวิจัยครั้งนี้ผ่านการวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงจากกลุ่มเป้าหมายจำนวน 12 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. เจ้าของหรือผู้ดูแลสถานที่ 2. ผู้เข้าร่วมพิธีกรรม 3. ผู้จำหน่ายสินค้า 4. นักวิชาด้านวัฒนธรรม ผลการวิจัยพบว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับพญานาคในจังหวัดชัยภูมิเป็นเรื่องเล่าทางพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูผสมผสานเรื่องเล่าท้องถิ่นและเรื่องเล่าสมัยใหม่ก่อให้เกิดความเชื่อเรื่องพญานาคซึ่งให้คุณและโทษก่อให้เกิดพิธีกรรมส่วนรวมและส่วนบุคคล โดยผลเชิงวิเคราะห์การผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมและศิลปกรรมส่งผลให้เกิดการสร้างภูมิทัศน์วัฒนธรรมใหม่</p>
ประเสริฐศักดิ์ มีหมู่
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2025-12-28
2025-12-28
2 6
44
55
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นของพนักงานสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2771
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นของพนักงานสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และ 2. วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยใช้แนวคิดของ Maslow ทฤษฎีสองปัจจัยของ Herzberg ทฤษฎีการพัฒนาอาชีพของ De Cenzo & Robbins และหลักการ Career Path Management เป็นกรอบการวิจัย การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ โดยมีประชากร จำนวน 115 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 89 คน ด้วยสูตร Taro Yamane วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นของพนักงานสายสนับสนุน ได้แก่ ปัจจัยด้านบุคคล มีผลในระดับมากที่สุด (=4.92) โดยแรงจูงใจในการทำงาน ความผูกพันต่อองค์กร เจตคติต่อวิชาชีพ และการพัฒนาตนเองเป็นองค์ประกอบสำคัญ, ปัจจัยด้านองค์การ อยู่ในระดับมาก (=3.58) ได้แก่ โครงสร้างและนโยบายองค์กร การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา ระบบบริหารทรัพยากรบุคคล และการพัฒนาอบรม และปัจจัยด้านคุณภาพการทำงาน มีค่าเฉลี่ยสูงมาก (=4.89) โดยวินัยในการทำงาน จริยธรรม มนุษยสัมพันธ์ ความสามารถในการเรียนรู้งาน และผลงาน เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สอดคล้องกับเกณฑ์พิจารณาเลื่อนตำแหน่งของสายสนับสนุน</li> <li>2. ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นของบุคลากรสายสนับสนุน ได้แก่ ความก้าวหน้าในอาชีพ อยู่ในระดับมาก (=47) โดยการพัฒนาตนเองมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือความก้าวหน้าในตำแหน่ง เงินเดือน และโอกาสได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้น ทั้งหมดสะท้อนกรอบของ Career Advancement ซึ่งมองว่าตำแหน่ง เงินเดือน และการพัฒนาตนเองเป็นตัวชี้วัดหลัก</li> </ol> <p>โดยสรุป การเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นของพนักงานสายสนับสนุนเกิดจากปัจจัยด้านบุคคล องค์การ และคุณภาพการทำงานที่ส่งผลร่วมกัน โดยเฉพาะแรงจูงใจ วินัย มนุษยสัมพันธ์ และการพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยสามารถใช้ผลวิจัยเป็นข้อมูลในการกำหนดนโยบาย HR และพัฒนาระบบ Career Path เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารบุคคลอย่างยั่งยืน</p>
ชินวร ศิริบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2025-12-28
2025-12-28
2 6
56
70
-
“ญัฮกุร” ชุมชนมอญโบราณ บ้านวังอ้ายโพธิ์ ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2617
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาและสภาพปัจจุบัน“ญัฮกุร” ชุมชนมอญโบราณ บ้านวังอ้ายโพธิ์ ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารและข้อมูลภาคสนามในพื้นที่บ้านวังอ้ายโพธิ์ ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ชาวบ้าน 5 คน ในพื้นที่บ้านวังอ้ายโพธิ์ ตำบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ นักวิชาการท้องถิ่น เป็นข้าราชการครู 2คน ปราชญ์ท้องถิ่น 1คน ในพื้นที่ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โดยใช้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสำรวจ แบบสังเกต และแบบสัมภาษณ์ แล้วรวบรวมนำมาวิเคราะห์ข้อมูลตามบริบทโดยใช้ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยมแล้วนำเสนอผลการวิจัยโดยใช้วิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> “ญัฮกุร” ชุมชนมอญโบราณ บ้านวังอ้ายโพธิ์ ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิมีประวัติความเป็นมาก่อนช่วงการตั้งชุมชนและตั้งชุนชนพบว่า “ญัฮกุร” ชุมชนมอญโบราณบ้านวังอ้ายโพธิ์ ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ มีประวัติความเป็นมาก่อนการตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นทางการ เดิมชาวบ้านวังอ้ายโพธิ์มีบรรพบุรุษที่ใช้ภาษาตระกูลมอญโบราณ อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และมักย้ายถิ่นฐานอยู่เสมอ โดยพื้นที่ตั้งชุมชนดั้งเดิมอยู่บริเวณเทือกเขาพังเหยและเทือกเขาเพชรบูรณ์ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในสามจังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา และชัยภูมิ ชาวญัฮกุรมีวิถีชีวิตผูกพันกับธรรมชาติ ประกอบอาชีพล่าสัตว์ หาของป่า และทำไร่แบบดั้งเดิม คำว่า “ญัฮกุร” หมายถึง “คนภูเขา” สะท้อนลักษณะการตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่สูง ชาวบ้านในละแวกจึงเรียกว่า “ชาวบน” หรือ “คนดง”ปัจจุบัน ชุมชนบ้านวังอ้ายโพธิ์มีรูปแบบการดำรงชีวิตคล้ายชุมชนทั่วไป แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้บางส่วน เช่น การใช้ภาษามอญโบราณ เครื่องมือเครื่องใช้แบบพื้นถิ่น การแต่งกาย และประเพณีความเชื่อดั้งเดิม ทั้งนี้ ชุมชนได้ปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตร่วมสมัยในปัจจุบัน</p>
กิติศักดิ์ จันทร์ขามป้อม
กุลวดี จอกนาค
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2025-12-28
2025-12-28
2 6
71
85
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้นวัตกรรม บิงโกคำศัพท์เพื่อการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2531
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ประเทศเพื่อนบ้าน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนศรีแก้งคร้อ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ โดยใช้นวัตกรรมเกมบิงโกคำศัพท์เพื่อการเรียนรู้ เกณฑ์ร้อยละ 70/70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกระบวนการเรียนรู้และหลังการเรียนรู้ในรายวิชาประวัติศาสตร์ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมเกมบิงโกคำศัพท์</p> <p>กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 47 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5 ชนิด คือ 1) แผนการสอนรายวิชาประวัติศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ประเทศเพื่อนบ้าน จำนวน 5 แผน 5 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกระบวนการเรียนรู้และหลังการเรียนรู้ เรื่อง ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3) นวัตกรรมเกมบิงโกคำศัพท์เพื่อการจัดการเรียนรู้ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อนวัตกรรมเกมบิงโกคำศัพท์ 5) แบบบันทึกลงเวลาเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติค่าที (t-test for Dependent)</p> <p> ผลการวิจัยที่ได้พบว่า 1) ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน: คะแนนผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของนวัตกรรมตามเกณฑ์ 70/70 พบว่า ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E<sub>1</sub>) มีค่าเท่ากับ ร้อยละ 56.91 (11.38/20) ซึ่ง ไม่ผ่านเกณฑ์ 70% ที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E<sub>2</sub>) มีค่าเท่ากับ ร้อยละ 78.20 (15.64/20) ซึ่ง ผ่านเกณฑ์ 70% ที่กำหนดไว้ 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียน (x̄ = 11.38) และคะแนนหลังเรียน (x̄ = 15.64) โดยใช้ t-test สำหรับกลุ่มพึ่งพา พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t = 6.50, df = 29, p < 0.05) 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้นวัตกรรมบิงโกคำศัพท์เพื่อการศึกษาในระดับมาก</p>
สหัสนัยน์ อุ่นแก้วมณี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2025-12-28
2025-12-28
2 6
86
98
-
ความคาดหวังและการรับรู้คุณภาพการบริการของผู้ใช้บริการงานวิชาการและประมวลผล มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2656
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับความคาดหวัง (E) และการรับรู้ (P) คุณภาพการบริการของผู้ใช้บริการงานวิชาการและประมวลผล มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 2. เปรียบเทียบระดับ E กับ P และ 3. ศึกษาปัญหาอุปสรรคในการใช้บริการ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน จากประชากรทั้งหมด 3,227 คน ซึ่งเป็นผู้เคยใช้บริการในปีการศึกษา 2567 โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ผ่าน Google Form เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา (ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติอนุมาน (paired samples t-test, One-way ANOVA) พร้อมรายงานขนาดอำนาจผล (Cohen’s dz = -0.44) และค่าช่องว่างเฉลี่ยระหว่างความคาดหวังและการรับรู้ (Gap Mean = -0.17) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคาดหวังโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.12, SD = 0.58) ในขณะที่ระดับการรับรู้อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.95, SD = 0.62) โดยมีช่องว่างเชิงคุณภาพบริการ (Service Quality Gap) โดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t (399) = 8.74, p < .001) ซึ่งสนับสนุนสมมุติฐานการวิจัย ด้าน “ความมั่นใจ” (Assurance) มีค่าเฉลี่ยสูงสุดทั้งในด้านความคาดหวัง (4.18) และการรับรู้ (4.05) ในขณะที่ด้าน “ความเป็นรูปธรรม” (Tangibles) และ “ความเอาใจใส่” (Empathy) มีช่องว่างค่อนข้างชัดเจน (-0.20 และ -0.20 ตามลำดับ) 2) การรับรู้คุณภาพบริการไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญตามเพศและชั้นปี (p > .05) แต่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญตามคณะ (p = .023) โดยนักศึกษาคณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ให้การรับรู้ต่ำกว่าสาขาวิชาอื่นเล็กน้อย 3) ปัญหาหลักที่พบจากการวิเคราะห์เนื้อหาคือด้านระบบและเทคโนโลยี ด้านบุคลากร และด้านสถานที่และสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอแนะหลักคือการพัฒนาระบบออนไลน์ให้เสถียร การอบรมทักษะการสื่อสารให้เจ้าหน้าที่ และการปรับปรุงพื้นที่ให้บริการ</p>
พริมรตา จารุกิตต์กุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2025-12-28
2025-12-28
2 6
99
112
-
การพัฒนาผลิตภัณฑ์รำอ่อนเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มรักษ์สุขภาพวิถีคนเนิน
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2541
<h1>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลิตภัณฑ์รำอ่อนเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุต้นแบบ และ 2) ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อผลิตภัณฑ์รำอ่อนเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 30 คน โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลิตภัณฑ์รำอ่อนเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุต้นแบบที่มีส่วนผสมหลัก ผ่านกระบวนการผลิตและทดลองจนได้ผลิตภัณฑ์เป็นผงโรยข้าวรสซอสญี่ปุ่น และ 2) การศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อผลิตภัณฑ์ผงโรยข้าวรสซอสญี่ปุ่น ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญด้านคุณลักษณะผงโรยข้าวอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ =4.11, S.D.=.188)</h1>
รจนา เมืองแสน
สำราญ วานนท์
ศศิธร แทนรินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2025-12-28
2025-12-28
2 6
113
126
-
นโยบายการคลังกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/2529
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในประเทศไทย นำเสนอนโยบายการคลังกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และมาตรการแก้ไขหนี้ครัวเรือนในระบบของรัฐบาล ผลการวิเคราะห์ พบว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อยและปานกลาง มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น รายได้ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ และความไม่มั่นคงในอาชีพ อีกทั้งยังมีปัจจัยทางสังคมและพฤติกรรม เช่น ค่านิยมบริโภคนิยม การเข้าถึงสินเชื่อง่าย และการขาดวินัยทางการเงิน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากตกอยู่ในวงจรหนี้สินเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการดำเนินนโยบายการคลังที่มุ่งเน้นสวัสดิการของประชาชนส่งผลเสียต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น ทำให้ประชาชนเพิ่มการบริโภคและลดการออม ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างการออมและการลงทุนในระดับมหภาคเพิ่มมากขึ้น รวมถึงประชาชนขาดวินัยทางการใช้จ่ายอันนำไปสู่การมีภาระหนี้สินที่มากขึ้น ดังนั้นการแกไขปญหาหนี้ครัวเรือนจึงเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลไม่ควรมองข้ามทั้งในเชิงของการแกไขปญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู และการส่งเสริมวินัยทางการเงินของประชาชน</p>
พิมพ์ชนก ศรีบัวอ่อน
นิภาพรรณ เจนสันติกุล
ฐาลินี สังฆจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2025-12-28
2025-12-28
2 6
127
140