Journal of Spatial Development and Policy https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP <p> <strong> Journal of Spatial Development and Policy</strong> ISSN: 2985-220X (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ตั้งแต่ระดับองค์กร กลุ่ม หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด ภูมิภาค ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ วารสารมุ่งเน้นส่งเสริมงานวิชาการที่มีลักษณะเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้านการพัฒนาพื้นที่ในมิติต่างๆ แบบบูรณาการข้ามศาสตร์ที่ผลักดันไปสู่การสร้างนโยบายของพื้นที่ โดยเปิดรับบทความทางด้านการพัฒนาพื้นที่ที่บูรณาการกับศาสตร์ต่างๆ ได้แก่ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และงานทางด้านสหวิทยาการทางสังคมศาสตร์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่และผลักดันสู่การสร้างกรอบนโยบายการพัฒนาเชิงพื้นที่ ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> Journal of Spatial Development and Policy มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม<strong> </strong></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยผู้เขียนจะต้อง กรอก <strong>“<a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a>”</strong> และชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) โดยมีขั้นตอนดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br /> 2) บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ<br /> 3) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br /> 4) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ<br /></strong> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br /> 2) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br /> 3) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br /> 4) เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong></p> <ol> <li>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์, ค่าใช้จ่ายฯลฯ) ID Line: ben_lowz โทร. 080-2241454 (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี), 081-6015934 (ผศ. ดร.ประยูร แสงใส)</li> <li>เตรียมต้นฉบับบทความ</li> </ol> <p> - เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1RAg-tLgpmV1ta0SYgHyq3U93TTW8l_jP/edit?tab=t.0">คลิก </a> <br /> - เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/1RvQ-XVZGWwjGMUBzVuZXdMo10Dzf4PtM/edit?tab=t.0">คลิก</a><br /> - เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ <a href="https://docs.google.com/document/d/1atjbiNeyyeOlakSUohQxSEkRJyPTUSwN/edit?tab=t.0">คลิก</a></p> <ol start="3"> <li>ส่งบทความต้นฉบับในระบบวารสาร <a href="https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP">https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP</a></li> <li>กรอก “แบบขอส่งบทความตีพิมพ์” จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">คลิก</a></li> <li>ส่งสำเนาเอกสารในระบบ Google forms ที่ <a href="https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit">https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit</a></li> </ol> <p> 6. สมัครเข้า line กลุ่มวารสาร เพื่อติดต่อประสานงาน ที่ <a href="https://line.me/R/ti/g/6qtUwxnrQk">https://line.me/R/ti/g/6qtUwxnrQk</a></p> th-TH prasrisirorat@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประยูร แสงใส) ajsdp9900@gmail.com (นางสาวชัญญรัชต์ พิทย์ธนาไชย) Sun, 16 Aug 2026 11:33:01 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการคลาวด์รูปแบบเสียค่าบริการ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4150 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมการเลือกใช้บริการคลาวด์ในเขตกรุงเทพมหานคร 2) เปรียบเทียบระดับความสำคัญของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดระหว่างกลุ่มผู้บริโภคที่เสียค่าบริการและกลุ่มที่ไม่เสียค่าบริการ 3) เปรียบเทียบระดับความสำคัญของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการคลาวด์ ซึ่งงานวิจัยนี้กำหนดกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ใช้บริการคลาวด์ในเขตกรุงเทพมหานคร 450 คน และใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก (Convenience sampling) โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติ t-test และ สถิติ F-test ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 18 – 30 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี ซึ่งประกอบอาชีพข้าราชการ / พนักงานราชการ / พนักงานของรัฐวิสาหกิจ มีรายได้เฉลี่ย 18,001 – 30,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ใช้บริการคลาวด์เพื่อจัดเก็บไฟล์งานผ่านแอปพลิเคชัน Google Drive มีค่าใช้จ่ายในการใช้บริการน้อยกว่า 100 บาทต่อเดือน และหากในอนาคตผู้ให้บริการคลาวด์มีการเรียกเก็บค่าบริการขั้นต่ำจะยินดีจ่ายเพื่อใช้บริการน้อยกว่า 50 บาทต่อเดือน 2) กลุ่มผู้บริโภคที่เสียค่าบริการให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ ราคา กระบวนการให้บริการ และลักษณะทางกายภาพมากกว่ากลุ่มผู้บริโภคที่ไม่เสียค่าบริการ 3) ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ที่แตกต่างกันจะให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดรายด้านที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรใช้กลยุทธ์ด้านส่วนประสมทางการตลาดมาพัฒนาบริการเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์พัฒนาแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนให้มีราคาประหยัดร่วมกับโปรโมชันความคุ้มค่า มีสื่อแนะนำการใช้งาน และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดควบคู่กับกระบวนการบริการที่ยืดหยุ่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งานและกระตุ้นให้ผู้ใช้งานอัปเกรดมาใช้บริการแบบเสียค่าบริการได้มากขึ้น</p> อัจฉรา สอนเนย, ปิยะพรรณ ช่างวัฒนชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4150 Sun, 16 Aug 2026 00:00:00 +0700 คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์สุราเมล่อนที่มีผลต่อความพึงพอใจในการเลือกซื้อของผู้บริโภค https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4201 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์สุราเมล่อนที่มีผลต่อความพึงพอใจในการเลือกซื้อของผู้บริโภค และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะส่วนบุคลและพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 300 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Conjoint Analysis แบบ Rating-base Conjoint ซึ่งแสดงผลเป็นค่าระดับความพึงพอใจแต่ละระดับคุณลักษณะแบบเฉพาะส่วน (Part-Worth Utility) และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้ Cross tab ผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะด้านราคา มีผลต่อระดับความพึงพอใจในการเลือกซื้อของผู้บริโภคมากที่สุด (ร้อยละ 54.3) รองลงมาคือ คุณลักษณะด้านส่วนผสม (ร้อยละ20.47) ด้านบรรจุภัณฑ์ (ร้อยละ 14.28) และด้านระดับแอลกอฮอล์ (ร้อยละ10.85) ตามลำดับ โดยผลจากการวิเคราะห์ค่าระดับความสำคัญที่มีค่าอรรถประโยชน์รวมสูงสุดของแต่ละระดับคุณลักษณะ สามารถสร้างรูปแบบของผลิตภัณฑ์สุราเมล่อนที่ผู้บริโภคให้ความพึงพอใจสูงสุด คือ ผลิตภัณฑ์สุราเมล่อนที่ใช้บรรจุภัณฑ์ขวดแก้วใส ส่วนผสมเป็นเมล่อน 100% มีระดับแอลกอฮอล์อยู่ที่ 9 – 12% ราคาไม่เกิน 60 บาทต่อ 330 มิลลิลิตร ด้านการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะส่วนบุคลและพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า ลักษณะด้านเพศ มีความสัมพันธ์กับรูปแบบการดื่ม ระดับแอลกอฮอล์ที่ดื่ม บรรจุภัณฑ์ที่ดื่ม และชนิดแอลกอฮอล์ที่ดื่ม อย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุราเมล่อน การกำหนดราคาที่เหมาะสมกับกำลังซื้อของผู้บริโภค การวางกลยุทธ์ทางการตลาดที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตเมล่อนผ่านการพัฒนาแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม</p> วรรณพิมล อิสสระ, กุลภา กุลดิลก, จักรกฤษณ์ พจนศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4201 Sun, 16 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสร้างสรรค์นวัตกรรมของเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4035 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับความคิดเห็นด้านการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร ความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน ความพึงพอใจในงาน ความยึดมั่นผูกพันในงาน และพฤติกรรมสร้างสรรค์นวัตกรรมของเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ (2) อิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร ความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน และความพึงพอใจในงานที่มีต่อความยึดมั่นผูกพันในงานของเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ และ (3) อิทธิพลความยึดมั่นผูกพันในงาน ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสร้างสรรค์นวัตกรรมของเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 250 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (structural equation modeling: SEM) ในการทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับความคิดเห็นด้านความสมดุลระหว่างชีวิตกับงานภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนระดับความคิดเห็นด้านการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร ความพึงพอใจในงาน ความยึดมั่นผูกพันในงาน และพฤติกรรมสร้างสรรค์นวัตกรรม ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ด้านการรับรู้การสนับสนุนขององค์กร มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความยึดมั่นผูกพันในงาน ขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.208 ด้านความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความยึดมั่นผูกพันในงาน ขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.248 และด้านความพึงพอใจในงาน มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความยึดมั่นผูกพันในงาน ขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.410 (3) ความยึดมั่นผูกพันมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมสร้างสรรค์นวัตกรรมของพนักงาน ขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.667 ผลการทดสอบทั้งหมดสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (CMIN/DF = 1.065, GFI = 0.970, CFI = 0.999, NFI = 0.985, RMSEA = 0.016, RMR = 0.030)</p> พรทิพย์ ตั้งนาวาดี, อมรินทร์ เทวตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4035 Sun, 16 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในระบบ DMSC Payment ของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4025 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในระบบ DMSC Payment ของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรที่ใช้งานระบบ DMSC Payment ในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 312 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานด้วย Independent Samples t-test และ One-Way ANOVA โดยเมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี LSD นอกจากนี้ ยังใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลในด้านอายุและประสบการณ์ในการทำงานมีผลทำให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และปัจจัยด้านการใช้ระบบ DMSC Payment ด้านปัจจัยจูงใจ ด้านปัจจัยค้ำจุนมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 78.90 ส่วนปัจจัยส่วนบุคคลในด้านเพศ ระดับการศึกษา และตำแหน่งงานไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์</p> ปราณปรียา กองคำ, ภัทรพร พงศาปรมัตถ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4025 Sun, 16 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคในการเลือกใช้บริการแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4194 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ระหว่างพื้นที่และลักษณะที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้บริการแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่จัดส่งที่พักอาศัยของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่มีพักอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และเป็นผู้ที่ใช้บริการอยู่ปัจจุบันหรือเคยใช้บริการแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ จำนวน 418 คน โดยใช้ แบบสอบถามออนไลน์ และการวิเคราะห์แบบจำลองทางเศรษฐมิติด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Squares) ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงวัตถุดิบอาหาร แต่เกือบทั้งหมดมีประสบการณ์ใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมการสั่งอาหารในปัจจุบันมีความต้องการความสะดวกมากกว่าข้อจำกัดทางกายภาพ โดยมีปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้บริการแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ ได้แก่ ปัจจัยด้านลักษณะที่พักอาศัย พบว่า ผู้อาศัยในคอนโดมิเนียม/อพาร์ตเมนต์ และทาวน์เฮาส์/ทาวน์โฮม มีแนวโน้มพึ่งพาบริการฟู้ดเดลิเวอรี่มากกว่า เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ประกอบอาหาร ปัจจัยด้านพฤติกรรมตามแนวคิดเศรษฐกิจขี้เกียจ (Lazy Economy) ที่หลีกเลี่ยงการเดินทาง ต้องการประหยัดเวลา และการไม่ต้องการปรุงอาหารเอง โดยเฉพาะในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ และปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อเดือนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความถี่การใช้บริการ ในขณะที่ สถานภาพสมรสมีความสัมพันธ์เชิงลบ สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคที่มีครอบครัวมีแนวโน้มปรุงอาหารเองในบ้านมากขึ้น</p> กนกพร เรืองวรรณ, ณัฏฐณิชา ฉายรัศมี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4194 Sun, 16 Aug 2026 00:00:00 +0700 Service Quality as a Second-Order Construct Influencing Repurchase Intention through Customer Satisfaction among Full-Service Airline Passengers at Suvarnabhumi International Airport https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4205 <p>This article aimed to examine the influence of service quality on repurchase intention through customer satisfaction among passengers of full-service airlines at Suvarnabhumi International Airport. Service quality was conceptualized as a second-order construct comprising five SERVQUAL dimensions: tangibility, reliability, responsiveness, assurance, and empathy. A quantitative research design was employed, and data were collected from 400 Thai passengers aged 20 years and above who had experience using full-service airline services at Suvarnabhumi International Airport. The respondents were selected using purposive sampling. Data were analyzed using Confirmatory Factor Analysis (CFA), Structural Equation Modeling (SEM), and bootstrap analysis. The results showed that the measurement model demonstrated satisfactory reliability, convergent validity, and