Journal of Spatial Development and Policy https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP <p> <strong> Journal of Spatial Development and Policy</strong> ISSN: 2985-220X (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ตั้งแต่ระดับองค์กร กลุ่ม หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด ภูมิภาค ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ วารสารมุ่งเน้นส่งเสริมงานวิชาการที่มีลักษณะเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้านการพัฒนาพื้นที่ในมิติต่างๆ แบบบูรณาการข้ามศาสตร์ที่ผลักดันไปสู่การสร้างนโยบายของพื้นที่ โดยเปิดรับบทความทางด้านการพัฒนาพื้นที่ที่บูรณาการกับศาสตร์ต่างๆ ได้แก่ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และงานทางด้านสหวิทยาการทางสังคมศาสตร์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่และผลักดันสู่การสร้างกรอบนโยบายการพัฒนาเชิงพื้นที่ ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> Journal of Spatial Development and Policy มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม<strong> </strong></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยผู้เขียนจะต้อง กรอก <strong>“<a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a>”</strong> และชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) โดยมีขั้นตอนดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br /> 2) บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ<br /> 3) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br /> 4) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ<br /></strong> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br /> 2) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br /> 3) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br /> 4) เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong></p> <ol> <li>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์, ค่าใช้จ่ายฯลฯ) ID Line: ben_lowz โทร. 080-2241454 (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี), 081-6015934 (ผศ. ดร.ประยูร แสงใส)</li> <li>เตรียมต้นฉบับบทความ</li> </ol> <p> - เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1RAg-tLgpmV1ta0SYgHyq3U93TTW8l_jP/edit?tab=t.0">คลิก </a> <br /> - เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/1RvQ-XVZGWwjGMUBzVuZXdMo10Dzf4PtM/edit?tab=t.0">คลิก</a><br /> - เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ <a href="https://docs.google.com/document/d/1atjbiNeyyeOlakSUohQxSEkRJyPTUSwN/edit?tab=t.0">คลิก</a></p> <ol start="3"> <li>ส่งบทความต้นฉบับในระบบวารสาร <a href="https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP">https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP</a></li> <li>กรอก “แบบขอส่งบทความตีพิมพ์” จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">คลิก</a></li> <li>ส่งสำเนาเอกสารในระบบ Google forms ที่ <a href="https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit">https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit</a></li> </ol> <p> 6. สมัครเข้า line กลุ่มวารสาร เพื่อติดต่อประสานงาน ที่ <a href="https://line.me/R/ti/g/6qtUwxnrQk">https://line.me/R/ti/g/6qtUwxnrQk</a></p> th-TH prasrisirorat@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประยูร แสงใส) ajsdp9900@gmail.com (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี) Sun, 28 Dec 2025 16:39:30 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 พฤติกรรมผู้รับบริการกับคุณภาพการให้บริการของธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนสุขุมวิทนาเกลือ จังหวัดชลบุรี https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2344 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพฤติกรรมผู้รับบริการ และคุณภาพการบริการของธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนสุขุมวิทนาเกลือ จังหวัดชลบุรี และ (2) ศึกษาพฤติกรรมผู้รับบริการ ที่มีผลต่อปัจจัยด้านคุณภาพการบริการของธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนสุขุมวิทนาเกลือ จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้ที่เข้ามาใช้บริการธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนสุขุมวิทนาเกลือ จังหวัดชลบุรี จำนวน 275 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.845 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า (1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ใช้บริการฝาก/ถอนเงิน คิดเป็นร้อยละ 73.5 มีเหตุผลที่เลือกใช้บริการเนื่องจากใกล้บ้าน คิดเป็นร้อยละ 44.0 ความถี่ในการใช้บริการ 1 - 4 ครั้งต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 31.6 มีช่วงเวลามาติดต่อรับบริการคือ 13.01 – 15.00 น. คิดเป็นร้อยละ 56.7 และ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับความคิดเห็นคุณภาพการให้บริการของธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนสุขุมวิทนาเกลือ จังหวัดชลบุรี โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และ (2) ผู้รับบริการที่มีประเภทการใช้บริการและช่วงเวลามาติดต่อแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่เหตุผลในการเลือกใช้บริการและความถี่ในการใช้บริการไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ จึงควรปรับปรุงการจัดระบบบริการและการบริหารเวลาให้เหมาะสมกับลักษณะผู้รับบริการในแต่ละช่วงเวลาเพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการโดยรวม</p> วานิสสา หอมขจร, ฉัตรชัย เหล่าเขตการณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2344 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 การยอมรับเทคโนโลยีและคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความภักดีในการใช้บริการแอปพลิเคชัน Grab Food ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2549 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการยอมรับการใช้เทคโนโลยี ที่ส่งผลต่อความภักดีในการเลือกใช้บริการแอปพลิเคชัน Grab Food ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา (2) ศึกษาคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความภักดีในการเลือกใช้บริการแอปพลิเคชัน Grab Food ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือลูกค้าที่ใช้บริการ Grab Food จำนวน 385 ราย ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามซึ่งมีข้อคำถามแบบเลือกตอบ และมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าการยอมรับเทคโนโลยี ซึ่งประกอบด้วย การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความง่ายต่อการใช้งาน และการนำมาใช้จริง ส่งผลเชิงบวกต่อความภักดีในการใช้บริการแอปพลิเคชัน Grab Food อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะเดียวกันปัจจัยคุณภาพการให้บริการ ซึ่งประกอบด้วย ความเชื่อถือไว้วางใจได้ การตอบสนองต่อลูกค้า และการให้ความเชื่อมั่นต่อลูกค้า ส่งผลเชิงบวกต่อความภักดีในการใช้บริการแอปพลิเคชัน Grab Food อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ซูไรดา วานา, อภัสรา ยาสาลี, อนุวัต สงสม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2549 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การกำหนดราคาและกำหนดคุณลักษณะสินค้าคอมพิวเตอร์ในเกณฑ์มาตรฐานครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ของหน่วยงานภาครัฐ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2600 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษากลยุทธ์ในการกำหนดราคาสินค้าคอมพิวเตอร์ในเกณฑ์มาตรฐานครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ของหน่วยงานภาครัฐ (2) เพื่อศึกษากลยุทธ์ในการกำหนดคุณลักษณะสินค้าคอมพิวเตอร์ในเกณฑ์มาตรฐานครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ของหน่วยงานภาครัฐ (3) เพื่อศึกษาหากลยุทธ์การแก้ไขปัญหาการจัดซื้อสินค้าคอมพิวเตอร์ในเกณฑ์มาตรฐานครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ของหน่วยงานภาครัฐกับผู้ประกอบการด้านคอมพิวเตอร์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลดังนี้ 1) เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ หัวหน้างานฝ่ายพัสดุ ผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ จำนวน 3 คน 2) ผู้จัดจำหน่ายค้าส่งคอมพิวเตอร์ (Distributor) จำนวน 3 คน 3) ผู้ผลิต (Vendor) ด้านคอมพิวเตอร์ จำนวน 4 คน และใช้วิธีการสนทนากลุ่ม โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้ประกอบการด้านคอมพิวเตอร์ ได้แก่ เจ้าของกิจการ ผู้จัดการฝ่ายขาย พนักงานขายสินค้า จำนวน 6 คน รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 16 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) กลยุทธ์ในการกำหนดราคาสินค้าคอมพิวเตอร์ในเกณฑ์มาตรฐานครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ของหน่วยงานภาครัฐ พบกลยุทธ์สำคัญประกอบด้วย การกำหนดราคาคอมพิวเตอร์แบบยืดหยุ่นตามเกณฑ์ราคากลางร่วมกับการบริหารต้นทุนในแต่ละส่วน 2) กลยุทธ์ในการกำหนดคุณลักษณะสินค้าคอมพิวเตอร์ในเกณฑ์มาตรฐานครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ของหน่วยงานภาครัฐ พบกลยุทธ์สำคัญประกอบด้วย การกำหนดคุณลักษณะให้สูงกว่าเกณฑ์กลางที่กำหนดใว้ และเลือกเสนอแบรนด์ที่ได้รับความนิยม 3) กลยุทธ์การแก้ไขปัญหาการจัดซื้อสินค้าคอมพิวเตอร์ในเกณฑ์มาตรฐานครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ของหน่วยงานภาครัฐกับผู้ประกอบการด้านคอมพิวเตอร์ พบกลยุทธ์สำคัญประกอบด้วย การสร้างมาตรฐานใบเสนอราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และค่าบริการต่าง ๆ ใว้แล้ว การเข้าสู่ระบบ e-Bidding ในฐานะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้มีความรวดเร็วและถูกต้อง</p> ธนฤทธิ์ หมั่นตะคุ, ภฤศญา ปิยนุสรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2600 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 An