Journal of Spatial Development and Policy
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP
<p> <strong> Journal of Spatial Development and Policy</strong> ISSN: 2985-220X (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ตั้งแต่ระดับองค์กร กลุ่ม หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด ภูมิภาค ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ วารสารมุ่งเน้นส่งเสริมงานวิชาการที่มีลักษณะเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้านการพัฒนาพื้นที่ในมิติต่างๆ แบบบูรณาการข้ามศาสตร์ที่ผลักดันไปสู่การสร้างนโยบายของพื้นที่ โดยเปิดรับบทความทางด้านการพัฒนาพื้นที่ที่บูรณาการกับศาสตร์ต่างๆ ได้แก่ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และงานทางด้านสหวิทยาการทางสังคมศาสตร์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่และผลักดันสู่การสร้างกรอบนโยบายการพัฒนาเชิงพื้นที่ ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> Journal of Spatial Development and Policy มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม<strong> </strong></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยผู้เขียนจะต้อง กรอก <strong>“<a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a>”</strong> และชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) โดยมีขั้นตอนดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br /> 2) บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ<br /> 3) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br /> 4) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ<br /></strong> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br /> 2) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br /> 3) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br /> 4) เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong></p> <ol> <li>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์, ค่าใช้จ่ายฯลฯ) ID Line: ben_lowz โทร. 080-2241454 (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี), 081-6015934 (ผศ. ดร.ประยูร แสงใส)</li> <li>เตรียมต้นฉบับบทความ</li> </ol> <p> - เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1RAg-tLgpmV1ta0SYgHyq3U93TTW8l_jP/edit?tab=t.0">คลิก </a> <br /> - เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/1RvQ-XVZGWwjGMUBzVuZXdMo10Dzf4PtM/edit?tab=t.0">คลิก</a><br /> - เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ <a href="https://docs.google.com/document/d/1atjbiNeyyeOlakSUohQxSEkRJyPTUSwN/edit?tab=t.0">คลิก</a></p> <ol start="3"> <li>ส่งบทความต้นฉบับในระบบวารสาร <a href="https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP">https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP</a></li> <li>กรอก “แบบขอส่งบทความตีพิมพ์” จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">คลิก</a></li> <li>ส่งสำเนาเอกสารในระบบ Google forms ที่ <a href="https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit">https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit</a></li> </ol> <p> 6. สมัครเข้า line กลุ่มวารสาร เพื่อติดต่อประสานงาน ที่ <a href="https://line.me/R/ti/g/6qtUwxnrQk">https://line.me/R/ti/g/6qtUwxnrQk</a></p>
ปัญญาพัฒน์ (Panyapat)
th-TH
Journal of Spatial Development and Policy
2985-220X
-
ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ส่งผลต่อความพร้อมของหน่วยงานในการสนับสนุนและกำกับดูแล: กรณีศึกษาสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จังหวัดในเขตภาคเหนือตอนล่าง
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2965
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับปัจจัยการยอมรับและการรับรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของบุคลากรสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดในเขตภาคเหนือตอนล่าง (2) ระดับความพร้อมขององค์กรในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ในการสนับสนุนและกำกับดูแล (3) อิทธิพลของปัจจัยดังกล่าวต่อความพร้อมขององค์กร และ (4) แนวทางการพัฒนาความพร้อมขององค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน ใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือบุคลากรจากหน่วยงานการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในเขตภาคเหนือตอนล่าง จำนวน 162 คน ด้วยการสุ่มแบบชั้นภูมิและการสุ่มอย่างง่าย และใช้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 17 คน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยการยอมรับและการรับรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของบุคลากรอยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นถึงทัศนคติเชิงบวกต่อการประยุกต์ใช้ AI ในงานราชการ (2) ความพร้อมขององค์กรในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ อยู่ในระดับมาก สะท้อนถึงการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและระบบการทำงานรองรับเทคโนโลยีใหม่ (3) อิทธิพลของปัจจัยการยอมรับและการรับรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต่อความพร้อมขององค์กรมีอำนาจพยากรณ์ที่ระดับร้อยละ 67.80 และ 94.70 ผลการทดสอบสมมติฐานชี้ว่า การรับรู้ประโยชน์ ความง่ายต่อการใช้งาน และทัศนคติต่อ AI ส่งผลเชิงบวกต่อความพร้อมขององค์กรในการนำ AI ไปใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริการประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ และ (4) แนวทางการพัฒนาความพร้อมขององค์กรประกอบด้วย การกำหนดมาตรฐานข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ และระบบตรวจสอบคุณภาพ AI การจัดทำแผนแม่บทการใช้ AI ระยะ 3–5 ปี การพัฒนาทักษะและทัศนคติของบุคลากร การจัดทำพื้นที่ทดลอง เพื่อทดสอบระบบก่อนใช้งานจริง และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำ AI มาใช้ได้จริงอย่างปลอดภัย โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง</p>
ธรรศพงศ์ วงษ์สวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-22
2026-02-22
4 1
1
16
-
ปัจจัยด้านภาพลักษณ์การท่องเที่ยว คุณภาพการบริการ และความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อการกลับมาท่องเที่ยวซ้ำที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2806
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว คุณภาพการให้บริการ และความตั้งใจกลับมาเที่ยวซ้ำของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเที่ยวอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย (2) อิทธิพลของภาพลักษณ์การท่องเที่ยว คุณภาพการให้บริการ ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย (3) อิทธิพลของภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว คุณภาพการให้บริการ ที่ส่งผลต่อความตั้งใจกลับมาเที่ยวซ้ำที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเที่ยวที่อำเภอเชียงคานจำนวน 400 คน โดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (structural equation modeling : SEM) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเที่ยวอำเภอเชียงคานส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ที่ภาคกลาง มีพฤติกรรมความถี่ของการเดินทางมาเที่ยวที่เชียงคานจำนวน 2-3 ครั้ง โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวได้รับแหล่งข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวที่อำเภอเชียงคานจากสังคมออนไลน์ นักท่องเที่ยวมีระดับความคิดเห็นด้านภาพลักษณ์การท่องเที่ยวมีค่าเฉลี่ยมรวมอยู่ที่ 3.96 คุณภาพการให้บริการมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 3.97 ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 3.97 ความตั้งใจกลับมาท่องเที่ยวซ้ำมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 3.95 นอกจากนี้พบว่าภาพลักษณ์การท่องเที่ยว คุณภาพการให้บริการ ส่งผลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลยโดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.604 และ 0.368 ตามลำดับ สำหรับด้านความตั้งใจกลับมาท่องเที่ยวซ้ำ พบว่า ได้รับอิทธิพลจากภาพลักษณ์การท่องเที่ยวมากที่สุด โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.474 สำหรับคุณภาพการบริการและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวมีอิทธิพลต่อความตั้งใจกลับมาท่องเที่ยวซ้ำเท่ากันคือ 0.257</p>
นรารัตน์ ยมดำ
อมรินทร์ เทวตา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-22
2026-02-22
4 1
17
30
-
รูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ผลิตลูกประคบสมุนไพร ตำบลบ้านคลอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3342
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการของกลุ่มผู้ผลิตลูกประคบสมุนไพร ตำบลบ้านคลอง และ (2) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนของกลุ่มผู้ผลิตลูกประคบสมุนไพร ตำบลบ้านคลอง ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้นำท้องถิ่น แกนนำและสมาชิกกลุ่ม เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ จำนวน 12 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เอกสารประกอบ และการสนทนากลุ่ม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัญหาและความต้องการของกลุ่มมีลักษณะเป็นปัญหาเชิงระบบที่เชื่อมโยงตั้งแต่ความพร้อมด้านสถานที่ผลิตและสุขลักษณะ ความสม่ำเสมอของสูตรและกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ การจัดทำเอกสารและหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไปจนถึงการพัฒนาการตลาดและการสร้างความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ ซึ่งกลุ่มมีทุนทรัพยากรสมุนไพรและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐาน แต่ยังมีช่องว่างเชิงโครงสร้างด้านระบบงานในการเข้าสู่มาตรฐานและการขยายตลาดอย่างยั่งยืน 2) แนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมคือการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมควบคู่การพัฒนาเชิงระบบ โดยมุ่งเสริมสมรรถนะกลุ่ม โดยกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน มีการจัดทำมาตรฐานกลุ่มและขั้นตอนปฏิบัติงาน การกำหนดจุดควบคุมคุณภาพและการบันทึกการผลิตเพื่อรองรับการตรวจสอบ การปรับปรุงสุขลักษณะและการจัดโซนพื้นที่ผลิตเพื่อลดความเสี่ยงการปนเปื้อน รวมถึงการพัฒนาฉลากและบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องข้อกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยสะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านความสม่ำเสมอของคุณภาพ ความพร้อมต่อการตรวจประเมิน ความน่าเชื่อถือเชิงสถาบัน และศักยภาพการเข้าถึงช่องทางตลาดที่กว้างขึ้นในระยะยาว ผลการศึกษาครั้งนี้ได้รูปแบบการพัฒนาที่ช่วยยกระดับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้มีความพร้อมสู่การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนและสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานรากผ่านการใช้นวัตกรรมบนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p>
อรรถพล วงศ์ชัย
นนทชา ชัยทวิชธานัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-22
2026-02-22
4 1
31
44
-
ภูมิปัญญาท้องถิ่นการผลิตขนมต้มใบกะพ้อของชุมชน ตำบลพลายวาส อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2841
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับประเพณีชักพระของชุมชน ตำบลพลายวาส อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 2) เพื่อศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นการผลิตขนมต้มใบกะพ้อของชุมชน เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ประกอบการ และนักวิชาการที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นการผลิตขนมต้มใบกะพ้อ จำนวน 8 คน เก็บข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์ด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้างและการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีตรวจสอบแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนมีการสืบสานงานบุญประเพณีชักพระรวมถึงวัฒนธรรมทางภูมิปัญญาการทำขนมต้มใบกะพ้อซึ่งถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน ในช่วงวันประเพณีชักพระ ชาวบ้านจะนำขนมต้มใบกะพ้อโยนขึ้นไปบนบุษบกที่ลากเรือพระ หรือนำไปแขวนที่หัวเรือพนมพระหรือรถพนมพระให้ทันช่วงเช้าในวันพระ แรม 1 ค่ำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการทำบุญและอุทิศส่วนกุศลตามประเพณี 2) ขนมต้มใบกะพ้อ เป็นขนมไทยที่มีส่วนประกอบหลักเป็นข้าวเหนียว กะทิ และน้ำตาล นำมาผัดจนส่วนผสมเหนียวเกาะตัวกันดี แล้วห่อให้แน่นด้วยใบกะพ้อเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมแล้วจึงนำไปนึ่งหรือต้มจนสุก ซึ่งขั้นตอนกระบวนการเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาการทำอาหารที่สืบทอดกันมาผ่านประเพณีและความศรัทธาในพุทธศาสนา งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะแนวทางในการสร้างความยั่งยืนให้กับภูมิปัญญาของท้องถิ่นด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมต้มใบกะพ้อให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน ช่วยให้คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของภูมิปัญญาในท้องถิ่นและสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจชุมชนต่อไป</p>
ทิวากร เกื้อสม
น้อมจิตต์ สุธีบุตร
สิริมา สินธุสำราญ
ศุภัคษร มาแสวง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-22
2026-02-22
4 1
45
58
-
แรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของบุคลากร มหาวิทยาลัยนครพนม
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3327
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากร จำแนกตามสถานภาพและประเภทของบุคลากร 2) ศึกษาและเปรียบเทียบความผูกพันในองค์การของบุคลากร จำแนกตามสถานภาพและประเภทของบุคลากร 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการทำงานกับความผูกพันในองค์การของบุคลากร และ 4) ศึกษาแรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของบุคลากร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรมหาวิทยาลัยนครพนม จำนวน 162 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1) แบบสอบถามแรงจูงใจในการทำงาน (2) แบบสอบถามความผูกพันในองค์การ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าที แบบอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1) แรงจูงใจในการทำงาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก จำแนกตามสถานภาพ พบว่าโดยรวม มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน จำแนกตามประเภทของบุคลากร พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน มีความแตกต่างกัน 2) ความผูกพันในองค์การ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบจำแนกประเภทของบุคลากร พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการยอมรับวัฒนธรรมเป้าหมายและค่านิยมขององค์การ แตกต่างกัน 3) แรงจูงใจในการทำงานบุคลากรกับความผูกพันในองค์การมหาวิทยาลัยนครพนม มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง และ 4) ตัวแปรแรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของบุคลากรมหาวิทยาลัยนครพนม มี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความสำเร็จในการทำงาน (X<sub>4</sub>) ด้านเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน (X<sub>2</sub>) ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่ง (X<sub>5</sub>) และด้านการยอมรับนับถือ การยกย่อง (X<sub>1</sub>) สามารถพยากรณ์ได้ โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 83</p>
