Journal of Spatial Development and Policy https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP <p> <strong> Journal of Spatial Development and Policy</strong> ISSN: 2985-220X (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ตั้งแต่ระดับองค์กร กลุ่ม หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด ภูมิภาค ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ วารสารมุ่งเน้นส่งเสริมงานวิชาการที่มีลักษณะเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้านการพัฒนาพื้นที่ในมิติต่างๆ แบบบูรณาการข้ามศาสตร์ที่ผลักดันไปสู่การสร้างนโยบายของพื้นที่ โดยเปิดรับบทความทางด้านการพัฒนาพื้นที่ที่บูรณาการกับศาสตร์ต่างๆ ได้แก่ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และงานทางด้านสหวิทยาการทางสังคมศาสตร์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่และผลักดันสู่การสร้างกรอบนโยบายการพัฒนาเชิงพื้นที่ ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> Journal of Spatial Development and Policy มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม<strong> </strong></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยผู้เขียนจะต้อง กรอก <strong>“<a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a>”</strong> และชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) โดยมีขั้นตอนดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br /> 2) บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ<br /> 3) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br /> 4) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ<br /></strong> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br /> 2) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br /> 3) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br /> 4) เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong></p> <ol> <li>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์, ค่าใช้จ่ายฯลฯ) ID Line: ben_lowz โทร. 080-2241454 (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี), 081-6015934 (ผศ. ดร.ประยูร แสงใส)</li> <li>เตรียมต้นฉบับบทความ</li> </ol> <p> - เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1RAg-tLgpmV1ta0SYgHyq3U93TTW8l_jP/edit?tab=t.0">คลิก </a> <br /> - เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/1RvQ-XVZGWwjGMUBzVuZXdMo10Dzf4PtM/edit?tab=t.0">คลิก</a><br /> - เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ <a href="https://docs.google.com/document/d/1atjbiNeyyeOlakSUohQxSEkRJyPTUSwN/edit?tab=t.0">คลิก</a></p> <ol start="3"> <li>ส่งบทความต้นฉบับในระบบวารสาร <a href="https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP">https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP</a></li> <li>กรอก “แบบขอส่งบทความตีพิมพ์” จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">คลิก</a></li> <li>ส่งสำเนาเอกสารในระบบ Google forms ที่ <a href="https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit">https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit</a></li> </ol> <p> 6. สมัครเข้า line กลุ่มวารสาร เพื่อติดต่อประสานงาน ที่ <a href="https://line.me/R/ti/g/6qtUwxnrQk">https://line.me/R/ti/g/6qtUwxnrQk</a></p> th-TH prasrisirorat@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประยูร แสงใส) ajsdp9900@gmail.com (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี) Mon, 15 Jun 2026 16:15:10 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 เศรษฐกิจไทยภายใต้แรงกดดันจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน: การวิเคราะห์เชิงอุตสาหกรรมและนโยบาย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3923 <p>ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสาธารณรัฐประชาชนจีนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกและห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยซึ่งมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเปิดและพึ่งพาการส่งออกสูงจึงมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของนโยบายการค้าและเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะหลังปี พ.