Ensemble Multi-Model Approach for Stock Return Forecasting Integrating Emotion-Driven Feature Extraction and Time Series Prediction Based on Variational Autoencoders (VAE) and Temporal Fusion Transformers (TFT) https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2126 <p>This article aimed to study: 1) the impact of investor sentiment on stock returns in the automotive industry, and 2) the development and validation of the Adaptive Sentiment-Enhanced Temporal Regression Model (ASTRM), an ensemble model integrating Variational Autoencoders (VAE), Temporal Fusion Transformers (TFT), and Ordinary Least Squares (OLS) regression. This quantitative research utilizes historical secondary data from 269 companies in the Chinese automotive industry. Data was collected from the China Stock Market &amp; Accounting Research (CSMAR) database, comprising historical stock prices and a sentiment index derived from social media posts from May 23, 2019, to September 21, 2022. The statistical analysis involved: 1) using VAE for feature extraction and data denoising, 2) employing TFT with LSTM and multi-head attention mechanisms for time-series forecasting, and 3) applying OLS regression to optimize the final predictions. Model performance was evaluated using metrics such as accuracy and adjusted R-squared. The findings indicate that the ASTRM model achieved a prediction accuracy of 91.12%, significantly outperforming the traditional LSTM model (70.63%) and a model without denoising (77.48%). Furthermore, investor sentiment was found to have a statistically significant influence on stock returns (p-values &lt; 0.001). The ASTRM also demonstrated faster convergence and a lower final loss value, enhancing overall predictive performance.</p> Minghui Zhong, Liang Shu Hui ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2126 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาข้อมูลสถิติเพื่อวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำของชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ดด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2411 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาลักษณะความเหลื่อมล้ำในระดับชุมชนของจังหวัดร้อยเอ็ด (2) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติและเทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อตรวจสอบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเหลื่อมล้ำ และ (3) เสนอแนวทางเชิงนโยบายและการพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้ข้อมูลเชิงปฐมภูมิจากแบบสอบถามและข้อมูลทุติยภูมิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามครัวเรือนและข้อมูลสถิติจากหน่วยงานภาครัฐ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การจำแนกกลุ่มด้วย K-Means Clustering และการสร้างต้นไม้การตัดสินใจ ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างจากตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ มีรายได้เฉลี่ยต่ำ (9,500 บาทต่อเดือน) และรับรู้ต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำในระดับมาก โดยเฉพาะด้านรายได้และการเข้าถึงบริการสาธารณะ 2) ผลการวิเคราะห์ด้วย K-Means พบโครงสร้างพื้นที่ความเหลื่อมล้ำ 3 ระดับ ได้แก่ กลุ่มปัญหาต่ำ กลุ่มปานกลาง และกลุ่มวิกฤต โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเกษตรวิสัยที่มีจำนวนคนจนสูงที่สุด และ 3) การสร้างโมเดล Decision Tree พบว่า “จำนวนคนจน” และ “การศึกษา” เป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการจำแนกระดับความเหลื่อมล้ำ ซึ่งข้อค้นพบนี้สามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงนโยบายเพื่อออกแบบมาตรการลดความเหลื่อมล้ำที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และส่งเสริมการพัฒนาที่มีความยั่งยืนในระยะยาว</p> นรินทรา มิ่งโอโล, ปริญ ภัทรปัญญากูร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2411 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเส้นโปรตีนอัลมอนด์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2671 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาพฤติกรรม ความรู้ และทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อการตัดสินใจซื้อเส้นโปรตีนอัลมอนด์ในเขตกรุงเทพมหานคร และ (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเส้นโปรตีนอัลมอนด์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คน ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่เคยซื้อหรือบริโภคผลิตภัณฑ์เส้นทางเลือกเพื่อสุขภาพภายในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก (Logistic Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า (1) ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 25–34 