รุจิรดา สุขสันต์หรรษา
ชาญวิทย์ หาญรินทร์
ไพฑูรย์ พวงยอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-22
2026-02-22
4 1
59
74
-
The impact of ESG performance on the stock returns of Chinese companies
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2006
<p>This study aims to investigate the impacts of ESG performance on a firm's stock returns. The main controlling variables are the firm's CSR-related costs. Data were collected through comprehensive literature reviews and analyzed using a combination of descriptive statistics and correlation analysis. The results of the study are as follows: The lack of a significant relationship between higher ESG scores and higher mean returns indicates that companies with better ESG performance are more likely to achieve higher financial returns. Investment in the costs associated with CSR does not yield a higher average return. This suggests that the costs incurred in fulfilling social and environmental responsibilities do not translate into financial improvement. Additionally, increasing accounting costs do not lead to a higher average ESG score, indicating that financial resources allocated for accounting and reporting processes do not necessarily improve the company's ESG rating. This study reveals the relationship between ESG performance, CSR investment, and capital market performance, providing a reference for related ESG values.</p>
Lanchun Huang
Theeralak Satjawathee
Yanping Ma
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-22
2026-02-22
4 1
75
90
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการใช้สินเชื่อนอกระบบของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3421
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความสัมพันธ์ทางสังคม การรับรู้ความสะดวก และการรับรู้ข้อจำกัดด้านเครดิต ที่มีต่อความตั้งใจในการใช้สินเชื่อนอกระบบของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ความตั้งใจถูกกำหนดเป็นตัวแปรทำนายพฤติกรรมการใช้สินเชื่อนอกระบบ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 20–60 ปี จำนวน 385 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยทั้งสามในระดับมาก โดยความสัมพันธ์ทางสังคมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ การรับรู้ข้อจำกัดด้านเครดิต และการรับรู้ความสะดวก แบบจำลองถดถอยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจในการใช้สินเชื่อนอกระบบได้ร้อยละ 5.0 (R² = 0.050) ผลการวิเคราะห์เชิงอนุมานพบว่า ความสัมพันธ์ทางสังคมมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการรับรู้ความสะดวกมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ต่อความตั้งใจในการใช้สินเชื่อนอกระบบ ขณะที่การรับรู้ข้อจำกัดด้านเครดิตไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อค้นพบเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่า เครือข่ายทางสังคมและความสะดวกในการเข้าถึงเงินทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นความตั้งใจใช้สินเชื่อนอกระบบ มากกว่าการรับรู้ข้อจำกัดจากสถาบันการเงินในระบบ ซึ่งมีนัยต่อการกำหนดมาตรการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบอย่างเหมาะสมและยั่งยืน</p>
ปาณิสรา นนทไชย
กิตตินันท์ พันธุมสุต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-22
2026-02-22
4 1
91
102
-
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงอายุต่อความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในระดับภูมิภาคของประเทศไทย
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3424
