https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/issue/feed วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences 2026-08-31T17:11:50+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรี ศรีจารุเมธีญาณ chakkree_2532@hotmail.com Open Journal Systems <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">หลักเกณฑ์และคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์บทความ</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ศูนย์ส่งเสริมการศึกษา มูลนิธิวัดป่าชยวัน ศรีจารุเมธีญาณอุปถัมภ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย มีนโยบายในการ ส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการ และงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ โดยครอบคลุมด้าน ปรัชญา ศาสนา รัฐศาสตร์ สังคมศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ พัฒนศึกษา พัฒนาสังคม บริหารการศึกษา การศึกษา ภาษา วรรณกรรม และสหวิทยาการ กำหนดการตีพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ ออกราย 2 เดือน คือ เล่ม 1 มกราคม –กุมภาพันธ์ /เล่ม 2 มีนาคม – เมษายน /เล่ม 3 พฤษภาคม – มิถุนายน /เล่ม 4 กรกฎาคม - สิงหาคม /เล่ม 5 กันยายน - ตุลาคม /เล่ม 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม โดยรูปแบบผลงานที่วารสารจะรับพิจารณา มี 5 ประเภท คือ</span></p> <ol> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความพิเศษ บทความทางวิชาการพิเศษ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการอย่างเข้มข้น และผ่านการอ่านและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักวิชาการในวงการวิชาการ/วิชาชีพ</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความทางวิชาการ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการ มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษาหรือประชาชนทั่วไป</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความวิจัย (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวิจัยใหม่ที่มีองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดๆมาก่อน</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์ เปรียบเทียบกัน</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่ บทความทบทวนความรู้ เรื่องแปล ย่อความจากวารสารต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะนำเครื่องมือใหม่ ตำรา หรือหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ หรือข่าวการประชุมทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ</span></li> </ol> <p><span style="vertical-align: inherit;">ซึ่งบทความที่จะนำมาตีพิมพ์ในวารสารจะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ ( Peer review) ซึ่งปกติจะมี Double Blind (ผู้พิจารณา 3 คน) ทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้วารสารมีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากล และนำไปอ้างอิงได้ ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องมีสาระ งานทบทวนความรู้เดิมและเสนอความรู้ใหม่ที่ทันสมัยรวมทั้งข้อคิดเห็นที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผลงานไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆการเตรียมต้นฉบับที่จะมาลงตีพิมพ์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สถานที่ติดต่อเกี่ยวกับบทความ และการสมัครสมาชิก</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สำนักงานวารสารเมธีวิจัย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">เลขที่ 96/2 หมู่ที่ 16 ตำบลนาฝาย อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 36000</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">อีเมล์: chakkree_2532@hotmail.com </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรี ศรีจารุเมธีญาณ โทรศัพท์ 080-7506846 </span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">1 ประเภทของบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย ตีพิมพ์บทความประเภทต่าง ๆ ดังนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.1 บทความพิเศษ บทความทางวิชาการพิเศษ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการอย่างเข้มข้น และผ่านการอ่านและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้น ๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักวิชาการในวงการวิชาการ/วิชาชีพ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.2 บทความทางวิชาการ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการ มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษาหรือประชาชนทั่วไป </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.3 บทความวิจัย (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวิจัยใหม่ที่มีองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใด ๆ มาก่อน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.4 บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์ เปรียบเทียบกัน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.5 ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่ บทความทบทวนความรู้ เรื่องแปล ย่อความจากวารสารต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะนำเครื่องมือใหม่ ตำรา หรือหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ หรือข่าวการประชุมทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การส่งบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความที่จะตีพิมพ์ในวารสารเมธีวิจัย ต้องผ่านระบบลงทะเบียนออนไลน์ และรอการตรวจสอบจากกองบรรณาธิการ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การตรวจสอบบทความและพิสูจน์อักษร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ผู้นิพนธ์ควรตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมบทความให้ถูกต้องตามรูปแบบของบทความที่วารสารกำหนด ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องแน่นอน พร้อมทั้งพิสูจน์อักษรก่อนที่จะส่งบทความนี้ให้กับบรรณาธิการ การเตรียมบทความให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสารจะทำให้การพิจารณาตีพิมพ์มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร</span></p> <p><strong> </strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">การเตรียมบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความต้องเป็นตัวพิมพ์ดีด โดยใช้ชุดแบบอักษร (font) ชนิดไทยสารบรรณ (TH Sarabun PSK) ขนาดอักษร 16 จัดกั้นหลังตรง และมีระยะห่างระหว่างบรรทัดหนึ่งช่อง (double spacing) ตลอดเอกสาร พิมพ์หน้าเดียวลงบนกระดาษ (A4) พิมพ์ให้ห่างจากขอบกระดาษ ด้านซ้าย และด้านขวา ขนาด 3.81 ซม. ด้านบน ขนาด 4.5 ซม. และด้านล่าง ขนาด 4.01 ซม. พร้อมใส่หมายเลขหน้ากำกับทางมุมขวาบนทุกหน้า บทความไม่ควรยาวเกิน 15 หน้ากระดาษพิมพ์ (A4) โดยนับรวมภาพประกอบและตาราง</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การพิจารณาและคัดเลือกบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - blind peer review)</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">2 บทคัดย่อ (Abstract)</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทคัดย่อควรมีความยาวไม่เกิน 350 คำ โดยแยกต่างหากจากเนื้อเรื่อง บทความวิจัย/วิชาการ ต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งบทคัดย่อควรเขียนให้ได้ใจความทั้งหมดของเรื่อง ไม่ต้องอ้างอิงเอกสาร รูปภาพ หรือตาราง และ ให้มีเพียง 3 ส่วนเท่านั้น คือ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1) วัตถุประสงค์ ควรกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการศึกษา</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">2) ผลการวิจัยพบว่า ควรประกอบด้วยผลที่ได้รับจากการค้นคว้า ศึกษา และผลของค่าสถิติ (ในกรณีมีการวิเคราะห์)</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3) คำสำคัญ ควรมีคำสำคัญไม่เกิน 3 คำ ที่ครอบคลุมชื่อเรื่องที่ศึกษาและจะปรากฏอยู่ในส่วนท้ายของบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และคั่นด้วยเครื่องหมายอัฒภาค (Semicolon) (;)</span></p> <p><strong> </strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">3 เนื้อเรื่อง ควรประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทความวิจัย ประกอบด้วย</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.1 บทนำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวนำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review) ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่าง ๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา และกล่าวถึงเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหาในการศึกษาครั้งนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Research Objectives) เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการวิจัย รวมถึงรวบรวมหลักการ วิธีการ โดยมีรายละเอียดว่าจะต้องศึกษาอะไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูล และเสนอผลการวิจัยได้อย่างชัดเจน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.3 วิธีดำเนินการวิจัย (Methods) เป็นการกำหนด วิธีการ กิจกรรม รายละเอียดของการวิจัย การศึกษาประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา และวิธีการศึกษาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย รวมทั้งสถิติที่นำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.4 สรุปผลการวิจัย (Results) เป็นการแสดงผลที่ได้จากการศึกษาและวิเคราะห์ในข้อ 3.1.2 ควรจำแนกผลออกเป็นหมวดหมู่และสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการศึกษาโดยการบรรยายในเนื้อเรื่องและแสดงรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยภาพประกอบ ตาราง กราฟ หรือ แผนภูมิ ตามความเหมาะสม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.5 อภิปรายผลการวิจัย (Discussion) เป็นการนำข้อมูลที่ได้มาจากการวิเคราะห์ของผู้นิพนธ์ นำมาเปรียบเทียบกับผลการวิจัยของผู้อื่น เพื่อให้มีความเข้าใจหรือเกิดความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนั้น รวมทั้งข้อดี ข้อเสียของวิธีการศึกษา เสนอแนะความคิดเห็นใหม่ๆ ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.6 ข้อเสนอแนะ (Suggestion) การแนะแนวการนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.7 กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) (Acknowledgement) เป็นส่วนที่กล่าวขอบคุณต่อองค์กร หน่วยงาน หรือบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือร่วมมือในการวิจัย รวมทั้งแหล่งที่มาของเงินทุนวิจัย และหมายเลขของทุนวิจัย</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.8 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA เวอร์ชั่น 6 (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลายโดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆที่ง่ายต่อการศึกษาและการปฏิบัติ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">3.2 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทความวิชาการ ประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.1 บทนำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวนำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (review) ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่างๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา และกล่าวถึงเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหาในการศึกษาครั้ง</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.2 เนื้อหา (Content) เรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการจะให้ผู้อ่านได้รับทราบ เนื้อหาที่ดีต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจนและน่าสนใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพทางความคิดของผู้เขียนเป็นสำคัญ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.3 สรุป (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนบทความที่ผู้เขียนจะต้องเขียนให้เหลือเฉพาะส่วนที่มีความสำคัญ เป็นการกลั่นกรอง การรวบรวมหรือการลดข้อความให้เหลือส่วนที่สำคัญเท่านั้น</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.4 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA (American Psychological Association) ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ที่เป็นรูปแบบเดียวกัน</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">3.3 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทวิจารณ์หนังสือ ประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.1 ชื่อเรื่องของหนังสือ (Title) ให้ระบุทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.2 ชื่อผู้เขียนหนังสือ (Author) ให้ระบุชื่อเต็มทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษพร้อมระบุสถาบัน หรือหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.3 ชื่อผู้วิจารณ์ (Name of