https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/issue/feed
วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
2026-06-30T00:35:00+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรี ศรีจารุเมธีญาณ
chakkree_2532@hotmail.com
Open Journal Systems
<p><strong><span style="vertical-align: inherit;">หลักเกณฑ์และคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์บทความ</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ศูนย์ส่งเสริมการศึกษา มูลนิธิวัดป่าชยวัน ศรีจารุเมธีญาณอุปถัมภ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย มีนโยบายในการ ส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการ และงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ โดยครอบคลุมด้าน ปรัชญา ศาสนา รัฐศาสตร์ สังคมศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ พัฒนศึกษา พัฒนาสังคม บริหารการศึกษา การศึกษา ภาษา วรรณกรรม และสหวิทยาการ กำหนดการตีพิมพ์ปีละ 6 ฉบับ ออกราย 2 เดือน คือ เล่ม 1 มกราคม –กุมภาพันธ์ /เล่ม 2 มีนาคม – เมษายน /เล่ม 3 พฤษภาคม – มิถุนายน /เล่ม 4 กรกฎาคม - สิงหาคม /เล่ม 5 กันยายน - ตุลาคม /เล่ม 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม โดยรูปแบบผลงานที่วารสารจะรับพิจารณา มี 5 ประเภท คือ</span></p> <ol> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความพิเศษ บทความทางวิชาการพิเศษ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการอย่างเข้มข้น และผ่านการอ่านและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักวิชาการในวงการวิชาการ/วิชาชีพ</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความทางวิชาการ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการ มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษาหรือประชาชนทั่วไป</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความวิจัย (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวิจัยใหม่ที่มีองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดๆมาก่อน</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์ เปรียบเทียบกัน</span></li> <li><span style="vertical-align: inherit;">ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่ บทความทบทวนความรู้ เรื่องแปล ย่อความจากวารสารต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะนำเครื่องมือใหม่ ตำรา หรือหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ หรือข่าวการประชุมทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ</span></li> </ol> <p><span style="vertical-align: inherit;">ซึ่งบทความที่จะนำมาตีพิมพ์ในวารสารจะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ ( Peer review) ซึ่งปกติจะมี Double Blind (ผู้พิจารณา 3 คน) ทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้วารสารมีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากล และนำไปอ้างอิงได้ ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องมีสาระ งานทบทวนความรู้เดิมและเสนอความรู้ใหม่ที่ทันสมัยรวมทั้งข้อคิดเห็นที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผลงานไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆการเตรียมต้นฉบับที่จะมาลงตีพิมพ์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สถานที่ติดต่อเกี่ยวกับบทความ และการสมัครสมาชิก</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สำนักงานวารสารเมธีวิจัย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">เลขที่ 555/4 หมู่ที่ 11 ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">อีเมล์: chakkree_2532@hotmail.com </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรี ศรีจารุเมธีญาณ โทรศัพท์ 080-7506846 </span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">1 ประเภทของบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">วารสารเมธีวิจัย ตีพิมพ์บทความประเภทต่าง ๆ ดังนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.1 บทความพิเศษ บทความทางวิชาการพิเศษ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการอย่างเข้มข้น และผ่านการอ่านและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้น ๆ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักวิชาการในวงการวิชาการ/วิชาชีพ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.2 บทความทางวิชาการ ที่เสนอเนื้อหาความรู้วิชาการ มีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษาหรือประชาชนทั่วไป </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.3 บทความวิจัย (Research Article) ได้แก่ รายงานผลงานวิจัยใหม่ที่มีองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ซึ่งไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใด ๆ มาก่อน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.4 บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ และวารสารใหม่ หรือจากผลงานและประสบการณ์ของผู้นิพนธ์มาเรียบเรียงขึ้น โดยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์ เปรียบเทียบกัน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1.5 ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่ บทความทบทวนความรู้ เรื่องแปล ย่อความจากวารสารต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะนำเครื่องมือใหม่ ตำรา หรือหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ หรือข่าวการประชุมทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การส่งบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความที่จะตีพิมพ์ในวารสารเมธีวิจัย ต้องผ่านระบบลงทะเบียนออนไลน์ และรอการตรวจสอบจากกองบรรณาธิการ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การตรวจสอบบทความและพิสูจน์อักษร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ผู้นิพนธ์ควรตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมบทความให้ถูกต้องตามรูปแบบของบทความที่วารสารกำหนด ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องแน่นอน พร้อมทั้งพิสูจน์อักษรก่อนที่จะส่งบทความนี้ให้กับบรรณาธิการ การเตรียมบทความให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสารจะทำให้การพิจารณาตีพิมพ์มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร</span></p> <p><strong> </strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">การเตรียมบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความต้องเป็นตัวพิมพ์ดีด โดยใช้ชุดแบบอักษร (font) ชนิดไทยสารบรรณ (TH Sarabun PSK) ขนาดอักษร 16 จัดกั้นหลังตรง และมีระยะห่างระหว่างบรรทัดหนึ่งช่อง (double spacing) ตลอดเอกสาร พิมพ์หน้าเดียวลงบนกระดาษ (A4) พิมพ์ให้ห่างจากขอบกระดาษ ด้านซ้าย และด้านขวา ขนาด 3.81 ซม. ด้านบน ขนาด 4.5 ซม. และด้านล่าง ขนาด 4.01 ซม. พร้อมใส่หมายเลขหน้ากำกับทางมุมขวาบนทุกหน้า บทความไม่ควรยาวเกิน 15 หน้ากระดาษพิมพ์ (A4) โดยนับรวมภาพประกอบและตาราง</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การพิจารณาและคัดเลือกบทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - blind peer review)</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">2 บทคัดย่อ (Abstract)</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">บทคัดย่อควรมีความยาวไม่เกิน 350 คำ โดยแยกต่างหากจากเนื้อเรื่อง บทความวิจัย/วิชาการ ต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งบทคัดย่อควรเขียนให้ได้ใจความทั้งหมดของเรื่อง ไม่ต้องอ้างอิงเอกสาร รูปภาพ หรือตาราง และ ให้มีเพียง 3 ส่วนเท่านั้น คือ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1) วัตถุประสงค์ ควรกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการศึกษา</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">2) ผลการวิจัยพบว่า ควรประกอบด้วยผลที่ได้รับจากการค้นคว้า ศึกษา และผลของค่าสถิติ (ในกรณีมีการวิเคราะห์)</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3) คำสำคัญ ควรมีคำสำคัญไม่เกิน 3 คำ ที่ครอบคลุมชื่อเรื่องที่ศึกษาและจะปรากฏอยู่ในส่วนท้ายของบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และคั่นด้วยเครื่องหมายอัฒภาค (Semicolon) (;)</span></p> <p><strong> </strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">3 เนื้อเรื่อง ควรประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทความวิจัย ประกอบด้วย</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.1 บทนำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวนำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (Review) ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่าง ๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา และกล่าวถึงเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหาในการศึกษาครั้งนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Research Objectives) เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการวิจัย รวมถึงรวบรวมหลักการ วิธีการ โดยมีรายละเอียดว่าจะต้องศึกษาอะไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูล และเสนอผลการวิจัยได้อย่างชัดเจน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.3 วิธีดำเนินการวิจัย (Methods) เป็นการกำหนด วิธีการ กิจกรรม รายละเอียดของการวิจัย การศึกษาประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา และวิธีการศึกษาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย รวมทั้งสถิติที่นำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.4 สรุปผลการวิจัย (Results) เป็นการแสดงผลที่ได้จากการศึกษาและวิเคราะห์ในข้อ 3.1.2 ควรจำแนกผลออกเป็นหมวดหมู่และสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการศึกษาโดยการบรรยายในเนื้อเรื่องและแสดงรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยภาพประกอบ ตาราง กราฟ หรือ แผนภูมิ ตามความเหมาะสม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.5 อภิปรายผลการวิจัย (Discussion) เป็นการนำข้อมูลที่ได้มาจากการวิเคราะห์ของผู้นิพนธ์ นำมาเปรียบเทียบกับผลการวิจัยของผู้อื่น เพื่อให้มีความเข้าใจหรือเกิดความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนั้น รวมทั้งข้อดี ข้อเสียของวิธีการศึกษา เสนอแนะความคิดเห็นใหม่ๆ ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.6 ข้อเสนอแนะ (Suggestion) การแนะแนวการนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.7 กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) (Acknowledgement) เป็นส่วนที่กล่าวขอบคุณต่อองค์กร หน่วยงาน หรือบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือร่วมมือในการวิจัย รวมทั้งแหล่งที่มาของเงินทุนวิจัย และหมายเลขของทุนวิจัย</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.1.8 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA เวอร์ชั่น 6 (American Psychological Association) เป็นการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ ( ) แทรกในเนื้อหา ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลายโดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆที่ง่ายต่อการศึกษาและการปฏิบัติ</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">3.2 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทความวิชาการ ประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.1 บทนำ (Introduction) เป็นส่วนกล่าวนำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (review) ข้อมูลจากรายงานวิจัย ความรู้ และหลักฐานต่างๆ จากหนังสือหรือวารสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา และกล่าวถึงเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหาในการศึกษาครั้ง</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.2 เนื้อหา (Content) เรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการจะให้ผู้อ่านได้รับทราบ เนื้อหาที่ดีต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจนและน่าสนใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพทางความคิดของผู้เขียนเป็นสำคัญ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.3 สรุป (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนบทความที่ผู้เขียนจะต้องเขียนให้เหลือเฉพาะส่วนที่มีความสำคัญ เป็นการกลั่นกรอง การรวบรวมหรือการลดข้อความให้เหลือส่วนที่สำคัญเท่านั้น</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.2.4 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA (American Psychological Association) ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆ ที่เป็นรูปแบบเดียวกัน</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">3.3 การเตรียมต้นฉบับสำหรับการเขียนบทวิจารณ์หนังสือ ประกอบด้วย</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.1 ชื่อเรื่องของหนังสือ (Title) ให้ระบุทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.2 ชื่อผู้เขียนหนังสือ (Author) ให้ระบุชื่อเต็มทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษพร้อมระบุสถาบัน หรือหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.3 ชื่อผู้วิจารณ์ (Name of Reviews) ให้ระบุชื่อเต็มทั้งภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ พร้อมระบุสถาบัน หรือหน่วยงานของที่ผู้วิจารณ์สังกัด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.4 เนื้อหาการวิจารณ์ (Reviews Content) ในการเขียนเกี่ยวกับหนังสือวิจารณ์ เนื้อเรื่องจะเป็นส่วนแสดงความคิดเห็นและรายละเอียดในการวิจารณ์ โดยนำเสนอเรื่องราวจุดเด่น จุดบกพร่องของเรื่อง โดยทำการวิจารณ์หรือวิพากษ์อย่างมีหลักเกณฑ์และเหตุผลตามหลักวิชาการ</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.5 สรุป (Summarizing) เป็นวิธีการเขียนสรุปความคิดเห็นทั้งหมดที่วิจารณ์รวมถึงให้ข้อคิดหรือข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3.3.6 เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหาตามหลักเกณฑ์ APA (American Psychological Association) ซึ่งมีรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่นิยมแพร่หลาย โดยมีกฎเกณฑ์การอ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้มีความชัดเจนในการลงรายการงานเขียนต่างๆที่เป็นรูปแบบเดียวกัน</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การเขียนเอกสารอ้างอิง</span></strong></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">รายงานการวิจัย </span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน (ในกรณีภาษาไทย ใช้ชื่อและนามสกุล และในกรณีภาษาอังกฤษ ใช้นามสกุลและชื่อ). ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อย่อของวารสาร. เล่มที่พิมพ์ ฉบับที่พิมพ์: เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง. ในกรณีที่มีผู้เขียนมากกว่า 6 คน ให้ใส่รายชื่อผู้เขียนคนแรก แล้วตามด้วยคำว่า “และคณะ” หรือ “et al.”</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">หนังสือ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน (ในกรณีภาษาไทย ใช้ชื่อและนามสกุล และในกรณีภาษาอังกฤษ ใช้นามสกุลและชื่อ). ปีที่พิมพ์. ชื่อหนังสือ. สำนักพิมพ์. เมืองที่พิมพ์ : เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง. </span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">รายงานการประชุมและสัมมนา</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเอกสารรวมเรื่องที่ได้จากรายงานการประชุม. วัน เดือน ปีที่จัด : สถานที่จัด : สำนักพิมพ์ หรือผู้จัดพิมพ์. เลขหน้า.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">วิทยานิพนธ์/ ดุษฎีนิพนธ์/สารนิพนธ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ระดับวิทยานิพนธ์ : ชื่อสถาบันการศึกษา.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">บทความในหนังสือพิมพ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้เขียน. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อหนังสือพิมพ์. เล่มที่พิมพ์ ฉบับที่พิมพ์: เลขหน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สัมภาษณ์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์. วัน เดือน ปีที่สัมภาษณ์. ตำแหน่ง (ถ้ามี).</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">สื่ออิเล็กทรอนิกส์</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อเรื่อง. ชื่อเว็บไซต์. วัน เดือน ปีที่สืบค้น. ได้มาจาก ชื่อ website.</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">ส่วนที่ </span></strong><strong><span style="vertical-align: inherit;">4 ภาพประกอบ (Figure) และส่วนตาราง (Table)</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ภาพประกอบและตารางควรมีเท่าที่จำเป็น โดยพิมพ์หน้าละ 1 ภาพ หรือ 1 ตารางสำหรับคำบรรยายภาพและตารางให้พิมพ์เหนือภาพหรือตาราง ส่วนคำอธิบายเพิ่มเติมให้ใส่ใต้ภาพหรือตาราง</span></p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">กำหนดการออกวารสาร</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">***หมายเหตุ: วารสารตีพิมพ์ฟรี ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม</span></p>
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/4014
บทบาทของประชาชนในการจัดทำแผนชุมชน กรณีศึกษา บ้านบาก ตำบลบ้านบาก อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-05-06T08:50:51+07:00
วิจิตรา เกตุมาตร์
Pongsawut007@outlook.com
พงศ์สวัสดิ์ ราชจันทร์
pongsawut007@outlook.com
เสกสรรค์ สนวา
Pongsawut007@outlook.com
ชัยวัฒน์ ป้อมพิทักษ์
Pongsawut007@outlook.com
ยุทธจักร ลำจวนจิตร์
Pongsawut007@outlook.com
<p> </p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทของประชาชนในการจัดทำแผนชุมชน และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการจัดทำแผนชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ พื้นที่บ้านบาก ตำบลบ้านบาก อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูล 6 กลุ่ม คือ 1) ผู้ใหญ่บ้าน 2) ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 3) คณะกรรมการหมู่บ้าน 4) ประชาชน 5) ปราชญ์ชาวบ้าน และ 6) เจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 18 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง มีเครื่องมือใช้ในการวิจัยคือแบบการสัมภาษณ์เชิงลึกแล้วนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากเอกสาร วรรณกรรม และ แบบสัมภาษณ์ มาวิเคราะห์แบบเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยประเด็นบทบาทของประชาชนในการจัดทำแผนชุมชนบ้านบาก พบว่า มีระบบ การบริหารงานที่ดีตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมความพร้อมชุมชน ขั้นตอนดำเนินการจัดเวทีประชาคมแผนชุมชน ขั้นตอนเวทีวิเคราะห์ข้อมูลชุมชน และ ขั้นตอนการติดตามผล ประชาชนมีบทบาทที่จะสะท้อนปัญหาหรือความต้องการของตนเอง มีการร่วมคิด ร่วมเสนอความคิดเห็น ร่วมกันวิเคราะห์การจัดทำแผนชุมชน และติดตามประเมินผลงานร่วมกัน จึงทำให้การจัดทำแผนชุมชนมีประสิทธิภาพ และประเด็นแนวทางพัฒนาการจัดทำแผนชุมชนบ้านบาก พบว่า ขั้นตอนเตรียมความพร้อมชุมชน ขั้นตอนดำเนินการจัดเวทีประชาคมแผนชุมชน ขั้นตอนเวทีวิเคราะห์ข้อมูลชุมชน และ ขั้นตอนการติดตามผล ผู้นำหรือเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐควรเชิญวิทยากรมาบรรยายเพื่อเพิ่มองค์ความรู้ความเข้าใจให้ประชาชน และการจัดทำแผนพัฒนาจะต้องมีความชัดเจน มีความเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องเชื่อมโยงกัน เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนจริงๆ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/4040
