วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ <p><strong> </strong><strong>วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์</strong><strong> Jayaphruekpirom </strong><strong>ISSN 2985-217X (Online) </strong>ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งมีขอบเขตสาขาวิชาทางด้านสังคมศาสตร์ทั่วไป (General Social Sciences) ศิลปะทั่วไปและมนุษยศาสตร์ (General Arts and Humanities) รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ (Political Science and Public Administration) ภาษาและวรรณกรรม (Language and Literature) และการศึกษา (Education) และหรือที่เกี่ยวข้องกับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์นี้ เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สำหรับคณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และนักวิชาการ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย พัฒนาและส่งเสริมให้เกิดผลงานทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้จริงอันก่อเกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวม</p> <p> </p> <p> <strong>วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ รับพิจารณาตีพิมพ์บทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ </strong>(สำหรับต้นฉบับบทความที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบการพิมพ์เบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ตั้งแต่วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๘ เป็นต้นไป)</p> <p> </p> <p><strong> วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ มีคุณสมบัติตรงตาม ประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ.๒๕๖๔ และประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๖๘ ที่สามารถใช้เป็นวารสารในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ </strong>(สำหรับต้นฉบับบทความที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบการพิมพ์เบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เป็นต้นไป)</p> <p> </p> <p><strong> วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่สามารถใช้เป็นวารสารในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ซึ่งตรงตามหมวด ๔ หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู เลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญและวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ </strong>(หนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ.๐๒๐๖.๓/ว ๙ ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๔)</p> <p> </p> <p><strong> วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการหรือพนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๖๘ ที่สามารถใช้เป็นวารสารในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ตามข้อที่ ๗. ด้านที่ ๓ ด้านผลงานทางวิชาการ สำหรับการขอเลื่อนวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญและวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ</strong></p> <p> </p> <p><strong> การพิจารณาบทความ<br /></strong></p> <p> ๑. บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ต้องเป็นบทความใหม่ที่อยู่ในขอบเขตสาขาวิชาทางด้านสังคมศาสตร์ทั่วไป (General Social Sciences) ศิลปะทั่วไปและมนุษยศาสตร์ (General Arts and Humanities) รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ (Political Science and Public Administration) ภาษาและวรรณกรรม (Language and Literature) และการศึกษา (Education) และหรือที่เกี่ยวข้องกับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์นี้ </p> <p> ๒. บทความต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น ๆ</p> <p> ๓. บทความต้องผ่านการพิจารณาและประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) ที่มีความเชื่ยวชาญทางด้านสาขานั้นหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง จากทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา อย่างน้อย ๒ คน ซึ่งผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (Double-blind peer review)</p> <p> ๔. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นข้อคิดของผู้เขียนเท่านั้น และผู้เขียนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใด ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากบทความนั้น</p> <p> ๕. บทความที่ตีพิมพ์ มี ๓ ประเภท ดังนี้</p> <p> ๕.