ศ. 2561 ที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวและมีความผันผวนเพิ่มขึ้น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลักของไทย รวมทั้งวิเคราะห์ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ และเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิร่วมกับข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา เพื่อสังเคราะห์ประเด็นสำคัญตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา ผลการศึกษา พบว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านการชะลอตัวของการค้าโลก การลดลงของการลงทุน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลกในระดับสูง เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และพลาสติก และอุตสาหกรรมการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มปานกลาง นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางเชิงโครงสร้างเนื่องจากพึ่งพาการส่งออกและการผลิตสินค้าในระดับกลาง ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของตลาดโลก ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการศึกษานี้ ได้แก่ การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาทักษะแรงงาน และการกระจายตลาดส่งออก เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจโลก</p> พัชรี ปรีเปรมโมทย์, ลัญจกร สัตย์สงวน, กอบกาญจน์ ปั้นพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3923 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาการค้าระหว่างประเทศสินค้าข้าวไทยในตลาดสหรัฐอเมริกา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3731 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณการนำเข้าข้าว และความยืดหยุ่นของอุปสงค์ข้าวไทย และประเทศคู่แข่งในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิประเภทอนุกรมเวลารายไตรมาส ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ถึง 2567 รวม 60 ไตรมาส ด้วยแบบจำลอง Double Log ประมาณค่าด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (OLS) และ 2) วิเคราะห์องค์ประกอบของผลกระทบที่ส่งผลต่อศักยภาพการส่งออกข้าวของไทย และประเทศคู่แข่งไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยแบบจำลองส่วนแบ่งตลาดคงที่ (CMS) โดยใช้ข้อมูลรายปี เปรียบเทียบ 2 ช่วงเวลา ได้แก่ ปี พ.ศ. 2558–2562 และ พ.ศ. 2563–2567 ผลการศึกษา พบว่า GDP per capita ที่แท้จริงของสหรัฐอเมริกา เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อปริมาณการนำเข้าข้าวของประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับความยืดหยุ่นอุปสงค์รายประเทศ พบว่า ข้าวไทยมีความยืดหยุ่นต่อราคาต่ำ แสดงถึง ความผูกพันของผู้บริโภคต่อคุณภาพ และเอกลักษณ์เฉพาะของข้าวหอมมะลิที่ยากต่อการทดแทน ในขณะที่ข้าวไทย และข้าวอินเดียมีความยืดหยุ่นต่อรายได้สูง สะท้อนให้เห็นว่าข้าวจากทั้งสองประเทศเป็นสินค้าปกติที่ความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของรายได้ ส่วนข้าวเวียดนามมีความยืดหยุ่นต่อราคาสูง บ่งชี้ว่าผู้บริโภคสามารถทดแทนด้วยข้าวจากแหล่งอื่นได้ง่ายหากราคาข้าวเวียดนามปรับตัวสูงขึ้น สำหรับผลการวิเคราะห์ CMS พบว่าการขยายตัวของตลาดโลกและการกระจายตลาดส่งผลบวกต่อไทย ในขณะที่ผลการแข่งขันที่แท้จริงและการปรับทิศทางการส่งออกส่งผลลบ แสดงว่า การเพิ่มขึ้นของมูลค่าการส่งออกข้าวไทยเกิดจากการขยายตัวของตลาดโลกเป็นหลัก จึงควรให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานสินค้า อาทิ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ</p> ศุภนิดา เสริฐจันทึก, นนทร์ วรพาณิชช์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3731 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของหลักความยั่งยืน ESG ความไว้วางใจและคุณภาพการบริการต่อภาพลักษณ์องค์กรและความจงรักภักดีของผู้ใช้บริการธนาคารกรุงไทยในเขตนครปฐม https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3833 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีต่อหลักความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ความไว้วางใจของผู้ใช้บริการ คุณภาพในการบริการ ภาพลักษณ์องค์กรของธนาคารกรุงไทย และความจงรักภักดีของผู้ใช้บริการ (2) อิทธิพลของหลักความยั่งยืนด้าน ESG ความไว้วางใจของผู้ใช้บริการ คุณภาพในการบริการ ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กรของธนาคารกรุงไทย และ (3) อิทธิพลของภาพลักษณ์องค์กรที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีของผู้ใช้บริการ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากลูกค้าที่มีบัญชีเงินฝากหรือสินเชื่อกับธนาคารกรุงไทย ในเขตนครปฐม จำนวน 420 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (structural equation modeling : SEM) ในการทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับความคิดเห็นด้านหลักความยั่งยืน ESG ด้านคุณภาพในการบริการ ด้านภาพลักษณ์องค์กร ด้านความจงรักภักดีของผู้ใช้บริการ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนระดับความคิดเห็นด้านความไว้วางใจของผู้ใช้บริการ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (2) หลักความยั่งยืน ESG มีอิทธิพลเชิงบวกต่อภาพลักษณ์องค์กร ขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.363 ด้านความไว้วางใจของผู้ใช้บริการมีอิทธิพลเชิงบวกต่อภาพลักษณ์องค์กร ขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.256 และด้านคุณภาพในการบริการมีอิทธิพลเชิงบวกต่อภาพลักษณ์องค์กร ขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.308 (3) ภาพลักษณ์องค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความจงรักภักดีของผู้ใช้บริการ ขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.976 ผลการทดสอบทั้งหมดสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (CMIN/DF = 1.488, GFI = 0.997, CFI = 1.000, NFI = 0.999, RMSEA = 0.034, RMR = 0.002)</p> จุฑามาศ บ่อคาวี, อมรินทร์ เทวตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3833 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการออมและปัจจัยที่มีผลต่อการซื้อสลากออมทรัพย์ของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3776 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพฤติกรรมการออมและการซื้อสลากออมทรัพย์ (2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการซื้อสลากออมทรัพย์ของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 417 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบไคสแควร์ (Chi-square) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นพนักงานวัยทำงานอายุไม่เกิน 40 ปี ปฏิบัติงานในส่วนงานสาขา มีระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีพฤติกรรมการออมในรูปแบบที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ สลากออมทรัพย์ และประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะสมความมั่งคั่งและเตรียมความพร้อมสำหรับการเกษียณ สำหรับพฤติกรรมการซื้อสลากออมทรัพย์ พบว่า ส่วนใหญ่เลือกซื้อสลากออมทรัพย์ที่มีอายุ 2 ปี เฉลี่ยซื้อปีละ 1–2 ครั้ง ใช้เงินลงทุนในระดับไม่สูงมาก และมีแนวโน้มซื้อสลากชุดใหม่อย่างต่อเนื่องเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน ในด้านปัจจัยที่มีผลต่อการซื้อสลากออมทรัพย์ พบว่า อายุ รายได้ และระดับการศึกษา รวมถึงแรงจูงใจในการซื้อและการได้รับข้อมูลจากภายในองค์กร มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อในบางมิติ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขการไถ่ถอนเป็นปัจจัยสำคัญด้านผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ทางการเงิน ทัศนคติต่อการออม และคุณลักษณะบางประการของสลากกับพฤติกรรมการซื้อ จากผลการศึกษาดังกล่าว ธนาคารควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราผลตอบแทนเหมาะสมและเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น ควบคู่กับการเสริมสร้างการสื่อสารและการให้ข้อมูลภายในองค์กร รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับลักษณะของผู้ซื้อในแต่ละช่วงวัยและระดับรายได้ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการออมอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> ณัฐกานต์ สระโสม, ธนารักษ์ เหล่าสุทธิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3776 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานในบริษัทอุตสาหกรรมพลาสติกแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3680 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานในบริษัทอุตสาหกรรมพลาสติกแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร (2) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานในบริษัทอุตสาหกรรมพลาสติกแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร (3) ศึกษาแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานในบริษัทอุตสาหกรรมพลาสติกแห่งหนึ่ง โดยใช้การสุ่มตัวอย่างในรูปแบบ การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ จำนวน 327 คน จากกลุ่มตัวอย่าง พนักงานที่ผ่านการทดลองงานแล้ว (พนักงานประจำ) บริษัทอุตสาหกรรมพลาสติกแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.923 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานในบริษัทอุตสาหกรรมพลาสติกแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานในบริษัทอุตสาหกรรมพลาสติกแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (3) แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานในบริษัทอุตสาหกรรมพลาสติกแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร คือ ด้านความสำเร็จในงาน ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ และด้านสภาพการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านความก้าวหน้าในงาน ด้านค่าตอบแทน และด้านนโยบายและการบริหาร ไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานในบริษัทอุตสาหกรรมพลาสติกในจังหวัดสมุทรสาคร อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05</p> วรินทร วงศ์ชู, บุญสม รัศมีโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3680 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของความยืดหยุ่นในการทำงาน ภาระงานที่เกิน ความปลอดภัยทางจิตใจ ความเครียดจากเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และความตั้งใจคงอยู่กับองค์กรของพนักงานธนาคารเจเนอเรชั่นวาย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3895 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความยืดหยุ่นในการทำงาน ภาระงานที่เกิน ความปลอดภัยทางจิตใจ ความเครียดจากเทคโนโลยี ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และความตั้งใจคงอยู่กับองค์กรของพนักงานธนาคารเจเนอเรชันวายในกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล (2) ศึกษาอิทธิพลของความยืดหยุ่นในการทำงาน ภาระงานที่เกิน ความปลอดภัยทางจิตใจ และความเครียดจากเทคโนโลยี ที่ส่งผลต่อความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และ (3) ศึกษาอิทธิพลของความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ส่งผลต่อความตั้งใจคงอยู่กับองค์กร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง ผลการศึกษาพบว่า (1) ระดับความยืดหยุ่นในการทำงาน ภาระงานที่เกิน ความปลอดภัยทางจิตใจ ความเครียดจากเทคโนโลยี และความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) โมเดลสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับที่ยอมรับได้ โดยมีค่า χ²/df = 2.163, GFI = 0.905, CFI = 0.974 และ RMSEA = 0.054 (3) ความยืดหยุ่นในการทำงานและความปลอดภัยทางจิตใจมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ขณะที่ภาระงานที่เกินและความเครียดจากเทคโนโลยีมีอิทธิพลเชิงลบต่อความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ (4) ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจคงอยู่กับองค์กรในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานเป็นกลไกสำคัญในการรักษาพนักงานเจเนอเรชันวายในบริบทธนาคาร</p> ลินดา ชูกลิ่น, ชวนชื่น อัคคะวณิชชา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3895 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออาคารชุดที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3911 <p>การศึกษานี้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออาคารชุดที่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ในกรุงเทพมหานคร โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 ตัวอย่าง ผ่านแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและแบบจำลองโลจิท ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 31–45 ปี จบปริญญาตรี มีรายได้ 30,001–40,000 บาท และต้องการที่อยู่อาศัยหลัก โดยนิยมห้องชุดรูปแบบ 1 ห้องนอน ขนาดไม่เกิน 30 ตารางเมตร ในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนเหนือ ทั้งนี้ แม้ว่าทำเลจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในภาพรวม แต่ผลการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองโลจิทที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 พบว่า โอกาสที่จะการตัดสินใจซื้อได้รับอิทธิพลเชิงบวกจากรายได้ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสัตว์เลี้ยง และเนื้อหาเชิงแนะนำและบทวิจารณ์ประกอบการตัดสินใจซื้อ ขณะที่ราคาที่สูงและการมีผู้อื่นร่วมตัดสินใจส่งผลเชิงลบ อีกทั้งผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกห้องชุดมือสองมากกว่าโครงการใหม่ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรพัฒนาพื้นที่รองรับสัตว์เลี้ยง กำหนดราคาที่เหมาะสม และใช้สื่อแนะนำและบทวิจารณ์เป็นช่องทางสื่อสารทางการตลาดจากผู้ใช้งานจริงเพื่อกระตุ้นโอกาสความต้องการของผู้ที่กำลังหาที่อยู่อาศัยแบบอาคารชุดโดยเฉพาะที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้</p> กฤษกร อาชววาณิชกุล, ชยันต์ พิภพลาภอนันต์, กนกวรรณ จันทร์เจริญชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3911 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาระบบขนส่งและการเดินทางอัจฉริยะในพื้นที่ต้นแบบ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3970 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการ รูปแบบการพัฒนาระบบขนส่งและการเดินทางอัจฉริยะ และเสนอแนะแนวทางการพัฒนาระบบขนส่งและการเดินทางอัจฉริยะในพื้นที่ต้นแบบในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทยโดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ผลการศึกษาพบว่า เขตพัฒนาการท่องเที่ยวทะเลตะวันออกหรือแอคทีฟบีชเป็นเขตพัฒนาการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพมากที่สุดในการพัฒนาการขนส่งอัจฉริยะเพื่อการท่องเที่ยวเมื่อเทียบกับเขตพัฒนาอื่นในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวพื้นที่ภาคตะวันออก แนวเส้นทางของระบบขนส่งที่เป็นไปได้มากที่สุดในพื้นที่ควรใช้จังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะเมืองพัทยา เนื่องจากมีความพร้อมด้านนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน และปริมาณการท่องเที่ยว เส้นทางการเดินทางที่เสนอควรเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดที่เมืองพัทยาที่เชื่อมไปยังพื้นที่รองอื่น ๆ ตามแนวแหล่งท่องเที่ยวริมทะเล การขับเคลื่อนการขนส่งและการเดินทางอัจฉริยะในพื้นที่ต้นแบบประกอบด้วยแผนงาน 3 ด้าน ซึ่งขับเคลื่อนโดยหน่วยงานภาครัฐในส่วนกลางและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวทะเลตะวันออก ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งและการเดินทางอัจฉริยะ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งอัจฉริยะและการอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับกิจกรรมการท่องเที่ยว และการยกระดับผู้ประกอบการและบุคลากรผู้ให้บริการขนส่ง เพื่อให้สามารถปรับตัวให้พร้อมต่อบริบทการเดินทางและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป</p> จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3970 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความตั้งใจใช้บริการธนาคารเสมือนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4011 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการรับรู้ประโยชน์ ความง่ายในการใช้งาน ปัจจัยทางสังคม และความรู้ความเข้าใจในการใช้บริการธนาคารเสมือน และ (2) ศึกษาความตั้งใจในการใช้บริการธนาคารเสมือน รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการธนาคารเสมือนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล การศึกษานี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก จากคนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและอาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัท อายุเฉลี่ย 34–35 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 43,736 บาท โดยมีระดับการรับรู้ประโยชน์ ความง่ายในการใช้งาน ปัจจัยทางสังคม และความรู้ความเข้าใจ มีคะแนนเฉลี่ยรวมระดับมาก สำหรับความตั้งใจใช้บริการพบว่ามีความน่าจะเป็นในการใช้บริการภายใน 1 ปี เฉลี่ยร้อยละ 59.82 และผลิตภัณฑ์ที่คาดว่าจะใช้เฉลี่ย 4.82 ประเภท โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง บัตรเครดิต และกองทุนรวม ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการพบว่า การรับรู้ประโยชน์และความรู้ความเข้าใจส่งผลต่อความน่าจะเป็นในการใช้บริการ ขณะที่การรับรู้ประโยชน์ ความรู้ความเข้าใจ และปัจจัยทางสังคม ส่งผลต่อผลิตภัณฑ์ที่คาดว่าจะใช้ อย่างไรก็ตาม ความง่ายในการใช้งาน อายุ รายได้ และระดับการศึกษา ไม่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการส่งเสริมการรับรู้ประโยชน์ ความรู้ความเข้าใจ และปัจจัยทางสังคม มีบทบาทสำคัญต่อความตั้งใจใช้บริการธนาคารเสมือน ภาครัฐควรส่งเสริมการให้ข้อมูลและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ขณะที่ผู้ประกอบการควรพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารที่เน้นคุณค่าและปัจจัยทางสังคม เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินและการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p> ณัฐพัชร์ ธงชัย, วรดี จงอัศญากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/4011 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่กำหนดการยอมรับแนวปฏิบัติทางการเกษตรเท่าทันภูมิอากาศของเกษตรกรไทยผู้ปลูกข้าวในจังหวัดสุพรรณบุรี https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3671 <p>เกษตรเท่าทันภูมิอากาศเป็นหนึ่งแนวปฏิบัติที่กรมการข้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวนำไปใช้เพื่อลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับแนวปฏิบัติทางการเกษตรเท่าทันสภาพภูมิอากาศของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญด้านการผลิตข้าวของประเทศ โดยเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 181 ราย และเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามเชิงโครงสร้างด้วยการสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้าระหว่างเดือนธันวาคม 2566 ถึงกุมภาพันธ์ 2567 ใช้แบบจำลองโลจิตในการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพบต่อการยอมรับแนวปฏิบัติทางการเกษตรเท่าทันสภาพภูมิอากาศ ผลการศึกษา พบว่า การทำเกษตรพันธสัญญา ทักษะของเกษตรกรด้านการเป็นผู้ประกอบการ และความแตกต่างเชิงพื้นที่ในระดับตำบล ส่งผลต่อการยอมรับเกษตรเท่าทันสภาพภูมิอากาศที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 สำหรับการเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ทักษะการจัดการ และขนาดพื้นที่เพาะปลูก ส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ส่วนปัจจัยด้านระยะทางจากแปลงไปยังโรงสีที่ใกล้ที่สุดส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีที่ระดับนัยสำคัญ 0.1 ดังนั้น หากต้องการเพิ่มระดับการยอมรับแนวปฏิบัติทางการเกษตรเท่าทันสภาพภูมิอากาศของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในจังหวัดสุพรรณบุรีควรมุ่งพัฒนากลไกตลาดโดยใช้เครื่องมือด้านเกษตรพันธสัญญาในการขับเคลื่อน รวมถึงการเพิ่มทักษะของเกษตรกรด้านการเป็นผู้ประกอบการ และด้านการจัดการ เน้นส่งเสริมในเกษตรกรขนาดกลางและขนาดใหญ่ หรือกลุ่มเกษตรกร นอกจากนี้ควรคำนึงถึงความแตกต่างเชิงพื้นที่เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปรับตัวของภาคเกษตรอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p> เจนจิรา องค์วิเศษไพบูลย์, ธนาภรณ์ อธิปัญญากุล, จักรกฤษณ์ พจนศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3671 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700