การใช้รูบริกแบบวิเคราะห์การประเมินการพูดภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะ การสื่อสารของนักศึกษาเอกภาษาอังกฤษ
2026-05-11T14:33:18+07:00
เบญญาภา แสนวา
Chalerm_wut@hotmail.com
ชุติกาญจน์ แรตกระโทก
Chalerm_wut@hotmail.com
พิชญา สุขคะละ
Chalerm_wut@hotmail.com
สาริศา จันทร์เสม
Chalerm_wut@hotmail.com
กรกวินท์ ลีกอก
Chalerm_wut@hotmail.com
พรประภา สุขธูป
Chalerm_wut@hotmail.com
นันทพร สิทธาภา
Chalerm_wut@hotmail.com
เฉลิมวุฒิ อุทัยกัน
chalerm_wut@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูบริกแบบวิเคราะห์ในการประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษ 2) เพื่อประเมินความสามารถด้านการพูดเพื่อการสื่อสารของนักศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการใช้รูบริกแบบวิเคราะห์ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 วิชาเอกภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จำนวน 45 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูบริกแบบวิเคราะห์สำหรับประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ความคล่องแคล่ว ความถูกต้องทางภาษา การใช้คำศัพท์ การออกเสียง และการจัดลำดับเนื้อหา และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>1. นักศึกษามีความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารหลังการใช้รูบริกแบบวิเคราะห์อยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 3.16 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.83 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความคล่องแคล่วมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (= 3.31, S.D. = 0.87) รองลงมา คือ ด้านความถูกต้องทางภาษา (= 3.27, S.D. = 0.75) ด้านการออกเสียง (= 3.27, S.D. = 0.75) ด้านการจัดลำดับเนื้อหาและด้านวาทกรรม ( = 3.07, S.D. = 0.94) และด้านการเลือกใช้คำศัพท์ ( = 2.89, S.D. = 0.78) ตามลำดับ</li> </ol> <p> 2. นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการใช้รูบริกแบบวิเคราะห์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.97 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.09 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความถูกต้องของภาษาในเกณฑ์การประเมิน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 5.00, S.D. = 0.00) รองลงมา คือ ด้านความคล่องแคล่ว ( = 4.99, S.D. = 0.11) และด้านการจัดลำดับเนื้อหาและวาทกรรม ( = 4.99, S.D. = 0.11) ตามลำดับ </p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3824
ความคิดเห็นของประชาชนต่อการให้บริการของสำนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
2026-05-11T14:37:20+07:00
วไลลักษณ์ ผดุงสินประเสริฐ
ratchapol.nmc@gmail.com
วราภรณ์ รุ่งเรืองกลกิจ
ratchapol.nmc@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อการให้บริการของสำนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการให้บริการของสำนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ประชากร คือ ประชาชนที่มาใช้บริการสำนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างเดือน ธันวาคม 2567 - มีนาคม 2568 จำนวน 252 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t–test) และการทดสอบค่าเอฟ (F-test) และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe/) ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ความคิดเห็นของประชาชนต่อการให้บริการของสำนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ (1) ด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย (2) ด้านการรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน (3) ด้านการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและหน่วยงานผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการปฏิบัติราชการของพนักงานอัยการ (4) ด้านการตรวจร่างสัญญาหรือเอกสารทางกฎหมายให้กับประชาชน หรือนิติบุคคลที่มิใช่หน่วยงานของรัฐ และ (5) ด้านการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา ตามลำดับ</li> <li>ประชาชนที่เพศ ระดับการศึกษาและอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการให้บริการของสำนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</li> </ol> <p>ข้อค้นพบจากการวิจัยนี้ ผลการวิจัยไม่ได้เพียงแค่ประเมินความพึงพอใจ แต่ได้เปิดมุมมองใหม่ในการกำหนดบทบาทและแนวทางการทำงานของสำนักงานอัยการส่วนภูมิภาค โดยเน้นการให้บริการเชิงรุก การสร้างความเสมอภาค และการสร้างความไว้วางใจผ่านกลไกที่จับต้องได้</p> <p>ข้อเสนอแนะที่สำคัญจากการวิจัยคือ องค์กรควรผลักดันนโยบายเชิงรุก และพัฒนารูปแบบการให้บริการทางกฎหมายเคลื่อนที่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชนในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3851
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา และสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสูงเนิน สาขาสีคิ้ว