discriminant validity. Common method bias was assessed using Harman’s single-factor test, and the first factor accounted for 37.260% of the total variance, indicating that common method bias was unlikely to be a serious concern. The structural model showed a good fit with the empirical data. Service quality had a positive and significant effect on customer satisfaction (β = 0.793, p &lt; .001), and customer satisfaction had a positive and significant effect on repurchase intention (β = 0.775, p &lt; .001). The bootstrap mediation analysis confirmed that customer satisfaction significantly mediated the association between service quality and repurchase intention, with a standardized indirect effect of β = 0.615, 95% CI [0.534, 0.689], p &lt; .001. The findings indicate that service quality enhances repurchase intention indirectly by increasing customer satisfaction. This study contributes to airline service quality research by conceptualizing service quality as a second-order construct and clarifying the mediating role of customer satisfaction in the full-service airline context. Practically, full-service airlines should manage service quality as an integrated passenger experience that strengthens satisfaction and encourages repeat service use.</p> Prachayapachara Wan-Uta ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4205 Sun, 16 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3636 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ผลกระทบของความสามารถในการเรียนรู้ขององค์กรที่มีต่อความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ (2) ผลกระทบของความสามารถในการรับรู้ขององค์กร วัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุน ความตระหนักรู้ในการแข่งขัน และความเป็นผู้ประกอบการ ที่มีต่อความสามารถในการเรียนรู้ขององค์กร และ (3) อิทธิพลของตัวแปรกำกับ ได้แก่ ภาวะผู้นำที่มุ่งเน้นการทำงานเป็นทีม และการสนับสนุนนวัตกรรม ที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการเรียนรู้ขององค์กรและความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการและผู้บริหารธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 200 คน โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น ประกอบด้วยการเลือกตัวอย่างตามความสะดวก และการเลือกตัวอย่างแบบลูกโซ่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้างด้วยเทคนิค Partial Least Squares (PLS-SEM) ผลการศึกษาพบว่า (1) ความสามารถในการเรียนรู้ขององค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว (β = 0.577, p &lt; 0.001) (2) ความสามารถในการรับรู้ขององค์กร (β = 0.245, p &lt; 0.001) และวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุน (β = 0.200, p &lt; 0.01) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความสามารถในการเรียนรู้ขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความเป็นผู้ประกอบการมีค่าสัมประสิทธิ์เป็นบวก (β = 0.148) แต่ไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความสามารถในการเรียนรู้ขององค์กร (p = 0.340) ส่วนความตระหนักรู้ในการแข่งขันไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (3) ภาวะผู้นำที่มุ่งเน้นการทำงานเป็นทีมและการสนับสนุนนวัตกรรมไม่พบอิทธิพลเชิงกำกับต่อความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการเรียนรู้ขององค์กรและความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยสรุป ความสามารถในการเรียนรู้ขององค์กรเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงปัจจัยภายในองค์กรไปสู่การสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในธุรกิจโรงแรม</p> นิชนันท์ สมบูรณ์, พรลภัส สุวรรณรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3636 Sun, 16 Aug 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืน: กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4124 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขั้นตอนและแนวทางการประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลต่อการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารที่มีบทบาทกำหนดนโยบาย ควบคุมกำกับ และขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์เชิงเนื้อหาด้วยกระบวนการแยกแยะข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างเป็นระบบ ผลการวิจัยพบว่า การประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลอย่างเป็นระบบในทุกมิติ ประกอบด้วย ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วมและการสร้างความไว้วางใจ นิติธรรมและคุณธรรมองค์กร ประสิทธิภาพการบริหาร และการส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ การพัฒนาระบบควบคุมภายใน การกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากร การยึดมั่นในกฎหมายและจริยธรรม การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ส่งผลให้เกิดค่านิยมร่วม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ความผูกพันต่อองค์กร