Journal of Spatial Development and Policy https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP <p> <strong> Journal of Spatial Development and Policy</strong> ISSN: 2985-220X (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ตั้งแต่ระดับองค์กร กลุ่ม หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด ภูมิภาค ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ วารสารมุ่งเน้นส่งเสริมงานวิชาการที่มีลักษณะเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้านการพัฒนาพื้นที่ในมิติต่างๆ แบบบูรณาการข้ามศาสตร์ที่ผลักดันไปสู่การสร้างนโยบายของพื้นที่ โดยเปิดรับบทความทางด้านการพัฒนาพื้นที่ที่บูรณาการกับศาสตร์ต่างๆ ได้แก่ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และงานทางด้านสหวิทยาการทางสังคมศาสตร์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่และผลักดันสู่การสร้างกรอบนโยบายการพัฒนาเชิงพื้นที่ ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> Journal of Spatial Development and Policy มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม<strong> </strong></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยผู้เขียนจะต้อง กรอก <strong>“<a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a>”</strong> และชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) โดยมีขั้นตอนดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br /> 2) บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ<br /> 3) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br /> 4) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ<br /></strong> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br /> 2) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br /> 3) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br /> 4) เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong></p> <ol> <li>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์, ค่าใช้จ่ายฯลฯ) ID Line: ben_lowz โทร. 080-2241454 (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี), 081-6015934 (ผศ. ดร.ประยูร แสงใส)</li> <li>เตรียมต้นฉบับบทความ</li> </ol> <p> - เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1RAg-tLgpmV1ta0SYgHyq3U93TTW8l_jP/edit?tab=t.0">คลิก </a> <br /> - เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/1RvQ-XVZGWwjGMUBzVuZXdMo10Dzf4PtM/edit?tab=t.0">คลิก</a><br /> - เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ <a href="https://docs.google.com/document/d/1atjbiNeyyeOlakSUohQxSEkRJyPTUSwN/edit?tab=t.0">คลิก</a></p> <ol start="3"> <li>ส่งบทความต้นฉบับในระบบวารสาร <a href="https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP">https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP</a></li> <li>กรอก “แบบขอส่งบทความตีพิมพ์” จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">คลิก</a></li> <li>ส่งสำเนาเอกสารในระบบ Google forms ที่ <a href="https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit">https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit</a></li> </ol> <p> 6. สมัครเข้า line กลุ่มวารสาร เพื่อติดต่อประสานงาน ที่ <a href="https://line.me/R/ti/g/6qtUwxnrQk">https://line.me/R/ti/g/6qtUwxnrQk</a></p> th-TH prasrisirorat@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประยูร แสงใส) ajsdp9900@gmail.com (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี) Thu, 23 Apr 2026 21:25:45 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อประกันโรคร้ายแรงของคนวัยทำงาน กรณีศึกษาภาคตะวันออก https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3541 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการตัดสินใจซื้อประกันโรคร้ายแรงของคนวัยทำงาน ในพื้นที่ภาคตะวันออก จำแนกตามปัจจัยทางประชากรศาสตร์ และ 2) ศึกษาอิทธิพลของส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) ต่อการตัดสินใจซื้อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s alpha ระหว่าง 0.705 – 0.935 กลุ่มตัวอย่างคือคนวัยทำงานอายุ 20-59 ปี มีประสบการณ์เคยซื้อประกันโรคร้ายแรง และทำงานในจังหวัดชลบุรี ระยอง และจันทบุรี จำนวน 420 คน สถิติที่ใช้คือ t-test, One-way ANOVA และ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา รายได้ และอาชีพ ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มเพศชาย คนรุ่นใหม่อายุ 20-29 ปี การศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี รายได้สูงกว่า 40,000 บาท และอาชีพอิสระ มีระดับการตัดสินใจซื้อสูงกว่ากลุ่มอื่น 2) ส่วนประสมทางการตลาดมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคคล ช่องทางการจัดจำหน่าย กระบวนการ ลักษณะทางกายภาพ ผลิตภัณฑ์ และราคา ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์และความเชื่อมั่นในตัวบุคคลมากกว่าตัวผลิตภัณฑ์</p> ฐานิตา เมนขุนทด, สุณี หงษ์วิเศษ, ธนวัฒน์ พิมลจินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3541 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลลานหอย จังหวัดสุโขทัย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3522 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับการบริหารจัดการข้อมูลและระดับการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลลานหอย จังหวัดสุโขทัย (2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลลานหอย จังหวัดสุโขทัย (3) แนวทางการบริหารจัดการข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลลานหอย จังหวัดสุโขทัย ใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ บุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลลานหอย จำนวน 51 คน ด้วยการเก็บข้อมูลทั้งหมดของหน่วยงาน และใช้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 คน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา สมการถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) การบริหารจัดการข้อมูลและระดับการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลลานหอย จังหวัดสุโขทัย โดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) ปัจจัยการบริหารจัดการข้อมูลที่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลลานหอย สะท้อนให้เห็นถึงตัวแปรการจัดเก็บและบำรุงรักษาข้อมูล และการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ข้อมูล มีอำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 99.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (3) แนวทางการบริหารจัดการข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่า หน่วยงานอยู่ระหว่างการปรับตัวสู่ภาครัฐดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนงานหลัก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพบริการสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ระบบข้อมูลยังแยกส่วน ขาดการเชื่อมโยง และมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และทักษะดิจิทัลของบุคลากร จึงควรจัดทำฐานข้อมูลกลาง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเสริมสมรรถนะบุคลากร เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดผลอย่างยั่งยืนและมีเอกภาพในองค์กร</p> สุภาภรณ์ เข็มคง, ณฐนนท ทวีสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3522 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเกษียณอายุราชการของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3547 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาการตัดสินใจเกษียณอายุราชการของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข (2) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล คุณภาพชีวิตในการทำงาน และเจตคติต่อนโยบายกับการตัดสินใจเกษียณอายุราชการของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข (3) เพื่อจัดกลุ่มมุมมองของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขที่มีต่อการตัดสินใจเกษียณอายุราชการ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 456 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิภาค ผลการศึกษาพบว่า (1) ข้าราชการส่วนใหญ่ตัดสินใจเกษียณอายุราชการเมื่ออายุ 60 ปี รองลงมาตัดสินใจเกษียณอายุราชการก่อนอายุ 60 ปี ขณะที่ตัดสินใจเกษียณอายุราชการหลังอายุ 60 ปี มีสัดส่วนน้อยที่สุด (2) คุณภาพชีวิตในการทำงานทุกด้าน และเจตคติต่อนโยบายการขยายอายุเกษียณราชการ ทุกด้านมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเกษียณอายุราชการ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตในการทำงานด้านความสมดุล และเจตคติต่อนโยบายการขยายอายุเกษียณราชการด้านพฤติกรรม ซึ่งพบว่า ผู้ที่มีคุณภาพชีวิตในการทำงานด้านความสมดุลในระดับมาก มีโอกาสที่จะตัดสินใจเกษียณอายุเมื่อ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าผู้ที่มีคุณภาพชีวิตในการทำงานด้านความสมดุลในระดับน้อย 2.82 เท่า นอกจากนั้นยังพบว่า ผู้ที่มีเจตคติต่อนโยบายการขยายอายุเกษียณราชการด้านพฤติกรรมในระดับมาก และระดับปานกลาง มีโอกาสที่จะตัดสินใจเกษียณอายุเมื่อ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าผู้ที่มีเจตคติต่อนโยบายการขยายอายุเกษียณราชการด้านพฤติกรรมในระดับน้อย 3.92 เท่า และ 3.42 เท่า ตามลำดับ (3) มุมมองต่อการตัดสินใจเกษียณอายุราชการของกลุ่มข้าราชการที่เลือกเกษียณก่อนอายุ 60 ปี และกลุ่มข้าราชการที่เลือกเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี ส่วนใหญ่ให้มุมมองในมิติแรงจูงใจส่วนบุคคลมากที่สุด ด้านกลุ่มข้าราชการที่เลือกเกษียณหลังอายุ 