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงอายุต่อความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลพาแนลระดับภูมิภาครายปี พ.ศ. 2555–2566 จากแหล่งสถิติทางการของประเทศ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การทดสอบความสัมพันธ์ร่วมในระยะยาวของข้อมูลพาแนล (Panel Cointegration Test) ด้วยวิธี Kao Residual Test และการประมาณค่าแบบจำลองระยะยาวด้วยวิธี Fully Modified Ordinary Least Squares (FMOLS) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ในระยะยาวและควบคุมความแตกต่างเชิงพื้นที่ระหว่างภูมิภาค ผลการศึกษาพบว่า 1) อัตราส่วนพึ่งพิงวัยเด็ก (Ydep) และสัดส่วนผู้สูงอายุ (Ages) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นแรงกดดันที่ทำให้เพิ่มความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากครัวเรือนต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุที่สูงขึ้น 2) อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ (Odep) มีความสัมพันธ์เชิงลบกับความเหลื่อมล้ำในบางบริบท และผลิตภัณฑ์มวลรวมรายภาค (GRP) มีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ 3) สัดส่วนคนจน (Poor) และหนี้สินครัวเรือน (Debt) เป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญ และพบความแตกต่างของระดับความเหลื่อมล้ำพื้นฐานในแต่ละภูมิภาค ซึ่งชี้ให้เห็นว่านโยบายลดความเหลื่อมล้ำควรคำนึงถึงความต้องการเฉพาะแต่ละพื้นที่มากกว่าการใช้มาตรการเดียวกันทั่วประเทศ</p>
จิดาภา พรชัยรัตนโชติ
บัณฑิต ชัยวิชญชาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-22
2026-02-22
4 1
103
116
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการถอนเงินไม่ใช้บัตร (Cardless ATM) ของลูกค้าธนาคารออมสิน
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/3434
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ประโยชน์กับความตั้งใจใช้บริการถอนเงินไม่ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความง่ายในการใช้งานกับความตั้งใจใช้บริการถอนเงินไม่ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจกับความตั้งใจใช้บริการถอนเงินไม่ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าธนาคารออมสิน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มลูกค้าธนาคารออมสินในเขตกรุงเทพมหานครผ่านแบบสอบถามออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่เคยใช้บริการถอนเงินสดไม่ใช้บัตร ATM จำนวน 385 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยการรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน และความไว้วางใจ มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับความตั้งใจใช้บริการถอนเงินไม่ใช้บัตร ของลูกค้าธนาคารออมสิน โดยปัจจัยการรับรู้ความง่ายในการใช้งานมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือการรับรู้ประโยชน์ และความไว้วางใจ โดยการวิจัยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจใช้บริการได้ร้อยละ 43.2 (R² = 0.432) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ลูกค้าให้ความสำคัญกับความสะดวก รวดเร็ว ความไม่ซับซ้อนของบริการ ตลอดจน ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบ ดิจิทัล เมื่อผู้ใช้รู้สึกว่าบริการมีประโยชน์ ใช้งานง่าย และระบบมีความปลอดภัยเพียงพอ ก็จะยิ่งเพิ่มความตั้งใจในการใช้บริการมากขึ้น</p>
ทัศนีย์ กอบกัยกิจ
กิตตินันท์ พันธุมสุต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-22
2026-02-22
4 1
117
128
-
การพัฒนาช่องทางการตลาดดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ OTOP อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JSDP/article/view/2829
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการพัฒนาและส่งเสริมความยั่งยืนและช่องทางการตลาดดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ OTOP 2) ศึกษาการส่งเสริมความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ OTOP และ 3) เปรียบเทียบการส่งเสริมความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ OTOP อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการธุรกิจ OTOP จังหวัดเลย จำนวน 252 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) ซึ่งประกอบด้วย ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมานทดสอบ ด้วยสถิติ t -test และ F-test (One-way ANOVA) ตามวิธีของ Least-Significant Different (LSD) ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ พบว่า โดยภาพรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ ด้านการพัฒนาออกแบบระบบ รองลงมาคือด้านการพัฒนาแผนธุรกิจ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่วนผลการศึกษาช่องทางการตลาดดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ OTOP โดยภาพรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือด้านการใช้เทคโนโลยี รองลงมาคือด้านการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือด้านช่องทางการตลาดดิจิทัล 2) การศึกษาช่องทางการตลาดดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ OTOP ด้านช่องทางการตลาดดิจิทัล โดยภาพรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือด้านการใช้เทคโนโลยี 3) ผลการเปรียบเทียบการส่งเสริมความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ OTOP จำแนกตามเพศ อายุ และสถานภาพ พบว่า ทุกด้านไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
อภิรดี คำไล้
รวัฒน์ มันทรา
เยาว์ธิดา รัตนพลแสน
ภนัดดา ภูมิพัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Spatial Development and Policy
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-22
2026-02-22
4 1
129
138