๑ บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่มีการนำเสนอผลการศึกษา หรือการค้นคว้าอย่างมีระบบ ประกอบด้วยวัตถุประสงค์ของการวิจัย กรอบแนวคิดในการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ</p> <p> ๕.๒ บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความที่มีการนำเสนอความรู้ทั่วไปที่เขียนขึ้นจากการสังเคราะห์ พร้อมทั้งเสนอความคิดเห็นของผู้เขียนที่มีประโยชน์แก่ผู้อ่าน ประกอบด้วยบทนำ เนื้อหา และสรุป</p> <p> ๕.๓ บทความวิจารณ์ (Review Article) เป็นบทความที่วิจารณ์หนังสือและการนำเสนอความคิดเห็นของผู้เขียนที่มีประโยชน์แก่ผู้อ่าน ประกอบด้วยภาพปกหนังสือ ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหนังสือ เนื้อหา และข้อเสนอแนะแนวทางการเลือกหนังสือ</p> <p> </p> <p> <strong>วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ ได้กำหนดความซ้ำซ้อนของบทความ ด้วยโปรแกรม CopyCatch จากเว็บไซด์ Thaijo ดังนี้</strong></p> <div class="description"> <p> - สำหรับบทความวิจัย กำหนดความซ้ำซ้อนต้องไม่เกิน ๒๐%</p> <p> - สำหรับบทความวิชาการ กำหนดความซ้ำซ้อนต้องไม่เกิน ๒๐%</p> <p> - สำหรับบทความวิจารณ์ กำหนดความซ้ำซ้อนต้องไม่เกิน ๒๐%</p> <p> <strong>โดยมีผลสำหรับต้นฉบับบทความที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบการพิมพ์เบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๘ เป็นต้นไป)<em> </em></strong></p> <p><strong><em> </em>ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นมาตรฐาน กองบรรณาธิการวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์จะดำเนินการแจ้งผลความซ้ำซ้อนของบทความให้ผู้เขียนรับทราบ ภายหลังขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบการพิมพ์เบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ</strong></p> <p> </p> </div> <p> <strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เผยแพร่บทความในวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์</strong></p> <p> วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ มีค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความเฉพาะแบบปกติ ไม่มีค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความแบบเร่งด่วน (Fast Track) <strong>โดยวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ หลังจาก accepted บทความ </strong>(บทความได้รับการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิประจำวารสารฯ อย่างน้อยจำนวน ๒ คน ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ๒ คน มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ เห็นควรว่าบทความสามารถเผยแพร่ในวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ได้</p> <p> <strong>ในกรณีผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน ๒ คน มีความเห็นขัดแยังกัน ทางกองบรรณาธิการวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ จะดำเนินการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เพิ่มอีก ๑ คน เพื่อตรวจสอบบทความ และหากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๓ คน มีความเห็นเป็นเอกฉันท์/ส่วนใหญ่ เห็นควรว่าบทความสามารถเผยแพร่ในวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ได้</strong> และกองบรรณาธิการฯ ยอมรับการเผยแพร่บทความแล้วเท่านั้น) <strong>ซึ่งผู้เขียนบทความกรุณาชำระค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ หลังจากได้รับการแจ้งการชำระเงินจากกองบรรณาธิการวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ แล้วเท่านั้น ทั้งนี้กองบรรณาธิการชัยพฤกษ์ภิรมย์ จะดำเนินการออกหนังสือตอบรับการเผยแพร่บทความและดำเนินการออกใบเสร็จรับเงินให้กับผู้เขียนบทความ</strong></p> <p> </p> <p><strong> กรณีบทความไม่ผ่านการพิจารณาเนื่องจากผู้ทรงคุณวุฒิประจำวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์มีความเห็นเป็นเอกฉันท์/ส่วนใหญ่ เห็นควรว่าบทความไม่สมควรได้รับการเผยแพร่ในวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ ทางกองบรรณาธิการวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์จะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ จากผู้เขียน<br /></strong></p> <p> </p> <p> วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ จะเริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ <strong>(สำหรับต้นฉบับบทความที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบการพิมพ์เบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๘ เป็นต้นไป)<em> </em></strong> โดยมีรายละเอียดค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ดังนี้</p> <p> <strong>- บทความของนักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ ที่กำลังศึกษา/ปฏิบัติงาน ในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา บทความละ ๓,๐๐๐ บาท (สามพันบาทถ้วน)</strong></p> <p> <strong>- บทความของนักศึกษา อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้กำลังศึกษา/ปฏิบัติงาน ในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา บทความละ ๔,๐๐๐ บาท (สี่พันบาทถ้วน)</strong></p> <p> </p> <p> <strong> กำหนดการเผยแพร่วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์</strong></p> <p> ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๖๘ เป็นต้นไป วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ มีกำหนดเผยแพร่ปีละ ๓ ฉบับ ได้แก่ </p> <p> <strong>ฉบับที่ ๑ ประจำเดือน มกราคม–เมษายน</strong></p> <p> <strong>ฉบับที่ ๒ ประจำเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม</strong></p> <p> <strong>ฉบับที่ ๓ ประจำเดือน กันยายน-ธันวาคม</strong></p> <p> </p> th-TH dr.settawat2019@gmail.com (รศ.ดร.เศรษฐวัฒน์ โชควรกุล) onsiri.nrru@gmail.com (ผศ.ดร.อรสิริ วิมลธรรม) Sun, 19 Apr 2026 13:46:50 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 กลยุทธ์การพัฒนาระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ด้วยการแบ่งส่วนลูกค้าและการทดลองแคมเปญผ่าน MarTech: กรณีศึกษา Cho Cosmetics https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3110 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและนำเสนอแนวทางการพัฒนากลยุทธ์การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management: CRM) สำหรับแบรนด์ Cho Cosmetics ในบริบทการตลาดดิจิทัลที่มีการแข่งขันสูง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้บริหาร ผู้จัดการ และหัวหน้าสายงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน และข้อมูลทุติยภูมิจากกิจกรรมการตลาดขององค์กรเพื่อประเมินประสิทธิภาพของกลยุทธ์ปัจจุบันและระบุอุปสรรคในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า นำข้อมูลที่ได้มาแบ่งลูกค้ากลุ่มเป้าหมายออกเป็น 4 กลุ่ม และออกแบบแคมเปญทดลองสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่มผ่านแพลตฟอร์มการตลาดดิจิทัล ผลจากการวิเคราะห์โปรโมชั่นที่ใช้ในแคมเปญ พบว่า แคมเปญสำหรับกลุ่มลูกค้าทั่วไปมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ร้อยละ 531 เมื่อเทียบกับจำนวนผู้สั่งซื้อ 7 วันก่อนทำแคมเปญ แต่ลูกค้าที่สั่งซื้อทั้งหมดเป็นลูกค้าใหม่ โดยไม่มีลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ ในขณะที่ แคมเปญสำหรับกลุ่มลูกค้าขาดการซื้อซ้ำมีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ร้อยละ 6.4 แคมเปญสำหรับกลุ่มลูกค้าดีเด่น มีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ร้อยละ 3.4 และแคมเปญสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มเลิกซื้อ มีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ร้อยละ 2.6 ข้อมูลจากกรณีศึกษาแสดงให้เห็นว่า กลยุทธ์สิ่งจูงใจแบบมาตรฐานเดียว (One-size-fits-all) ไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ</p> พิชญ์นวพร ถิระวัฒน์, ปฐมา สตะเวทิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3110 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจที่มีต่อความสุขในการทำงานของบุคลากรในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2352 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจที่มีต่อความสุขในการทำงานของบุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จำนวน 72 คน ได้มาโดยวิธีการจับคู่ (Matched-pair) และคัดเลือกผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมวิจัย จำนวน 20 คน จากนั้นสุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 10 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจจำนวน 8 กิจกรรม และแบบสอบถามความสุขในการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลอง บุคลากรกลุ่มทดลองมีความสุขในการทำงานสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) หลังการทดลอง บุคลากรกลุ่มทดลองมีความสุขในการทำงานสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจสามารถช่วยยกระดับความสุขในการทำงานของบุคลากรได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งเชิงวิชาการต่อการพัฒนาทฤษฎีด้านความเข้มแข็งทางใจ และเชิงปฏิบัติในการประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหน่วยงานการศึกษา</p> อัญชลี หมื่นเจริญ, ประยุทธ ไทยธานี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2352 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความพึงพอใจและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต่อหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร สำหรับชาวต่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2716 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความพึงพอใจ และ (2) ศึกษาความต้องการของบุคลากร ศิษย์เก่า นักศึกษาปัจจุบัน และผู้ประกอบการ ต่อหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับชาวต่างประเทศ (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2564) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการปรับปรุงหลักสูตร พ.ศ. 2569 เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามความพึงพอใจและความต้องการ ดำเนินการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 50 คน ได้แก่ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร 5 คน ศิษย์เก่า 10 คน นักศึกษาปัจจุบัน 30 คน และผู้ประกอบการ 5 คน โดยยึดหลักจริยธรรมตาม Belmont Report และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย (<strong>x̅</strong>) ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรในระดับมาก (<strong>x</strong><strong>̅</strong> = 4.53, S.D. = 0.28) และมีความต้องการต่อหลักสูตรในระดับมาก (<strong>x</strong><strong>̅</strong> = 4.59, S.D. = 0.26) โดยรายวิชาที่เน้นการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ทักษะการฟัง-พูด การใช้เทคโนโลยี และการแปลได้รับการประเมินสูงสุด ขณะที่รายวิชาด้านศิลปวัฒนธรรมไทยและภาษาถิ่นมีค่าต่ำกว่า ข้อเสนอแนะหลักคือการปรับหลักสูตรให้เพิ่มการเรียนรู้เชิงปฏิบัติในสถานการณ์จริง บูรณาการวัฒนธรรมกับการสื่อสาร และเสริมสมรรถนะด้านดิจิทัลคอนเทนต์ การล่ามด้วย AI ธุรกิจระหว่างประเทศ และทักษะอาชีพ เพื่อเพิ่มความพร้อมสู่ตลาดแรงงานและตอบโจทย์ผู้เรียนต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพ</p> กนิษฐา พุทธเสถียร, วุฒินันท์ ชัยศรี, ปทุมวดี ล้ำเลิศ , ชมชนก ธนาวีราภรณ์, รุ้งเพชร วรพงศาทิตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2716 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 The Problem of Semantic Overlap and Distinction in English Verbs: A Corpus-Based Study of English Synonyms “AMUSE,” “ENTERTAIN,” and “DIVERT” https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3287 <p>Distinguishing between the near-synonyms <em>amuse</em>, <em>entertain</em>, and <em>divert</em> remains a challenge for EFL learners due to nuanced semantic and distributional overlaps. Using the Corpus of Contemporary American English (COCA), this study analyzed the lemmas of these verbs within a [4L, 4R] collocation window (MI ≥ 3.0) to identify the top 30 noun collocates across eight genres. Frequency data reveal that <em>entertains</em> is the most versatile, occurring broadly in news and web genres, whereas <em>amuse</em> is restricted primarily to narrative contexts in fiction and spoken texts. In contrast, <em>divert</em> predominates in formal and academic domains, specifically relating to the redirection of attention or resources. Collocational patterns suggest that <em>amuse</em> strongly associates with human emotional reactions, <em>entertain</em> with social roles and abstract ideas, and <em>divert</em> with technical or administrative concepts. These corpus-derived patterns provide essential linguistic evidence for enhancing lexical precision in vocabulary instruction, though further empirical study is required to evaluate their direct impact on learning outcomes.