60 ปี ให้มุมมองต่อการตัดสินใจเกษียณอายุราชการในมิติบริบททางสังคมและสภาพแวดล้อมการทำงานเป็นหลัก</p> ศิริวรรณ ติ่งทอง, พรพรรณ เหมะพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3547 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3498 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยด้านนโยบายภาครัฐที่มีต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า 2) ศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ประโยชน์ที่มีต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และ 3) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 31–40 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี ประกอบอาชีพข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001–40,000 บาท ปัจจัยด้านนโยบายภาครัฐมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะมาตรการลดค่าธรรมเนียม เงินอุดหนุน และสิทธิประโยชน์ทางภาษี การรับรู้ประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดและส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อ ขณะที่ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะความพร้อมของสถานีชาร์จไฟฟ้าและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ผลการทดสอบสมมติฐานยืนยันว่า นโยบายภาครัฐ การรับรู้ประโยชน์ และโครงสร้างพื้นฐาน มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ณัฐชา ล้วนจำเริญ, ธิดารัตน์ พงษ์วชิรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3498 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อการเกษียณของประชากรวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3583 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความสัมพันธ์ระหว่างด้านการรับรู้คุณค่าผลิตภัณฑ์และความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษียณ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลทางการเงินและความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษียณ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษียณ การศึกษาวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกับผู้ที่ทำงานประจำในเขตกรุงเทพมหานคร อายุระหว่าง 25–59 ปี จำนวนทั้งสิ้น 385 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งมีการวิเคราะห์โดยใช้สถิติการทดสอบการถดถอยพหุคูณในการทดสอบสมมติฐาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า 1) ด้านการรับรู้คุณค่าผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษียณมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษียณ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้บริโภคที่มองว่าผลิตภัณฑ์มีความคุ้มค่า ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงิน และให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม จะมีความตั้งใจและต้องการซื้อสูงขึ้น 2) ความวิตกกังวลทางการเงินไม่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษียณ แม้ว่าผู้บริโภคจะมีความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในอนาคต รายได้ที่ไม่แน่นอน และภาวะเศรษฐกิจผันผวน แต่ความกังวลดังกล่าวไม่ได้ทำให้เพิ่มความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษียณ กลับอาจทำให้ชะลอการตัดสินใจมากกว่า และ 3) การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษียณ แม้ว่าผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเงินต้น แต่ระดับการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่สูงไม่ได้ทำให้เกิดความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคต้องการข้อมูล ความโปร่งใส และความมั่นใจเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ</p> อนิวัติ ด่านกุล, กิตตินันท์ พันธุมสุต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3583 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนของโครงการศรัทธามธุปายาส: กรณีการปลูกจิตสำนึกชุมชนเพื่อยกระดับทางวัฒนธรรม https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3643 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์เส้นทางสู่ผลกระทบทางสังคม และ (2) ประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบปฏิบัติการในลักษณะการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 30 คน ประกอบด้วย ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชนและนักวิชาการ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการวิเคราะห์เอกสาร การวิเคราะห์ใช้กรอบการประเมินผลกระทบทางสังคมในการกำหนดโซ่เหตุผลตั้งแต่ปัจจัยนำเข้า กิจกรรม ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ และใช้กรอบผลตอบแทนทางสังคมในการแปลงผลลัพธ์ทางสังคมเป็นมูลค่าทางการเงิน โดยกำหนดตัวแทนมูลค่าจากราคาตลาด ต้นทุนทดแทนและข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ พร้อมปรับค่าด้วยสมมติฐานของผลลัพธ์ส่วนเกิน ผลจากปัจจัยอื่น ผลลัพธ์ทดแทนและผลลัพธ์ทดแทน และใช้อัตราคิดลดประมาณร้อยละ 3 ผลการวิจัยพบว่า โครงการศรัทธามธุปายาสใช้งบประมาณ 130,000 บาท สามารถสร้างมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์ทางสังคม 400,627 บาท คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) 270,627 บาท โดยมีอัตราส่วนผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) เท่ากับ 3.08 เท่า และอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) ร้อยละ 70 สะท้อนว่าโครงการมีความคุ้มค่าในระดับสูง โดยทุก 1 บาทของการลงทุนสามารถสร้างมูลค่าทางสังคมกลับคืนสู่ชุมชนได้มากกว่าต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ</p> นันทิกานต์ ประสพสุข, ธีราวรรณ จันทร์แสง, ณัฐลักษณ์ อิสสระ, พจณิชา ฤกษ์สมุทร, กรรณิการ์ บุญยัง, คัมภิราวดี นวกิจไพฑูรย์, กิตบดินท์ ทองดวง, กฤษณะ ช่องศรี, ธีระวัฒน์ เพชรดี, รักสิริ แก้วเทวี, วิวิศน์ สุทธิธรรมสถิต, ศรีสุดา พัฒจันทร์, กัณภัค ตัณฑสิทธ, เดโช แขน้ำแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3643 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 สัทธานุภาพเจ้าปู่ผ่าน: การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านตลาดวัฒนธรรมบ่อพันขัน จังหวัดร้อยเอ็ด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3617 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพลวัตของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและความทรงจำร่วมของชุมชนบ่อพันขัน 2) วิเคราะห์บทบาทของสัทธานุภาพต่อเจ้าปู่ผ่านภูวงศ์ในฐานะกลไกทางสังคมในการฟื้นฟูเครือข่ายความสัมพันธ์ของชุมชน 3) ศึกษากระบวนการสร้างประชาคมตลาดวัฒนธรรมบ่อพันขันในการจัดการทุนวัฒนธรรมเชิงเคลื่อนไหว และ 4) ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการศึกษาเอกสารร่วมกับการสังเกตแบบมีส่วนร่วม โดยมีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจจากรายได้หมุนเวียนรวม (Gross Circulation) ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนบ่อพันขันได้คัดเลือกความทรงจำร่วมในยุคแห่งความผาสุกก่อนปี พ.ศ. 2524 มาใช้เป็นฐานทางวัฒนธรรมในการฟื้นฟูอัตลักษณ์ 2) สัทธานุภาพต่อเจ้าปู่ผ่านภูวงศ์ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงเครือข่าย 9 หมู่บ้านผ่านสถานะของลูกหลานของเจ้าปู่เดียวกัน 4) เครือข่ายความเป็นลูกหลานเจ้าปู่นำไปสู่การก่อตัวของประชาคมตลาดวัฒนธรรมบ่อพันขันเพื่อจัดการทุนวัฒนธรรมผ่านกฎกติกาและกองทุนกลาง 4) ด้านเศรษฐกิจพบว่า การจัดตลาด 7 ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนรวมประมาณ 11.40 ล้านบาท จากการลงทุน 750,000 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 15.21 เท่าของเงินลงทุน สรุปได้ว่าพลังแห่งสัทธานุภาพสามารถทำหน้าที่เป็นทุนวัฒนธรรมเชิงเคลื่อนไหวที่เชื่อมโยงความทรงจำ การมีส่วนร่วม และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน</p> ปริญ ภัทรปัญญากูร, นรินทรา มิ่งโอโล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3617 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟพันธุ์ไทย ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3716 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟพันธุ์ไทย และ (2) คุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟพันธุ์ไทย ในพื้นที่อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือลูกค้าที่ใช้บริการร้านกาแฟพันธุ์ไทย จํานวน 390 ราย ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม ซึ่งมีข้อคําถามแบบเลือกตอบ และมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ซึ่งประกอบด้วย ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาด ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟพันธุ์ไทย อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยพบว่าด้านการส่งเสริมการตลาดมีอิทธิพลมากที่สุด รองลงมาคือด้านราคา และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ตามลำดับ ในขณะที่ด้านผลิตภัณฑ์ ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟพันธุ์ไทย ในขณะเดียวกันปัจจัยคุณภาพการให้บริการ ซึ่งประกอบด้วย ด้านความน่าเชื่อถือ ด้านการตอบสนอง ด้านการเอาใจใส่ และด้านสิ่งที่สัมผัสได้ ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟพันธุ์ไทย อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยพบว่า ด้านสิ่งที่สัมผัสได้ มีอิทธิพลมากที่สุด รองลงมาคือด้านการตอบสนอง ด้านความน่าเชื่อถือ และด้านการเอาใจใส่ ตามลำดับ ในขณะที่ด้านการให้ความมั่นใจ ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟพันธุ์ไทย ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจใช้บริการร้านกาแฟในบริบทพื้นที่ภูมิภาคถูกขับเคลื่อนโดยความคุ้มค่าและสิ่งเร้าทางกายภาพของการบริการ มากกว่าความแตกต่างของผลิตภัณฑ์</p> ธนารีย์ ยืนชนม์, สกุลรัตน์ สาหะกะโร, อนุวัต สงสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3716 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 Challenges in Enhancing Government Decision-Making Ability in the Big Data Era https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3711 <p>This article aimed to study: 1) the impact of big data on government decision-making processes; 2) case studies of successful big data applications in government decision-making; and 3) the key challenges and limitations that governments face when integrating big data into decision-making frameworks. The research methodology was qualitative, examining the challenges of government decision-making ability in the big data era. The key informants consisted of 20 policymakers, data analysts, IT experts, and administrative officials in Beijing, Shanghai, Zhengzhou, Zhumadian, and Hebi City, Henan Province, selected through purposive sampling. Data were collected using interviews, observations, and document analysis, and the data were analyzed using descriptive analysis. The results of the research study found that: 1) in analyzing the impact of big data on government decision-making processes, big data enhanced the efficiency and evidence-based quality of decision-making; 2) in exploring case studies of successful big data applications in government decision-making, it was found that successful applications relied on integrated platforms and cross-departmental data collaboration; and 3) in identifying the key challenges and limitations that governments faced when integrating big data into decision-making frameworks, it was found that data quality, institutional fragmentation, legal restrictions, and privacy issues remained the main challenges. In response, the study proposed an optimization framework that integrates technological, institutional, legal, and public participation dimensions to strengthen effective data-driven decision-making in the public sector.</p> Men Rutao, Satit Niyomyaht, Kamolporn Kalyanamitra, Tassanee Lakkanapichonchat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3711 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 Efficiency of Government Emergency Management for Typhoon Disasters in Zhoushan City, Zhejiang Province, People’s Republic of China https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3712 <p>This article aimed 1) To analyze the strengths and limitations of current governmental emergency management mechanisms in responding to typhoon disasters in Zhoushan; 2) to assess the effectiveness of early warning systems and emergency resource allocation in typhoon disaster management in Zhoushan; and 3) to examine the operational challenges of inter-island and maritime emergency response during typhoon disasters in Zhoushan. The research was a qualitative approach. This research procedures were divided into three steps: Identifying the key variables related to emergency management performance, early warning systems, and resource allocation efficiency; examining the components of government coordination, public satisfaction, and system integration; and formulating strategic guidelines and policy recommendations to optimize emergency management practices in coastal cities such as Zhoushan. Data collection was conducted through in-depth interviews with 24 respondents, consisted 12 men and 12 women, aged 30-50 years old, all of whom were participants in the emergency management of typhoon disasters. The result of this research found that: 1) the current government emergency management mechanism in Zhoushan City had unique advantages in responding to typhoon disasters, but also had obvious limitations; 2) the clarified of the effective ways for government agencies to establish inter island warning systems and allocated emergency resources; and 3) the inter-island warning system and emergency resource allocation method established by government agencies could efficiently respond to typhoon disasters.</p> Shi Hongshuai, Satit Niyomyaht, Kamolporn Kalyanamitra, Tassanee Lakkanapichonchat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3712 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700