https://so16.tci-thaijo.org/index.php/RLHT/issue/feed วารสารอาร์แสง 2026-07-17T16:21:04+07:00 Dr.Artit Saengchawek a.sunlight.journal@gmail.com Open Journal Systems <p><strong> นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong> วารสาร อาร์แสง มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความด้านสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ พระพุทธศาสนา ปรัชญา มนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย</p> <p><strong> กระบวนการพิจารณาบทความ :</strong> บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double- blind review)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ :</strong><strong> </strong>บทความวิจัย, บทความวิชาการ, และหรือบทวิจารณ์หนังสือ</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong><strong>: </strong>ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดออก :</strong><strong> </strong>วารสารตีพิมพ์ 4 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม</p> <p>ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p>ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ :</strong> ยังไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</p> <p><strong>การติดต่อประสานงานและส่งบทความเผยแพร่ :</strong><strong> </strong></p> <ol> <li>สอบถามรายละเอียดเบื้องต้น เช่น รอบการเผยแพร่ หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ เป็นต้น โทร. 098 5865276</li> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1HoE7hogUq3HHRJyUJ52vaQDFyOy2FnCw/edit?usp=sharing&amp;ouid=104950874671551979271&amp;rtpof=true&amp;sd=true">Clik คำแนะนำสำหรับผู้เขียน</a></li> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1meqnxgrcoYD8IhJersYwUCTrU7Va5ZtL/edit?usp=sharing&amp;ouid=104950874671551979271&amp;rtpof=true&amp;sd=true">Clik เทมเพลตบทความวิจัย</a></li> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1if8k0gAUGu9XD0DInblE56iW8tsjXTOZ/edit?usp=drive_link&amp;ouid=104950874671551979271&amp;rtpof=true&amp;sd=true">Clik เทมเพลตบทความวิชาการ</a></li> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/1LWFcNmxstk6Ngh34w9f3tLwciaiWMjdo/edit?usp=sharing&amp;ouid=104950874671551979271&amp;rtpof=true&amp;sd=true">Clik เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ</a></li> <li><a href="https://so16.tci-thaijo.org/index.php/RLHT">Clik ลงทะเบียนวารสาร และส่งบทความในวารสาร</a></li> <li><a href="https://docs.google.com/document/d/15PTfIWKu6fTnH0nPrHkKcOE6Z-nqSNJI/edit?usp=sharing&amp;ouid=104950874671551979271&amp;rtpof=true&amp;sd=true">Clik แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a></li> <li><a href="https://so16.tci-thaijo.org/index.php/RLHT">Clik ลงทะเบียนส่งบทความ</a></li> </ol> https://so16.tci-thaijo.org/index.php/RLHT/article/view/4335 การพัฒนาชุดกิจกรรมบำบัดโดยใช้แอนิเมชันเป็นสื่อกลางเพื่อส่งเสริมการเคลื่อนไหวและเพิ่มสมาธิในกลุ่มเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น 2026-07-17T16:21:04+07:00 กัญญ์ณณัฏฐ์ จอมใจป้อ 40473@virtual.prc.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาชุดกิจกรรมบำบัดโดยใช้เอนิเมชันเป็นสื่อกลางเพื่อส่งเสริมการเคลื่อนไหวและเพิ่มสมาธิในกลุ่มเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น (ADHD) อายุโดยเฉลี่ย 9 ปี&nbsp; &nbsp; &nbsp;2) เพื่อประเมินและเปรียบเทียบระดับสมาธิของเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น จากแบบทดสอบก่อนและหลังการเข้าร่วมชุดกิจกรรมบำบัดโดยใช้เอนิเมชันเป็นสื่อกลาง 3) เพื่อกระตุ้นการทำงานของสมองและเพิ่มระดับสมาธิในเด็กสมาธิสั้นทันทีหลังจากการทำชุดกิจกรรม สิ่งที่ใช้ในการเก็บข้อมูลได้แก่ ข้อมูลด้านการขาดสมาธิ ข้อมูลด้านอาการซนไม่อยู่นิ่ง และข้อมูลการประเมินด้านอาการดื้อและต่อต้าน ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย(x) และค่าเบี่ยงเบนมาตราฐาน(S.D.)