</p> AMORN CHERNGROONGROJ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3287 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการกำกับตนเองที่มีต่อพฤติกรรมสุขภาพของ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2360 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลยะลา จำนวน 60 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการคัดเลือกตามเกณฑ์และใช้การจับคู่ (Matched-pairs) จำนวน 20 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 10 คน และกลุ่มควบคุม 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการกำกับตนเอง โดยจัดกิจกรรมทั้งหมด 8 ครั้ง ภายในระยะเวลา 8 สัปดาห์ และแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (Cronbach’s alpha) = .947</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลอง ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) หลังการทดลอง ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p> </p> ปฐมพงศ์ แก้วมรกต, ประยุทธ ไทยธานี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2360 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์ของผู้บริหารในการเสริมสร้างพลังอำนาจการทำงานที่มีประสิทธิผลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2793 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการเสริมสร้างพลังอำนาจการทำงานที่มีประสิทธิผลของครู 2) เพื่อสร้างกลยุทธ์ของผู้บริหารในการเสริมสร้างพลังอำนาจการทำงานที่มีประสิทธิผลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 และ 3) เพื่อประเมินกลยุทธ์ของผู้บริหารในการเสริมสร้างพลังอำนาจการทำงานที่มีประสิทธิผลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง คือ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำนวน 335 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคาม กำหนดกลยุทธ์จากการสนทนากลุ่มโดยใช้รูปแบบของ SWOT Matrix และประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของกลยุทธ์จากผู้ทรงคุณวุฒิ</p> <p> ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1) สภาพการเสริมสร้างพลังอำนาจครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก องค์ประกอบที่มีค่าต่ำสุด และมีความจำเป็นในการกำหนดกลยุทธ์มี 3 องค์ประกอบ คือ การสร้างแรงจูงใจ การสร้างภาวะผู้นำ และการสร้างทีมงาน 2) กลยุทธ์ของผู้บริหารในการเสริมสร้างพลังอำนาจการทำงานที่มีประสิทธิผลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก คือ กลยุทธ์การสร้างแรงจูงใจ กลยุทธ์การสร้างภาวะผู้นำ และกลยุทธ์การสร้างทีมงาน 3) ผลการประเมินกลยุทธ์ด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ปฏิบัติในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> อภินันท์ เจริญศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2793 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะทางสังคม และแรงสนับสนุนทางสังคม กับความแข็งแกร่งทางจิตใจของบุคลากรภาครัฐ สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2535 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับสมรรถนะทางสังคม แรงสนับสนุนทางสังคม และความแข็งแกร่งทางจิตใจของบุคลากรภาครัฐ สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) (2) เปรียบเทียบความแข็งแกร่งทางจิตใจ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะทางสังคมและแรงสนับสนุนทางสังคมกับความแข็งแกร่งทางจิตใจ กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรภาครัฐสังกัดกระทรวง พม. จำนวน 170 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบวัดสมรรถนะทางสังคม (ค่าความเชื่อมั่น α = .957) แบบวัดแรงสนับสนุนทางสังคม (α = .907) และแบบวัดความแข็งแกร่งทางจิตใจ (α = .974) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นบุคลากรวัยทำงานตอนต้นถึงกลาง มีสถานภาพโสด และจบการศึกษาระดับปริญญาตรี การเปรียบเทียบความแข็งแกร่งทางจิตใจจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ระดับการศึกษาและโรคประจำตัวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .05 ตามลำดับ โดยผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและไม่มีโรคประจำตัวมีความแข็งแกร่งทางจิตใจสูงกว่า ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ พบว่า สมรรถนะทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับความแข็งแกร่งทางจิตใจ (r = .803, p &lt; .01) และแรงสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับความแข็งแกร่งทางจิตใจ (r = .408, p &lt; .01) สะท้อนให้เห็นว่าสมรรถนะทางสังคมและแรงสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมความแข็งแกร่งทางจิตใจของบุคลากรภาครัฐในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์</p> รัศมิมัต สิริลาภพูนผล, ภูริเดช พาหุยุทธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2535 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนคุณภาพด้วยนวัตกรรม 5C ITEM SMART SCHOOL : กรณีศึกษาโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2857 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการดำเนินงานและแนวทางขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนคุณภาพตามนโยบาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 2) พัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ 3) ถอดบทเรียนรูปแบบนวัตกรรม "5C ITEM SMART SCHOOL" ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 กลุ่มเป้าหมายคือโรงเรียนคุณภาพจำนวน 6 โรงเรียน ครอบคลุม 6 อำเภอ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบติดตามประเมินผลโครงการ แบบประเมิน School Grading และการสนทนากลุ่ม </p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) การขับเคลื่อนโครงการบรรลุผลสำเร็จตามตัวชี้วัดทุกกิจกรรม (ร้อยละ 100) โดยผลการประเมินคุณภาพโรงเรียน 5 ด้าน (School Grading) ในภาพรวมอยู่ในระดับ “ดีมาก” (เฉลี่ยร้อยละ 96.65) โรงเรียนที่มีคะแนนสูงสุดคือโรงเรียนอนุบาลรัฐราษฎร์รังสรรค์ (ร้อยละ 98) 2) ด้านบุคลากร ผู้บริหารและครูได้รับการพัฒนาทักษะดิจิทัลผ่านหลักสูตร Google AI Essentials และได้รับเกียรติบัตรครบ 100% สามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ 3) นวัตกรรม 5C ITEM SMART SCHOOL ซึ่งประกอบด้วย Curriculum, Classroom, Community, Coach, Child บูรณาการร่วมกับ Innovation, Technology, Empowerment, Management เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพสถานศึกษา ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา (O-NET, NT, RT) สูงขึ้น โดยเฉพาะวิชาภาษาไทย และสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระดับอำเภอได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ปฐมเกียรติ ไชยคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2857 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของกิจกรรมกลุ่มที่มีต่อจิตสาธารณะของผู้นำนักศึกษา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2328 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาจิตสาธารณะของผู้นำนักศึกษา 2) เปรียบเทียบจิตสาธารณะ ของกลุ่มทดลอง ระยะก่อนและหลังการทดลอง และ 3) เปรียบเทียบจิตสาธารณะระยะหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบวิจัยกึ่งทดลอง ประชากร คือ ผู้นำนักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่สังกัดองค์การนักศึกษาภาคปกติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 360 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบยกกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยแบ่งกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมกลุ่ม โดยจัดกิจกรรมทั้งหมด 12 ครั้ง และแบบสอบถามจิตสาธารณะ มีค่าความเที่ยงตรงอยู่ระหว่าง .20 ถึง .76 และค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .947 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลองนักศึกษากลุ่มทดลองมีคะแนนจิตสาธารณะสูงกว่า ก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) หลังการทดลองนักศึกษากลุ่มทดลองมีคะแนนจิตสาธารณะสูงกว่านักศึกษากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> สมชาย นวนกลาง, สุภาวดี วิสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2328 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์รายงานผลการประเมินตนเอง (SAR) ปีการศึกษา 2567 เพื่อยกระดับคุณภาพสถานศึกษาอย่างยั่งยืนในสังกัด สพป. นครราชสีมา เขต 5 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3024 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์ผลการประเมินตนเอง (SAR) ปีการศึกษา 2567 ของสถานศึกษาจำนวน 209 แห่ง ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยมุ่งวิเคราะห์คุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา ด้านปฐมวัยและขั้นพื้นฐาน ใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) และการวิเคราะห์เชิงปริมาณและเชิงเนื้อหา (Mixed Analysis) ผลการวิจัยพบว่า สถานศึกษาส่วนใหญ่มีคุณภาพในระดับดีเลิศถึงยอดเยี่ยม โดยมีคุณภาพระดับดีเลิศขึ้นไปในด้านปฐมวัย ร้อยละ 97.10 และด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร้อยละ 98.56 จุดเด่นสำคัญของสถานศึกษาคือ การขับเคลื่อนคุณภาพผ่านกลไก 6 กระบวนการพัฒนาและนิเทศ และรูปแบบการบริหารจัดการ SUPER 5Q ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 นอกจากนี้ ยังพบจุดเด่นในการมีหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น และการบริหารจัดการชั้นเรียนเชิงบวก ในขณะที่จุดที่ควรพัฒนาได้แก่ ด้านคุณภาพผู้เรียน โดยเฉพาะพัฒนาการด้านสติปัญญาในระดับปฐมวัย (ร้อยละ 68.20) และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน/ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในระดับขั้นพื้นฐาน (ร้อยละ 30.77 และ 29.91 ตามลำดับ) ข้อค้นพบนี้เน้นย้ำถึงบทบาทของระบบการติดตามคุณภาพแบบเป็นวงจร และความจำเป็นในการเร่งรัดพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงและการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้</p> <p><strong> </strong></p> <p> </p> <p><strong> </strong></p> ปฐมเกียรติ ไชยคำ, นุชรินทร์ ชาพันดุง, ปราโมทย์ แสนกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3024 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการฝึกอบรมที่มีต่อการสื่อสารระหว่างบุคคลของพนักงาน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2350 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการสื่อสารระหว่างบุคคลของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง และเปรียบเทียบการสื่อสารระหว่างบุคคลหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม<strong> <br /></strong>เป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างการวิจัย ได้แก่ พนักงานโรงงานแห่งหนึ่ง ในอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา มีอายุระหว่าง 22-60 ปี ที่ทำงานในปีพุทธศักราช 2568 จำนวน 20 คน โดยได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 10 คน จากฝ่ายผลิตทีม A และกลุ่มควบคุม 10 คน จากฝ่ายซัพพอร์ต เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการฝึกอบรมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น จำนวน 4 ครั้ง และแบบประเมินการสื่อสารระหว่างบุคคลซึ่งสร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดของ DeVito (2003) ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ การเปิดเผยตนเอง <br />การเข้าใจความคิดและความรู้สึกของผู้อื่นรับรู้ การสนับสนุนเกื้อกูลต่อคู่สนทนา การติดต่อสื่อสารในทางบวก และความเสมอภาคในการสื่อสาร โดยแบบประเมินมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .92 การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยการทดสอบก่อนและหลังการฝึกอบรม (Pre-test และ Post-test) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ t-test <br />แบบ Dependent sample และ Independent sample ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการฝึกอบรม กลุ่มทดลองมีคะแนนการสื่อสารระหว่างบุคคลสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) หลังการฝึกอบรม กลุ่มทดลองมีคะแนนการสื่อสารระหว่างบุคคลสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ณัฐพันธุ์ อุดมสิทธิพัฒนา, ประยุทธ ไทยธานี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2350 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของกิจกรรมส่งเสริมแรงจูงใจภายในที่มีต่อความมุ่งมั่นในการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2643 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความมุ่งมั่นในการเรียนเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ สะท้อนผ่านการมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ และความพยายาม สามารถส่งเสริมได้โดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย กระตุ้นการคิด และสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้เกิดอิสระในการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจภายในที่ส่งผลต่อความมุ่งมั่นในการนำไปสู่ความสำเร็จของนักเรียน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมส่งเสริมแรงจูงใจภายในที่มีต่อความมุ่งมั่นในการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จำนวน 2 ห้อง กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) กลุ่มทดลอง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 จำนวน ทั้งสิ้น 25 คน และกลุ่มควบคุม คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยกิจกรรมส่งเสริมแรงจูงใจ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมรวมทั้งหมด 12 ครั้ง และแบบสอบถามความมุ่งมั่นในการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบที (t-test)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองมีความมุ่งมั่นในการเรียนสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองมีความมุ่งมั่นในการเรียนสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ประสบสุข จุลนาค, ประยุทธ ไทยธานี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2643 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 การถามปากคำเด็กในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยการประยุกต์หลักจิตวิทยาในกระบวนการยุติธรรม https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3523 <p>การถามปากคำเด็กในคดีอาญาเป็นกระบวนการที่มีความละเอียดอ่อนและต้องการการปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเด็กมีลักษณะทางพัฒนาการ จิตใจ และสังคมที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบัญญัติของกฎหมายและหลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้อง นำเสนอเทคนิคและแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักวิชาการและมาตรฐานสากล และเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการถามปากคำเด็กในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทย การวิเคราะห์ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ พร้อมกับคำพิพากษาศาลฎีกา พบว่า การพัฒนากรอบกฎหมายที่ปกป้องสิทธิเด็กอย่างต่อเนื่อง โดยมีขอบเขตการใช้บังคับที่แตกต่างกันตามประเภทความผิด หลักจิตวิทยาพัฒนาการ โดยเฉพาะรูปแบบความผูกพันที่มั่นคงและการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เป็นรากฐานสำคัญในการเข้าใจและปฏิบัติต่อเด็กอย่างเหมาะสม เทคนิคการปฏิบัติที่ดีประกอบด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การใช้เทคนิคการสื่อสารเชิงบวก การจัดการพฤติกรรมท้าทายตามระดับความรุนแรง และการสนับสนุนทางจิตสังคมอย่างครอบคลุม การประยุกต์ใช้หลักจิตวิทยาในกระบวนการถามปากคำต้องเริ่มจากการแนะนำตัว การผ่อนคลาย การเปิดเผยวัตถุประสงค์ และการเตรียมความพร้อมของเด็ก สำหรับแนวทางการพัฒนาระบบต้องเป็นการพัฒนาแบบองค์รวม ครอบคลุมการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านจิตวิทยาพัฒนาการและเทคนิคการสัมภาษณ์ การสร้างระบบสนับสนุนแบบสหวิชาชีพ การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม การเสริมสร้างทักษะชีวิตเด็ก การปรับปรุงกรอบกฎหมาย และการสร้างระบบติดตามประเมินผล การบูรณาการความรู้ทางกฎหมายและจิตวิทยาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างระบบยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อเด็ก การปฏิบัติตามมาตรา 133 ทวิ อย่างเคร่งครัดไม่เพียงปกป้องสิทธิของเด็ก แต่ยังสร้างความยุติธรรมและความเชื่อถือได้ของกระบวนการยุติธรรม</p> ธานี จงยัง, ไกรศักดิ์ รักพินิจ, โสฬส ประสิทธิ์นอก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3523 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อการลดปัญหาการหย่าร้าง เพศสภาพกับพฤติกรรม: การวิเคราะห์บทบาท สังคมวัฒนธรรมและผลกระทบเชิงพฤติกรรมในมิติความเท่าเทียมทางเพศ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2537 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเพศสภาพและพฤติกรรม โดยพิจารณามิติของบทบาททางเพศ การแสดงออกทางเพศสภาพ และอิทธิพลของสังคมและวัฒนธรรมที่มีต่อการสร้างพฤติกรรมของบุคคล ใช้วิธีการทบทวนแนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในเชิงทฤษฎีด้านจิตวิทยาและสังคมวัฒนธรรม เพื่ออธิบายที่มาของความแตกต่างทางเพศทั้งจากปัจจัยทางชีววิทยาและสิ่งแวดล้อม ผลการวิเคราะห์พบว่า เพศสภาพส่งอิทธิพลต่อการรับรู้ตนเอง การเลือกบทบาททางสังคม และพฤติกรรมการปรับตัวในชีวิตประจำวัน โดยมีการเชื่อมโยงกับแบบแผนทางเพศและความคาดหวังของสังคม องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการเข้าใจเพศสภาพในฐานะ “มิติทางสังคมที่ยืดหยุ่นได้” ช่วยเสริมสร้างแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ การพัฒนาเชิงพฤติกรรม และการออกแบบนโยบายด้านทรัพยากรมนุษย์และการศึกษาอย่างเท่าเทียม ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม</p> อารยา ปิยะกุล, รังสรรค์ โฉมยา, ภมรพรรณ์ ยุระยาตร์, ลักขณา สริวัฒน์, กรรณิกา พันธ์ศรี, ดุษฎี เล็บขาว, บวรพจน์ ชมภูนุช, วิภาณี สุขเอิบ, วิลาสินี ฝนดี, ศุภชัย ตู้กลาง, พศิน ศิลป์ชัยสุขสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2537 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700