2026-04-06T17:22:09+07:00
ผจญ ภูมิโคกรักษ์
ratchapol.nmc@gmail.com
วราภรณ์ รุ่งเรืองกลกิจ
ratchapol.nmc@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา และสาขาสูงเนิน สาขาสีคิ้ว 2) เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา และตำแหน่งหน้าที่ และ 3) เสนอแนวทางเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยศึกษาจากประชากรซึ่งเป็นข้าราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 156 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test) และการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffé’s method) ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความก้าวหน้า ด้านการยอมรับนับถือ ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ และด้านความสำเร็จของงาน ตามลำดับ</li> <li>ข้าราชการที่มีเพศ ระดับการศึกษา และตำแหน่งหน้าที่ต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในภาพรวมไม่แตกต่างกันทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสำนักงานที่ดิน 1) การเสริมสร้างภาวะผู้นำเพื่อธำรงรักษาระบบคุณธรรมและคุณค่าของงาน 2) การจัดการความรู้เพื่อต่อยอดวัฒนธรรมองค์การและระบบพี่น้อง 3)การปรับปรุงกระบวนการทำงานและบูรณาการการประสานงานข้ามสายงาน</li> </ol> <p>ข้อค้นพบการวิจัยที่สำคัญ แรงจูงใจของข้าราชการถูกขับเคลื่อนด้วย “ความยุติธรรมและคุณค่าของงาน” แม้แรงจูงใจทุกด้านจะอยู่ในระดับมาก แต่ “ด้านความก้าวหน้า” เป็นมิติที่โดดเด่นที่สุด โดยมีรากฐานจากความเชื่อมั่นในความยุติธรรมการเลื่อนขั้นเงินเดือน ควบคู่กับความรู้สึกว่าตำแหน่งงานมีความหมาย สิ่งนี้สะท้อนว่าข้าราชการไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงการเลื่อนตำแหน่ง แต่ยังให้คุณค่ากับระบบคุณธรรม และความหมายของงาน อันเกิดจากการทำประโยชน์เพื่อประชาชน ซึ่งนับเป็นแรงจูงใจภายในที่ทรงพลัง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3909
การพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมารีย์อุปถัมภ์ชัยภูมิ
2026-05-27T09:40:32+07:00
อธิรฎา ถาวิชา
651506226@cpru.ac.th
อรอนุตร ธรรมจักร
ornanoot@cpru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะ และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนมารีย์อุปถัมภ์ชัยภูมิ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 31 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขียน 2) แบบวัดทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขียน และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เพื่อวิเคราะห์ระดับทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขียนของนักเรียน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (t-test for Dependent Samples) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขียนของนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (= 2.84, S.D. = 0.32) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ทักษะด้านการอ่านอยู่ในระดับดีมาก (= 2.96, S.D. = 0.14) ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับดีมาก (= 2.74, S.D. = 0.44) และทักษะด้านการเขียนอยู่ในระดับดีมาก (= 2.81, S.D. = 0.37) และ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>องค์ความรู้จากการวิจัยครั้งนี้ คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะที่บูรณาการกระบวนการอ่านอย่างมีจุดมุ่งหมาย การคิดวิเคราะห์ การให้ข้อมูลและแสดงความคิดเห็น และการเขียนอย่างมีจุดมุ่งหมาย สามารถพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขียนของผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ และส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3853
การสังเคราะห์รูปแบบการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาของไทย: แนวโน้มและประสิทธิผล (พ.ศ. 2560–2568)
2026-04-07T11:07:52+07:00
ประภากร พาป้อ
phathanant.ph@cpru.ac.th
ศาสตรา มาพร
phathanant.pha@cpru.ac.th
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สังเคราะห์และจำแนกรูปแบบการจัดการเรียนการสอน<br />ในระดับอุดมศึกษาของไทย (2) วิเคราะห์แนวโน้มและปัจจัยขับเคลื่อนที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในบริบทอุดมศึกษาไทย และ (3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนการสอน พร้อมเสนอรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาการอุดมศึกษาไทยในอนาคต โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ได้แก่ การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ การสังเคราะห์เชิงอภิมาน และการวิเคราะห์อภิมาน จากฐานข้อมูล TCI-ThaiJO ตามแนวทาง PRISMA คัดเลือกงานวิจัยจำนวน 45 เรื่อง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนการสอนในอุดมศึกษาไทยจำแนกได้เป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) การเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยี (Technology-Enhanced Learning: TEL) 12 เรื่อง เช่น Blended Learning และ AI (2) รูปแบบที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centered Models: LCM) 14 เรื่อง เช่น Problem-Based Learning (PBL) และ Active Learning (3) รูปแบบที่เน้นการปฏิบัติจริง (Practice-Oriented Models: POM) 7 เรื่อง เช่น Cooperative Education (CWIE) (4) การเรียนรู้แบบบูรณาการข้ามสาขา (Interdisciplinary Learning: ITL) 5 เรื่อง และ (5) งานวิจัยเชิงสังเคราะห์ (Synthetic Research: SR/MA) 7 เรื่อง</p> <p>แต่ละรูปแบบมีรากฐานทางทฤษฎีที่แตกต่างกัน เช่น TEL อิงทฤษฎี Connectivism และ LCM อิง Constructivism นอกจากนี้ แนวโน้มของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ นโยบาย OBE/TQF และวิกฤต COVID-19</p> <p> ด้านประสิทธิผล พบว่า Blended Learning มีขนาดอิทธิพลระดับปานกลาง (d = 0.55) ขณะที่ PBL และ Active Learning มีประสิทธิผลสูงด้านทักษะการคิดขั้นสูง และ CWIE/WIL มีประสิทธิผลสูงด้านสมรรถนะวิชาชีพ ผู้วิจัยเสนอรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเชิงสังเคราะห์ (Synthetic Instructional Model: SIM) ที่บูรณาการ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ Blended/Hybrid Learning, OBE/CBE, Active Learning/PBL, WIL/CWIE, หลักสูตรโมดูลาร์/Credit Bank และการบูรณาการข้ามสาขา</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3991
บทบาทผู้นำชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถาน กรณีศึกษา วัดพระธาตุอุปมุง หมู่ที่ 3 ตำบลโพธิ์ศรีสว่าง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-05-11T14:24:43+07:00
ฉัตรมงคล พลเยี่ยม
Pongsawut007@outlook.com
พงศ์สวัสดิ์ ราชจันทร์
pongsawut007@outlook.com
เสกสรรค์ สนวา
Seat007@outlook.com
ชัยวัฒน์ ป้อมพิทักษ์
Seat007@outlook.com
ยุทธจักร ลำจวนจิตร์
Pongsawut007@outlook.com
<p> </p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทผู้นำชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถาน 2) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคบทบาทผู้นำชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถาน และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคบทบาทผู้นำชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถาน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ พื้นที่ตำบลโพธิ์ศรีสว่าง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูล 5 กลุ่ม คือ 1).ผู้ใหญ่บ้าน 2).ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 3).คณะกรรมการหมู่บ้าน 4).ประชาชน และ 5).ปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 20 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง มีเครื่องมือใช้ในการวิจัยคือแบบการสัมภาษณ์เชิงลึก แล้วนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากเอกสาร วรรณกรรมและแบบสัมภาษณ์มาวิเคราะห์แบบเชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยประเด็นบทบาทผู้นำชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถาน พบว่า ผู้นำต้องมีความสามารถในหลาย ๆ ด้าน เพื่อที่จะจัดการและการดูแลปกป้องประชาชนในหมู่บ้าน และมีความสามารถในการส่งเสริมและอนุรักษ์โบราณสถาน ประเด็นปัญหาและอุปสรรคบทบาทผู้นำชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถาน พบว่า งบประมาณที่จำกัด ผู้นำกับประชาชนยังขาดความรู้ ขาดความร่วมมือ และขาดวิสัยทัศน์ และประเด็นแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคบทบาทผู้นำชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถาน พบว่า ผู้นำต้องเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของวัดพระธาตุอุปมุง เพื่อการอนุรักษ์ที่ถูกต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการซ่อมแซมของตัวพระธาตุให้คงความสมบูรณ์</p> <p> ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้นำชุมชนเพื่อที่จะอนุรักษ์โบราณสถานให้คงอยู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3856
ความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อกระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
2026-04-07T11:04:04+07:00
ปรางค์พิกุล ผสมญาติ
pphasomyart@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อกระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 2) เปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อกระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ตำแหน่งข้าราชการ พนักงานประจำมหาวิทยาลัย พนักงานราชการ พนักงานจ้างตามภารกิจ ประเภทสายวิชาการ และสายสนับสนุน ประจำปีงบประมาณ 2568 จำนวน 181 คน คัดเลือกโดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสถิติ t - test ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน F -test แบบ One-way ANOVA ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อกระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.11, S.D. = .63) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านกระบวนการทำงาน (= 4.15, S.D. = .59) รองลงมาคือ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ( = 4.14, S.D. = .70) ด้านคุณภาพการให้บริการ ( = 4.11, S.D. = .67) และด้านช่องทางการให้บริการ ( = 4.08, S.D. = .68) ตามลำดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ( = 4.05, S.D. = .67)</li> <li>ผลเปรียบเทียบระดับความความคิดเห็นของของบุคลากรสายวิชาการ และสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ เกี่ยวกับความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อกระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จำแนกตามเพศ อายุ อายุงาน ระดับการศึกษา ตำแหน่ง และสายงาน โดยภาพรวมมีความแตกต่างกัน</li> </ol>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3878
ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิการเข้าถึงการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในระดับภูมิภาค
2026-05-21T10:25:22+07:00
จิราพร คำป้อม
jiraporn.ko@kkumail.com
นิภาพรรณ เจนสันติกุล
nipajen@kku.ac.th
จักรกฤษ กมุทมาศ
jackka@kku.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และปัญหาการเข้าถึงการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในระดับภูมิภาคเพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปสู่การเสนอแนะแนวทางการพัฒนาต่อไป ผลการวิเคราะห์ พบว่า ความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงทรัพยากรจำแนกไว้ 4 เรื่อง คือ ความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงเทคโนโลยีในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรที่ดิน ความเหลื่อมล้ำในเรื่องของปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน นโยบายและโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา หลักสูตรและการสอน และการกระจายทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกัน และความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีข้อเสนอแนะ คือ 1) รัฐบาลควรสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล 2) รัฐบาลควรจัดตั้งหน่วยงานดูแลบริหารจัดการที่ดินที่ทำงานภายใต้กฎหมายของหน่วยงานที่สังกัด เพราะประเทศไทยยังไม่มีภาพรวมนโยบายการบริหารจัดการที่ดินของประเทศ 3) การจัดการศึกษาที่คำนึงถึงความแตกต่างของภูมิภาคและพื้นที่ โดยระบบการศึกษาของประเทศจะต้องมีความแตกต่างหลากหลายกันไปตามสภาพภูมิประเทศ และทรัพยากรธรรมชาติและ 4) การพิจารณาสาระสำคัญของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/SJ_SS/article/view/3903
กรอบแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืนในการประเมินความเสี่ยง และโอกาสการลงทุน: มุมมองนักลงทุนสากลและตลาดทุนไทย
2026-04-15T13:34:17+07:00
จิณณ์ณิชา รอบคอบ
aukkarawit.r@msu.ac.th
อัครวิชช์ รอบคอบ
phaiboon.r@mbs.msu.ac.th
พัฒนพงศ์ กุมสิน
aukkarawit.r@msu.ac.th
<p>แม้ว่าวรรณกรรม ESG ในตลาดพัฒนาแล้วจะยืนยันความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่าง ESG Performance กับมูลค่าองค์กรอย่างต่อเนื่อง แต่ตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะประเทศไทยยังขาดกรอบการวิเคราะห์ที่บูรณาการมิติทฤษฎี เชิงประจักษ์ และนโยบายไว้ด้วยกัน บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและนำเสนอกรอบแนวคิด ESG Integration Maturity Framework สำหรับอธิบายการบูรณาการ ESG ในตลาดเกิดใหม่ โดยใช้การสังเคราะห์วรรณกรรมและการวิเคราะห์บริบทตลาดทุนไทยเป็นฐานสนับสนุน ระเบียบวิธีวิจัยใช้การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบตามแนวทาง PRISMA จากฐานข้อมูล Scopus, Web of Science และ ScienceDirect ช่วง ค.ศ. 2020–2025 โดยกรอบทฤษฎี ได้แก่ Stakeholder Theory, RBV, Signaling Theory และ Institutional Theory</p> <p>ผลการสังเคราะห์พบว่า ESG Disclosure ช่วยลดต้นทุนเงินทุนผ่านกลไกลดความไม่สมมาตรของสารสนเทศ แต่ผลตอบแทนส่วนเกินหายไปหลังปรับความเสี่ยง ชี้ว่า ESG อาจสะท้อนปัจจัยคุณภาพมากกว่าค่าความเสี่ยงอิสระ นอกจากนี้ ค่าสหสัมพันธ์คะแนน ESG ระหว่างผู้ประเมิน 6 รายเฉลี่ยเพียง 0.54 ก่อให้เกิดความสับสนเชิงรวม ที่ขัดขวางการกำหนดราคาความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับประเทศไทย SET ESG Ratings ปี 2568 มีบริษัทผ่านเกณฑ์ 265 บริษัท คิดเป็นร้อยละ 70 ของมูลค่าตลาด แต่ระบบการรับรองข้อมูลยังต่ำกว่ามาตรฐาน IAASB/ISAE 3000 ซึ่งจำกัดการดึงดูดเงินทุน ESG จากต่างประเทศ บทความนี้นำเสนอ ESG Integration Maturity Framework บนฐานทฤษฎี Institutional Theory, RBV และ Systems Thinking ในฐานะทั้งเครื่องมือประเมินระดับองค์กรสำหรับตลาดเกิดใหม่</p> <p> </p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเมธีวิจัย Savant Journal of Social Sciences