และความพร้อมในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง อันนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งและยั่งยืน สำหรับแนวทางการประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาล พบว่า ควรบูรณาการหลักธรรมาภิบาลทุกด้านไว้ในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และกระบวนการบริหารงานขององค์กร ควบคู่กับการพัฒนาระบบดิจิทัล การบริหารเชิงข้อมูล การติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาผู้นำและบุคลากรทุกระดับ รวมทั้งขยายช่องทางการมีส่วนร่วมของบุคลากรและประชาชน เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส มีคุณธรรม มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และสามารถขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนได้อย่างมั่นคงในระยะยาว</p> พรพิรุณห์ บัลลังก์, ณฐนนท ทวีสิน, สุนิตดา เทศนิยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4124 Sun, 16 Aug 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลเชิงสาเหตุระหว่างการบริหารงานตามหลักนิติรัฐ พฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิทางกฎหมายที่ส่งผลต่อการยอมรับอำนาจปกครองและภาพลักษณ์องค์กร ของบุคลากรในกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3910 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลเชิงสาเหตุระหว่างการบริหารงานตามหลักนิติรัฐและพฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิทางกฎหมาย ที่ส่งผลต่อการยอมรับอำนาจปกครองและภาพลักษณ์องค์กรของบุคลากรในกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณประชากรการวิจัยครั้งนี้ คือ พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ ผ่านการสุ่มแบบเจาะจง และสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ จำนวน 195 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับมีค่าความเชื่อมั่นสูงกว่า 0.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานตามหลักนิติรัฐ ซึ่งประกอบด้วยการใช้อำนาจตามขอบเขตกฎหมาย การคุ้มครองความยุติธรรมทางวิธีพิจารณา ความโปร่งใส และการคุ้มครองสิทธิ ส่งอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อพฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิทางกฎหมายทั้ง 3 มิติ คือ การใช้สิทธิอุทธรณ์และร้องทุกข์ การใช้สิทธิโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน และการแสวงหาข้อมูลข่าวสารเพื่อปกป้องสิทธิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 นอกจากนี้ พฤติกรรมการพิทักษ์สิทธิยังทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านที่สำคัญซึ่งส่งอิทธิพลต่อไปยังการยอมรับอำนาจทางปกครองโดยสมัครใจและภาพลักษณ์องค์กรด้านนิติรัฐ สรุปได้ว่าเมื่อมหาวิทยาลัยมีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและชอบด้วยกฎหมาย จะสร้างความเชื่อมั่นให้บุคลากรกล้าพิทักษ์สิทธิของตนเองอย่างถูกต้อง นำไปสู่การยอมรับในอำนาจบริหารจัดการด้วยความเต็มใจและเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรธรรมาภิบาลที่ยั่งยืน</p> เปรมศรี จันทร์มณี, ชูพรรค แพงไธสง, รพีพัฒน์ ศรีศิลารักษ์, ณัฐรฐนนท์ กานต์รวีกุลธนา, กฤษณา กิมเล่งจิว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3910 Sun, 16 Aug 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรเทศบาลเมืองบางคูวัด อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4143 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลเมืองบางคูวัด 2) ระดับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรเทศบาลเมืองบางคูวัด และ 3) อิทธิพลของแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรเทศบาลเมืองบางคูวัด อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการและบุคลากรที่ปฏิบัติงานในเทศบาลเมืองบางคูวัด การสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ด้วยวิธีจับฉลาก จำนวน 159 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดสอบสมการถดถอยพหุคูณ และการทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลเมืองบางคูวัด อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี อยู่ในระดับมาก 2) ระดับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรเทศบาลเมืองบางคูวัด อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี อยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์กร พบว่า อยู่ในระดับสูงมาก (r<sub>xy</sub>=.858) เมื่อทดสอบถดถอยพหุคูณอิทธิพลแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน (β) แสดงว่าทุกตัวแปร สามารถร่วมกันพยากรณ์ความผูกพันต่อองค์กรได้ร้อยละ 73.60 (R<sup>2</sup>=.736) และผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า อิทธิพลของแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน มีผลเชิงบวกต่อความผูกพันต่อองค์กร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ณมญ เหมือนบุญ, ณฐนนท ทวีสิน, สุนิตดา เทศนิยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4143 Sun, 16 Aug 2026 00:00:00 +0700