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมบำบัดโดยใช้เอนิเมชันเป็นสื่อกลางเพื่อส่งเสริมการเคลื่อนไหวและเพิ่มสมาธิในกลุ่มเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น (ADHDมีประสิทธิภาพ (E1/E2) ในกลุ่มทดลองขนาดเล็ก เท่ากับ 82.25/80.00 กลุ่มขนาดกลาง เท่ากับ 87.07/81.13 และกลุ่มขนาดใหญ่ เท่ากับ 86.38/83.33 ซึ่งทุกกลุ่มมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 2) หลังจากการทำหลังจากการทำชุดกิจกรรมบำบัดโดยใช้เอนิเมชันเป็นสื่อกลางเพื่อส่งเสริมการเคลื่อนไหวและเพิ่มสมาธิในกลุ่มเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น (ADHD สามารถช่วยลดอาการขาดสมาธิ ลดพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น และลดอาการดื้อต่อต้าน ทำให้เด็กสมาธิสั้นสามารถเพิ่มระยะเวลาการจดจ่อและคงสมาธิในการปฏิบัติกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง จากผลการวิจัยนี้สามารถสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมบำบัดผ่านการใช้แอนิเมชันสามารถพัฒนาสมาธิและการจดจ่อของเด็กสมาธิสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถส่งผลดีต่อการเรียนรู้ในวัยเด็ก</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/RLHT/article/view/4331 พระสงฆ์ไทยกับการเมือง : ความตึงเครียดระหว่างพระธรรมวินัย อำนาจรัฐ และบทบาทสาธารณะ 2026-07-17T15:46:30+07:00 พระกวิน โสภณมโน (กำแพงศิริชัย) kawin.kam@student.mbu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความเรื่อง “พระสงฆ์ไทยกับการเมือง : ความตึงเครียดระหว่างพระธรรมวินัย อำนาจรัฐ และบทบาทสาธารณะ” มุ่งศึกษาพลวัตความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ไทยกับอำนาจทางการเมือง โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนาเถรวาท โครงสร้างกฎหมายของรัฐไทย โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และบริบททางสังคมการเมืองร่วมสมัย งานศึกษานี้ตั้งคำถามสำคัญว่า พระสงฆ์ควรวางตนอย่างไรท่ามกลางความคาดหวังสองด้าน คือ ด้านหนึ่งคือหลักพระวินัยที่มุ่งความสงบ สำรวม และไม่ข้องเกี่ยวกิจการบ้านเมือง แต่อีกด้านหนึ่งคือบทบาททางศีลธรรมในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีอิทธิพลต่อสาธารณชน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความชี้ให้เห็นว่า ความตึงเครียดดังกล่าวมิใช่เพียงความขัดแย้งเชิงหลักการ แต่เป็นผลจากโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐกับคณะสงฆ์ที่ก่อรูปมาตั้งแต่กระบวนการรวมศูนย์อำนาจในสมัยใหม่ ซึ่งทำให้คณะสงฆ์อยู่ภายใต้ระบบราชการและการกำกับของรัฐอย่างเป็นทางการ ภายใต้เงื่อนไขนี้ พระสงฆ์จำนวนหนึ่งเลือกวางตนเป็นกลางทางการเมือง ขณะที่บางรูปแสดงบทบาทเชิงวิพากษ์หรือสะท้อนปัญหาสังคมผ่านหลักธรรม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ดังนั้น บทความนี้จึงเสนอว่า การทำความเข้าใจบทบาทพระสงฆ์ไทยในทางการเมืองจำเป็นต้องมองอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติพระธรรมวินัย โครงสร้างรัฐ และความเปลี่ยนแปลงของสังคมร่วมสมัย มิใช่ตัดสินเพียงว่าการแสดงออกของพระเป็น “การเมือง” หรือ “ไม่การเมือง” หากต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขเชิงโครงสร้างและบทบาทเชิงศีลธรรมควบคู่กัน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/RLHT/article/view/4332 การบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วนตำบลตามหลักธรรมาภิบาล 2026-07-17T15:55:54+07:00 อริยา เกียรติก้องอำไพ Ariya.kia@student.mbu.ac.th <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt; line-height: 115%; background: white;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #0d0d0d;">การบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วนตำบลถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากบุคลากรเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์กรให้บรรลุเป้าหมาย การบริหารทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีแรงจูงใจในการทำงาน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ในปัจจุบันแนวคิดเรื่องธรรมาภิบาล (</span><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #0d0d0d;">Good Governance) <span lang="TH">ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในการบริหารงานภาครัฐ เนื่องจากเป็นแนวทางที่ส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า</span></span></p> <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt; line-height: 115%; background: white;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #0d0d0d;">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและแนวทางการบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วนตำบลตามหลักธรรมาภิบาล โดยใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร (</span><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #0d0d0d;">Documentary Research) <span lang="TH">จากตำรา หนังสือ งานวิจัย และบทความทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคลและการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี รวมถึงเอกสารราชการที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</span></span></p> <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt; line-height: 115%; background: white;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; line-height: 115%; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #0d0d0d;">ผลการศึกษาพบว่าการนำหลักธรรมาภิบาลมาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนตำบลสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านการสรรหาและคัดเลือกบุคลากรที่โปร่งใส การพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นธรรม และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดหลักคุณธรรมและจริยธรรม นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและติดตามการดำเนินงานขององค์กรยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่งเสริมให้เกิดการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น</span></p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/RLHT/article/view/4333 บทบาทของสื่อสังคมออนไลน์กับการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองในสังคมไทย : มุมมองเชิงทฤษฎีและอุบัติการณ์เชิงประจักษ์ 2026-07-17T16:04:05+07:00 จักรีวัฒน์ วิเศษสัตย์ jakgreewat.vis@student.mbu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทและอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองของพลเมืองในสังคมไทย โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงทฤษฎีร่วมกับการวิเคราะห์อุบัติการณ์เชิงประจักษ์จากสถานการณ์การเมืองไทยร่วมสมัย ผลการศึกษาพบว่าสื่อสังคมออนไลน์ได้เปลี่ยนผ่านโครงสร้างการสื่อสารทางการเมืองจากแบบรวมศูนย์ไปสู่เครือข่ายไร้ศูนย์กลาง ซึ่งช่วยทลายการผูกขาดข้อมูลข่าวสารและสร้างพลังการมีส่วนร่วมทางการเมืองจากล่างขึ้นบน อย่างไรก็ตาม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในเชิงประจักษ์พบว่าการรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์เผชิญกับความท้าทายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) อัลกอริทึมที่สร้างปรากฏการณ์ห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ซึ่งตอกย้ำความเชื่อเดิมและเพิ่มความแตกแยกทางความคิด 2) การแพร่ระบาดของข่าวปลอม (Fake News) และการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และ 3) ภาวะความแตกแยกสุดขั้ว (Polarization) ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย บทความสรุปว่าแม้สื่อสังคมออนไลน์จะเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมเสรีภาพ แต่หากขาดการรู้เท่าทันสื่อและการกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการเมืองไทยในระยะยาว</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/RLHT/article/view/4334 บทบาทของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดี ในสถานศึกษา: รากฐานสู่สังคมประชาธิปไตยที่ยั่งยืน 2026-07-17T16:13:16+07:00 ศราวุธ แก้วมหาสุริยวงศ์ sarwut.kae@student.mbu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์บทบาทหน้าที่ของนักเรียนระดับประถมศึกษาในฐานะพลเมืองของโรงเรียน และเสนอแนวทางในการส่งเสริมบทบาทดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ, เนื่องจากช่วงวัย 7–12 ปีเป็นช่วงเวลาวิกฤต (Critical Period) ของการพัฒนาจริยธรรมและสังคม,&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิเคราะห์พบว่าบทบาทของนักเรียนครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) มิติด้านระเบียบวินัยและความรับผิดชอบ เช่น การตรงต่อเวลาและเคารพกฎเกณฑ์ (2) มิติด้านจิตสาธารณะและการช่วยเหลือเกื้อกูล ผ่านกิจกรรมอาสาสมัครและการดูแลทรัพย์สินส่วนรวม (3) มิติด้านการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตย เช่น การเลือกตั้งสภานักเรียนและการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และ (4) มิติด้านสิ่งแวดล้อม,, โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ ครูในฐานะแบบอย่าง (Role Model) และการสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยในห้องเรียน, ข้อเสนอแนะจากการศึกษาเน้นย้ำถึงการบูรณาการความเป็นพลเมืองดีเข้ากับทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ การเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (Learning by Doing) และการสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างโรงเรียนกับครอบครัว เพื่อสร้างรากฐานพลเมืองที่มีคุณภาพสู่สังคมอย่างยั่งยืน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026