Reviews) ให้ระบุชื่อเต็มทั้งภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ พร้อมระบุสถาบัน หรือหน่วยงานของที่ผู้วิจารณ์สังกัด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.4 เนื้อหาการวิจารณ์ (Reviews Content) ในการเขียนเกี่ยวกับหนังสือวิจารณ์ เนื้อเรื่องจะเป็นส่วนแสดงความคิดเห็นและรายละเอียดในการวิจารณ์ โดยนำเสนอเรื่องราวจุดเด่น จุดบกพร่องของเรื่อง โดยทำการวิจารณ์หรือวิพากษ์อย่างมีหลักเกณฑ์และเหตุผลตามหลักวิชาการ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.5 สรุป (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนสรุปความคิดเห็นทั้งหมดที่วิจารณ์รวมถึงให้ข้อคิดหรือข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.6 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA (American Psychological Association) ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆที่เป็นรูปแบบเดียวกัน</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การเขียนเอกสารอ้างอิง</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">รายงานการวิจัย </span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน (ในกรณีภาษาไทย ใช้ชื่อและนามสกุล และในกรณีภาษาอังกฤษ ใช้นามสกุลและชื่อ). ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อย่อของวารสาร. เล่มที่พิมพ์ ฉบับที่พิมพ์: เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง. ในกรณีที่มีผู้เขียนมากกว่า 6 คน ให้ใส่รายชื่อผู้เขียนคนแรก แล้วตามด้วยคำว่า “และคณะ” หรือ “et al.”</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">หนังสือ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน (ในกรณีภาษาไทย ใช้ชื่อและนามสกุล และในกรณีภาษาอังกฤษ ใช้นามสกุลและชื่อ). ปีที่พิมพ์. ชื่อหนังสือ. สำนักพิมพ์. เมืองที่พิมพ์ : เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง. </span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">รายงานการประชุมและสัมมนา</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเอกสารรวมเรื่องที่ได้จากรายงานการประชุม. วัน เดือน ปีที่จัด : สถานที่จัด : สำนักพิมพ์ หรือผู้จัดพิมพ์. เลขหน้า.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">วิทยานิพนธ์/ ดุษฎีนิพนธ์/สารนิพนธ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ระดับวิทยานิพนธ์ : ชื่อสถาบันการศึกษา.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">บทความในหนังสือพิมพ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อหนังสือพิมพ์. เล่มที่พิมพ์ ฉบับที่พิมพ์: เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สัมภาษณ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์. วัน เดือน ปีที่สัมภาษณ์. ตำแหน่ง (ถ้ามี).</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สื่ออิเล็กทรอนิกส์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อเว็บไซต์. วัน เดือน ปีที่สืบค้น. ได้มาจาก ชื่อ website.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">4 ภาพประกอบ (Figure) และส่วนตาราง (Table)</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ภาพประกอบและตารางควรมีเท่าที่จำเป็น โดยพิมพ์หน้าละ 1 ภาพ หรือ 1 ตารางสำหรับคำบรรยายภาพและตารางให้พิมพ์เหนือภาพหรือตาราง ส่วนคำอธิบายเพิ่มเติมให้ใส่ใต้ภาพหรือตาราง</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">กำหนดการออกวารสาร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">***หมายเหตุ: วารสารตีพิมพ์ฟรี ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม</span></p> https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/4211 อิทธิพลของรูปแบบอารมณ์ขันต่อความสามารถทางการเจรจาของนักศึกษาสาขาการจัดการ 2026-06-21T01:01:44+07:00 ชัยเสฏฐ์ พรหมศรี chaiyaset.p@rmutp.