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 15,001–30,000 บาท พฤติกรรมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับบ่อยครั้ง โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเลือกซื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและติดตามข้อมูลสุขภาพผ่านสื่อออนไลน์ มีความรู้เกี่ยวกับเส้นโปรตีนอัลมอนด์อยู่ในระดับดี และมีทัศนคติเชิงบวกต่อผลิตภัณฑ์ โดยเห็นว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพและคุ้มค่าต่อการบริโภค (2) ผลการวิเคราะห์แบบจำลองโลจิต (Logit Model) พบว่า ระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมด้านสุขภาพของผู้บริโภคมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเส้นโปรตีนอัลมอนด์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ขณะที่ปัจจัยด้านเพศ อายุ อาชีพ และรายได้ไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ โดยแบบจำลองมีความถูกต้องในการพยากรณ์ (Prediction Accuracy) เท่ากับร้อยละ 74.7 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพในเขตเมืองได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเชิงพฤติกรรม ได้แก่ ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมสุขภาพ มากกว่าปัจจัยพื้นฐานทางประชากรศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับแบบจำลอง KAP (Knowledge–Attitude–Practice Model) ที่อธิบายว่าความรู้และทัศนคติที่ดีสามารถนำไปสู่พฤติกรรมการบริโภคเชิงบวกต่อผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> นันทิชา ธีรนันทพรสุข, เออวดี เปรมัษเฐียร, กุลภา กุลดิลก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2671 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการฝึกอบรมและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมการฝึกอบรมของพนักงานเอกชนของประเทศไทย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2609 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพฤติกรรมการฝึกอบรมของพนักงานภาคเอกชน และ (2) วิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านพฤติกรรมที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมฝึกอบรม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานเอกชน จำนวน 400 ตัวอย่าง และใช้การสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วย One-way ANOVA และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า (1) พฤติกรรมการฝึกอบรมของพนักงานเอกชนทั้ง 7 ด้าน ได้แก่ ผู้มีอิทธิพลในการตัดสินใจ เนื้อหาการฝึกอบรม สาเหตุในการเข้าร่วมฝึกอบรม ช่วงเวลาในการฝึกอบรม สถานที่การฝึกอบรม รูปแบบการจัดฝึกอบรม และผู้รับผลประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด และ (2) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ และประสบการณ์ทำงาน มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจเข้าร่วมอบรมทั้งด้านทักษะเฉพาะทาง (Hard Skill) และทักษะด้านพฤติกรรม (Soft Skill) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่เพศไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนผลการศึกษาปัจจัยพฤติกรรมการเข้าร่วมฝึกอบรมของพนักงานเอกชน พบว่า ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ เนื้อหาที่อบรม สาเหตุที่ตัดสินใจอบรม และช่วงเวลาที่อบรม เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมฝึกอบรมทักษะเฉพาะด้าน (Hard Skill) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ สถานที่ที่อบรม และวิธีการอบรม เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมฝึกอบรมทักษะด้านพฤติกรรม (Soft Skill) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น องค์กรภาคเอกชนควรพัฒนานโยบายการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับลักษณะงานและความต้องการของพนักงาน โดยคำนึงถึงความแตกต่างด้านอายุ การศึกษา รายได้ และประสบการณ์ทำงาน และออกแบบรูปแบบการฝึกอบรมให้เหมาะสมกับทั้งทักษะเฉพาะด้าน (Hard Skill) และทักษะด้านพฤติกรรม (Soft Skill) เพื่อเพิ่มประสิทธิผลการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน</p> เบญญาภา พรหมศิริ, พัชรี ปรีเปรมโมทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2609 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 การยกระดับเศรษฐกิจชุมชน: ตลาดสีเขียวชุมชนตำบลเกิ้ง https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2670 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาตลาดสีเขียวให้เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัยและผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการตลาดอย่างยั่งยืน งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 30 คน ได้แก่ ผู้ประกอบการในชุมชน ผู้บริโภค หน่วยงานท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ผลการศึกษาพบว่า 1) ตลาดสีเขียวมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างรายได้ครัวเรือน ส่งเสริมการบริโภคอาหารปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค 2) ภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา สนับสนุนด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การรับรองคุณภาพ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการทำการตลาดออนไลน์ ทำให้ตลาดเข้าถึงผู้บริโภคกว้างขึ้น 3) ความท้าทายสำคัญ ได้แก่ การรักษามาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้ต่อเนื่อง ระบบจัดการขยะ การประชาสัมพันธ์ และทักษะการตลาดของผู้ประกอบการ และ 4) แนวทางพัฒนาประกอบด้วย การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อินทรีย์และผลิตภัณฑ์ชุมชน การใช้สื่อดิจิทัลประชาสัมพันธ์สินค้า การจัดการตลาดแบบมีส่วนร่วมโดยชุมชนเป็นเจ้าของ และการออกแบบพื้นที่ตลาดให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดใช้พลาสติกและจัดการขยะต้นทาง</p> พัฒนา ภาสอน, พิมพ์พร ภูครองเพชร, กนกพร รัตนสุธีระกุล, พงษ์อนัน ต้นบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2670 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลกระทบของระบบบัญชีบนคลาวด์ที่มีต่อคุณภาพรายงานทางการเงินของคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2179 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับคุณภาพรายงานทางการเงินของคลินิกการประกอบโรคศิลปะ (2) ด้านระบบบัญชีบนคลาวด์ที่มีผลต่อคุณภาพรายงานทางการเงินในคลินิกการประกอบโรคศิลปะ และ (3) ด้านทักษะวิชาชีพของผู้ทำบัญชีที่มีผลต่อคุณภาพรายงานทางการเงิน ในคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากผู้ทำบัญชีในคลินิกจำนวน 265 รายทั่วประเทศ ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพรายงานทางการเงินของคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในมิติความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและความน่าเชื่อถือ 2) ระบบบัญชีบนคลาวด์มีผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) ต่อคุณภาพรายงานทางการเงินของคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน ในทุกมิติได้แก่ ความเข้าใจง่าย ความเกี่ยวข้องในการตัดสินใจ ความน่าเชื่อถือ ความสามารถในการเปรียบเทียบ ความทันเวลา และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ 3) ทักษะวิชาชีพของผู้ทำบัญชีไม่พบว่ามีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.01) ต่อคุณภาพรายงานทางการเงินของคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน</p> ชวณัฐ จันทร์นวล, กนกศักดิ์ สุขวัฒนาสินิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2179 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความรู้ความเข้าใจการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสำนักงบประมาณ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2786 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจของข้าราชการสำนักงบประมาณเกี่ยวกับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (2) เพื่อเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจของข้าราชการสำนักงบประมาณเกี่ยวกับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ใช้การศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ ศึกษากลุ่มตัวอย่างข้าราชการสำนักงบประมาณ สำนักงบประมาณ จำนวน 827 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการ รวมทั้งสิ้น 270 คน คัดเลือกด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น และใช้แบบสอบถามในการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการทางสถิติ ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่ภายหลังด้วยวิธีการทดสอบของ Fisher’s ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับความรู้ความเข้าใจการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของข้าราชการสำนักงบประมาณ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการเรียนรู้และด้านองค์การ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากัน รองมาลง คือ ด้านบุคลากร ด้านความรู้ และด้านเทคโนโลยี 2) กลุ่มตัวอย่างที่มีเพศ และระดับการศึกษาแตกต่างกัน มีความรู้ความเข้าใจการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสำนักงบประมาณแตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ข้อเสนอแนะในการศึกษา ได้แก่ สำนักงบประมาณอาจพิจารณาใช้แบบสอบถามเพื่อคัดกรองความต้องการสนับสนุนข้อมูลหรือความรู้ของข้าราชการ จัดอบรมในลักษณะลงมือปฏิบัติให้เหมาะสมกับรูปแบบการอบรมเพื่อสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วมพฤติกรรมการเรียนรู้ พัฒนาทักษะพี่เลี้ยงที่มีหน้าที่ดูแล ให้คำปรึกษาและแนะแนวด้านการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอเพื่อสนับสนุนด้านความรู้ให้แก่ข้าราชการใหม่หรือข้าราชการโอน/ย้าย และพิจารณาใช้เทคโนโลยีสื่อวีดิทัศน์รวมถึง Virtual Reality (VR) ฝึกฝนให้ข้าราชการมีประสบการณ์และสามารถให้คำปรึกษาหรือดำเนินงานของสำนักงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ชวริน วุฒิเกตุ, ภิรดา ชัยรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2786 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700