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับรูปแบบอารมณ์ขันและความสามารถทางการเจรจา 2)เปรียบเทียบรูปแบบอารมณ์ขันจำแนกตามเพศ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบอารมณ์ขันกับความสามารถทางการเจรจา และ 4) ศึกษาอิทธิพลของรูปแบบอารมณ์ขันที่มีต่อความสามารถทางการเจรจาของนักศึกษาสาขาการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาสาขาการจัดการ จำนวน 185 คน จากประชากรทั้งหมด 333 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามออนไลน์ ประกอบด้วยแบบวัดรูปแบบอารมณ์ขัน จำนวน 32 ข้อ และแบบวัดความสามารถทางการเจรจา จำนวน 16 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Welch’s t-test สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีอารมณ์ขันเพื่อสร้างความสัมพันธ์สูงที่สุด และมีความสามารถด้านการเตรียมความพร้อมในการเจรจาสูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบตามเพศ พบว่าเพศชายมีอารมณ์ขันเชิงก้าวร้าว (t = 2.657, p = .009) และอารมณ์ขันแบบลดคุณค่าตนเอง (t = 2.512, p = .014) สูงกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า อารมณ์ขันเพื่อเสริมสร้างตนเองมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความสามารถทางการเจรจา (r = .315, p &lt; .001) ขณะที่อารมณ์ขันเชิงก้าวร้าวมีความสัมพันธ์เชิงลบ (r = −.171, p = .020) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่าแบบจำลองมีนัยสำคัญทางสถิติ (R² = .136, F(4,180) = 7.10, p &lt; .001) โดยอารมณ์ขันเพื่อเสริมสร้างตนเองมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความสามารถทางการเจรจา (B = 0.300, p &lt; .001) ส่วนอารมณ์ขันเชิงก้าวร้าวมีอิทธิพลเชิงลบ (B = −0.155, p = .046) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าอารมณ์ขันไม่ได้ส่งผลต่อความสามารถทางการเจรจาในลักษณะเดียวกันทุกประเภท แต่ขึ้นอยู่กับรูปแบบของอารมณ์ขันที่บุคคลเลือกใช้</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/4268 การพัฒนานวัตกรรมการนิเทศภายในสถานศึกษาในจังหวัดชัยภูมิ โดยใช้กระบวนการ PDCA ร่วมกับ PLC Model เพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนครชัยบุรินทร์ สู่การพัฒนาพลเมืองดีในศตวรรษที่ 21 2026-07-19T13:37:51+07:00 สายรุ้ง ทวีโชค staweechok1234@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและประเมินคุณภาพนวัตกรรมการนิเทศภายในสถานศึกษาโดยประยุกต์ใช้กระบวนการ PDCA ร่วมกับ PLC Modelเพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนครชัยบุรินทร์ในจังหวัดชัยภูมิ 2) ศึกษาผลของการขับเคลื่อนหลักสูตรที่มีต่อคุณลักษณะพลเมืองดี 4 ด้าน และ 3) ประเมินตัวบ่งชี้การเป็นพลเมืองดีในศตวรรษที่ 21 การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา 4 ระยะ กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยสถานศึกษา 8 แห่ง ผู้บริหาร 20 คน ครู 60 คน ศึกษานิเทศก์ 5 คน และนักเรียน 600 คน เครื่องมือผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินคุณลักษณะพลเมืองดีและแบบประเมินตัวบ่งชี้พลเมืองดีเท่ากับ 0.91 และ 0.89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที แบบกลุ่มสัมพันธ์ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรมประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ มีผลการประเมินในภาพรวมเฉลี่ย 4.66 (S.D. = 0.33) อยู่ในระดับมากที่สุด 2) คุณลักษณะพลเมืองดีทั้ง 4 ด้านหลังการขับเคลื่อนหลักสูตรสูงกว่าก่อนการขับเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ตัวบ่งชี้การเป็นพลเมืองดีในศตวรรษที่ 21 ทั้ง 10 องค์ประกอบมีค่าเฉลี่ยรวม 4.36 อยู่ในระดับดีมาก แสดงให้เห็นว่าการบูรณาการ PDCA กับ PLC สามารถยกระดับคุณภาพการนิเทศภายในและพัฒนาคุณลักษณะพลเมืองดีในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/4418 กระบวนการหนุนนำครูสู่การเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ จัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดชัยภูมิ 2026-08-13T10:14:39+07:00 วิราวรรณ พุทธมาตย์ pwirawan6251@gmail.com สุภาพร ถีสูงเนิน boomsup.t@gmail.com จีราภรณ์ จันทร์เขียน Jeeraporn@cpru.ac.th วิชชุตา อ้วนศรีเมือง Wichuta.ao@cpru.ac.th ศิรภัสสร์ อินทรพาณิชย์ sirapat.in@cpru.ac.th ทักษิณา นพคุณวงศ์ thaksina@cpru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นในการหนุนนำครูสู่การเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ผ่านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) พัฒนากระบวนการหนุนนำครูสู่การเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดชัยภูมิ และ 3) เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของการใช้กระบวนการหนุนนำครูสู่การเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่พัฒนาขึ้น กลุ่มเป้าหมายคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเจียงทองพิทยาคม 9 คน และครูผู้รับการหนุนนำ 15 คน รวม 24 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็น แบบประเมินความเหมาะสมของกระบวนการ แบบประเมินสมรรถนะ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบบันทึกการสะท้อนคิด และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูมีช่องว่างระหว่างความรู้เชิงทฤษฎีกับการนำไปใช้จริง และต้องการตัวอย่าง เครื่องมือสนับสนุน และระบบพี่เลี้ยงที่ให้คำปรึกษา ติดตาม และให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างต่อเนื่อง 2) กระบวนการหนุนนำประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ (1) สร้างความเข้าใจร่วมด้วยการฟังอย่างลึกซึ้ง (2) วิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคลโดยคำนึงถึงรูปแบบการเรียนรู้ (3) ร่วมออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ AI สนับสนุนตามความเหมาะสม (4) ปฏิบัติจริงในชั้นเรียน (5) สังเกตการสอนแบบกัลยาณมิตรโดยทีมผู้หนุนนำตามความเชี่ยวชาญ 5 ด้าน และ (6) สะท้อนคิดและให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ โดยกระบวนการมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด และ 3) ครูมีสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในระดับมาก (M = 4.41, S.D. = 0.47) แผนการจัดการเรียนรู้มีคุณภาพในระดับดี (M = 4.49, S.D. = 0.44) สามารถสะท้อนคิด วิเคราะห์ปัญหา และกำหนดแนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้ได้ชัดเจนขึ้น และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (M = 4.60, S.D. = 0.41) แสดงให้เห็นว่ากระบวนการหนุนนำช่วยเชื่อมโยงความรู้สู่การออกแบบ การปฏิบัติ และการพัฒนาการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/4047 การเปรียบเทียบผลการประเมินความสามารถทางการฟังภาษาอังกฤษระหว่างการทดสอบแบบดั้งเดิม กับแบบออนไลน์ของนักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่ 2 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 2026-06-12T08:50:07+07:00 น้ำรินทร์ ชาติไทย Chalerm_wut@hotmail.com สิริโสภา ลานพิบูลย์ Chalerm_wut@hotmail.com วีรญา เกียรติศักดิ์ศิริ Chalerm_wut@hotmail.com เฉลิมวุฒิ อุทัยกัน chalerm_wut@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลการประเมินความสามารถทางการฟังภาษาอังกฤษระหว่างการทดสอบแบบดั้งเดิมกับแบบออนไลน์กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของนักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่ 2 2) ศึกษาความความความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อรูปแบบการประเมินทั้งสองประเภท และ 3) ศึกษาพฤติกรรมของผู้นักศึกษาขณะรับการประเมิน มีรูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่ 2 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 43 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ แบบทดสอบดั้งเดิมกับออนไลน์ แบบสอบถามความพึงพอใจและแบบสังเกตพฤติกรรม สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย </p> <ol> <li>ผลการเปรียบเทียบการประเมินความสามารถทางการฟังภาษาอังกฤษจากการทดสอบแบบดั้งเดิม พบว่า นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 67.52 ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่กำหนดไว้ ขณะที่การทดสอบแบบออนไลน์ นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยนักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบแบบออนไลน์สูงกว่าแบบดั้งเดิมเฉลี่ย 2.34 คะแนน</li> <li>ผลการศึกษาความพึงพอใจ พบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจต่อรูปแบบออนไลน์ในระดับมาก (= 4.50) ซึ่งสูงกว่ารูปแบบดั้งเดิมที่อยู่ในระดับมาก (= 4.02)</li> <li>ผลการสังเกตพฤติกรรมขณะรับการประเมินระหว่างการทดสอบแบบดั้งเดิม พบว่า พฤติกรรมโดดเด่นในห้องสอบ คือ นักศึกษาความตั้งใจและมีสมาธิ มีกลวิธีการตอบสนองขณะฟัง มีการควบคุมพฤติกรรมด้านมารยาทและสภาวะทางอารมณ์ ขณะที่พฤติกรรมระหว่างการทดสอบแบบออนไลน์ พบว่า พฤติกรรมโด่ดเด่นที่นักศึกษาแสดงออก คือ มีความตั้งใจและมีสมาธิ ไม่แสดงพฤติกรรมการเสียมารยาทขณะทดสอบมีพฤติกรรมการตอบสนองขณะฟังด้วยภาษากายที่ดี</li> </ol> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/4180 การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นเรื่อง "มรดกทางวัฒนธรรมไทโย้ย" เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2026-06-21T00:57:34+07:00 ชลิดา ฉลาดเขียว chalida.chald@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่องมรดกทางวัฒนธรรมไทโย้ย 2) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของหลักสูตรให้เป็นไปตามเกณฑ์ 70/70 และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการใช้หลักสูตร กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะศึกษาความต้องการ ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ครู และปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 23 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และระยะทดลองใช้หลักสูตร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร จำนวน 26 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความเหมาะสมของหลักสูตร แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (Paired Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพปัจจุบันสะท้อนความจำเป็นในการบูรณาการองค์ความรู้ท้องถิ่นเข้าสู่การจัดการศึกษา โดยครอบคลุม 5 สาระสำคัญ ได้แก่ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น วิถีชีวิตและอาหาร ภูมิปัญญาการแต่งกาย ภาษาและวรรณกรรม และประเพณีวัฒนธรรม</li> <li>หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องเชิงโครงสร้างระหว่างองค์ประกอบหลักสูตรกับวัตถุประสงค์ (Curriculum-Objective Congruence) อยู่ในระดับสูงมาก (IOC = 0.89) และมีประสิทธิภาพ 80.44/76.80 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ (70/70)</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (M = 23.04) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 13.85) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.28, p &lt; .05)</li> </ol> <p> ผลการวิจัยสรุปได้ว่า หลักสูตรท้องถิ่นเรื่องมรดกทางวัฒนธรรมไทโย้ยที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพและสามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/4458 นิเวศวิทยาแนวพุทธ: จากหลักธรรมสู่การปฏิบัติ ในการเผชิญหน้าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2026-08-30T08:37:46+07:00 กฤตชัย ชุมแสง krittachai.c@kkumail.com <p>วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางกายภาพ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของวิกฤตทางจิตสำนึกที่มองการบริโภคเป็นเป้าหมายสูงสุดของความเจริญ มาตรการที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันจึงยังไม่เพียงพอ เพราะยังขาดมิติด้านกระบวนทัศน์ทางเศรษฐกิจและจิตใจของพลเมืองมารองรับ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เลนส์ “นิเวศวิทยาแนวพุทธ” อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างระบบธรรมชาติกับพฤติกรรมมนุษย์ผ่านหลักปฏิจจสมุปบาท ผสานกับเศรษฐศาสตร์แนวพุทธที่วิพากษ์ตรรกะการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบไร้ขอบเขต และหลักอุปาทานที่ชี้ว่าวิกฤตทางวัตถุคือภาพสะท้อนของความยึดติดภายใน บทความใช้วิธีวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารวิชาการร่วมสมัย โดยแสดงให้เห็นว่าหลักปฏิจจสมุปบาท อธิบายมนุษย์ในฐานะส่วนหนึ่งของข่ายใยแห่งเหตุปัจจัยร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์ที่แยกขาดหรือผู้ปกครองที่อยู่เหนือกว่า เมื่อสืบสาวไปตามสายปฏิจจสมุปบาท จะพบว่าตัณหาสามมิติ คือกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ผลักดันพฤติกรรมการบริโภคเกินขนาดและการเพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยมีอวิชชาเป็นรากฐานของวงจรทั้งหมด บทความเสนอว่าการฝึกสติควบคู่กับความเข้าใจที่ถูกต้องต่อหลักสันโดษ อันหมายถึงความฉลาดในการบริโภคเพื่อคุณค่าที่แท้จริง ไม่ใช่ความเกียจคร้านหรือมักน้อยดังที่มักเข้าใจผิด เป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติที่จะเข้าไปแทรกแซงวงจรแห่งตัณหาได้ พร้อมทั้งนำเสนอโมเดลปฏิบัติ 5 ขั้น เป็นแนวทางฝึกฝนในชีวิตประจำวัน ดังปรากฏในกรณีศึกษาพิธีบวชป่าที่แสดงว่าหลักธรรมระดับปัจเจกสามารถขยายผลสู่บรรทัดฐานระดับชุมชนได้จริง</p> <p> บทความนี้เสนอว่าทางออกของวิกฤตคือการปรับกระบวนทัศน์ทางเศรษฐกิจและจิตใจไปพร้อมกัน โดยการทบทวนนิยามความเจริญใหม่ จากปริมาณการบริโภคสู่คุณภาพของความเป็นอยู่ที่แท้จริง</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences