https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/issue/feed วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ 2026-08-18T15:16:19+07:00 รศ.ดร.เศรษฐวัฒน์ โชควรกุล dr.settawat2019@gmail.com Open Journal Systems <p><strong> </strong><strong>วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์</strong><strong> Jayaphruekpirom </strong><strong>ISSN 2985-217X (Online) </strong>ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งมีขอบเขตสาขาวิชาทางด้านสังคมศาสตร์ทั่วไป (General Social Sciences) ศิลปะทั่วไปและมนุษยศาสตร์ (General Arts and Humanities) รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ (Political Science and Public Administration) ภาษาและวรรณกรรม (Language and Literature) และการศึกษา (Education) และหรือที่เกี่ยวข้องกับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์นี้ เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สำหรับคณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และนักวิชาการ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย พัฒนาและส่งเสริมให้เกิดผลงานทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้จริงอันก่อเกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวม</p> <p> </p> <p> <strong>วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ รับพิจารณาตีพิมพ์บทความภาษาไทย และบทความภาษาอังกฤษ </strong>(สำหรับต้นฉบับบทความที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบการพิมพ์เบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ตั้งแต่วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๘ เป็นต้นไป)</p> <p> </p> <p><strong> วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ มีคุณสมบัติตรงตาม ประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ.๒๕๖๔ และประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๖๘ ที่สามารถใช้เป็นวารสารในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ </strong>(สำหรับต้นฉบับบทความที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบการพิมพ์เบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เป็นต้นไป)</p> <p> </p> <p><strong> วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่สามารถใช้เป็นวารสารในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ซึ่งตรงตามหมวด ๔ หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู เลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญและวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ </strong>(หนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ.๐๒๐๖.๓/ว ๙ ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๔)</p> <p> </p> <p><strong> วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการหรือพนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๖๘ ที่สามารถใช้เป็นวารสารในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ตามข้อที่ ๗. ด้านที่ ๓ ด้านผลงานทางวิชาการ สำหรับการขอเลื่อนวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญและวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ</strong></p> <p> </p> <p><strong> การพิจารณาบทความ<br /></strong></p> <p> ๑. บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ต้องเป็นบทความใหม่ที่อยู่ในขอบเขตสาขาวิชาทางด้านสังคมศาสตร์ทั่วไป (General Social Sciences) ศิลปะทั่วไปและมนุษยศาสตร์ (General Arts and Humanities) รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ (Political Science and Public Administration) ภาษาและวรรณกรรม (Language and Literature) และการศึกษา (Education) และหรือที่เกี่ยวข้องกับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์นี้ </p> <p> ๒. บทความต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น ๆ</p> <p> ๓. บทความต้องผ่านการพิจารณาและประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) ที่มีความเชื่ยวชาญทางด้านสาขานั้นหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง จากทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จำนวนอย่างน้อย ๒ คนขึ้นไป ซึ่งผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (Double-blind peer review) (สำหรับต้นฉบับบทความที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบการพิมพ์เบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ตั้งแต่วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เป็นต้นไป)</p> <p> ๔. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นข้อคิดของผู้เขียนเท่านั้น และผู้เขียนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใด ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากบทความนั้น</p> <p> ๕. บทความที่ตีพิมพ์ มี ๓ ประเภท ดังนี้</p> <p> ๕.๑ บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่มีการนำเสนอผลการศึกษา หรือการค้นคว้าอย่างมีระบบ ประกอบด้วยวัตถุประสงค์ของการวิจัย กรอบแนวคิดในการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ</p> <p> ๕.๒ บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความที่มีการนำเสนอความรู้ทั่วไปที่เขียนขึ้นจากการสังเคราะห์ พร้อมทั้งเสนอความคิดเห็นของผู้เขียนที่มีประโยชน์แก่ผู้อ่าน ประกอบด้วยบทนำ เนื้อหา และสรุป</p> <p> ๕.๓ บทความวิจารณ์ (Review Article) เป็นบทความที่วิจารณ์หนังสือและการนำเสนอความคิดเห็นของผู้เขียนที่มีประโยชน์แก่ผู้อ่าน ประกอบด้วยภาพปกหนังสือ ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหนังสือ เนื้อหา และข้อเสนอแนะแนวทางการเลือกหนังสือ</p> <p> </p> <p> <strong>วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ ได้กำหนดความซ้ำซ้อนของบทความ ด้วยโปรแกรม CopyCatch จากเว็บไซด์ Thaijo ดังนี้</strong></p> <div class="description"> <p> - สำหรับบทความวิจัย กำหนดความซ้ำซ้อนต้องไม่เกิน ๒๐%</p> <p> - สำหรับบทความวิชาการ กำหนดความซ้ำซ้อนต้องไม่เกิน ๒๐%</p> <p> - สำหรับบทความวิจารณ์ กำหนดความซ้ำซ้อนต้องไม่เกิน ๒๐%</p> <p> <strong>โดยมีผลสำหรับต้นฉบับบทความที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบการพิมพ์เบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๘ เป็นต้นไป)<em> </em></strong></p> <p><strong><em> </em>ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นมาตรฐาน กองบรรณาธิการวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์จะดำเนินการแจ้งผลความซ้ำซ้อนของบทความให้ผู้เขียนรับทราบ ภายหลังขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบการพิมพ์เบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ</strong></p> <p> </p> </div> <p> <strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เผยแพร่บทความในวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์</strong></p> <p> วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ มีค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความเฉพาะแบบปกติ ไม่มีค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความแบบเร่งด่วน (Fast Track) <strong>โดยวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ หลังจาก accepted บทความ </strong>(บทความผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิประจำวารสารฯ จำนวนอย่างน้อย ๒ คนขึ้นไป และกองบรรณาธิการฯ ยอมรับการเผยแพร่บทความแล้วเท่านั้น) <strong>ซึ่งผู้เขียนบทความกรุณาชำระค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ หลังจากได้รับการแจ้งการชำระเงินจากกองบรรณาธิการวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ แล้วเท่านั้น ทั้งนี้กองบรรณาธิการชัยพฤกษ์ภิรมย์ จะดำเนินการออกหนังสือตอบรับการเผยแพร่บทความและดำเนินการออกใบเสร็จรับเงินให้กับผู้เขียนบทความต่อไป</strong></p> <p> </p> <p><strong> กรณีบทความไม่ผ่านการพิจารณาเนื่องจากผู้ทรงคุณวุฒิประจำวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ จำนวนอย่างน้อย ๒ คนขึ้นไป มีความเห็นว่าบทความไม่สมควรได้รับการเผยแพร่ในวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ ทางกองบรรณาธิการวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์จะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ จากผู้เขียน<br /></strong></p> <p> </p> <p> วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ จะเริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ <strong>ตาม<span class="x193iq5w xeuugli x13faqbe x1vvkbs x1xmvt09 x1lliihq x1s928wv xhkezso x1gmr53x x1cpjm7i x1fgarty x1943h6x xudqn12 x3x7a5m x6prxxf xvq8zen xo1l8bm xzsf02u x1yc453h" dir="auto">ประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ที่ ๒๑๒๔/๒๕๖๙ เรื่อง อัตราค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์และค่าใช้จ่ายในการจัดทำวารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ลงวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๙ </span></strong> <strong>(สำหรับต้นฉบับบทความที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบการพิมพ์เบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ตั้งแต่วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เป็นต้นไป) </strong>โดยมีรายละเอียดค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ดังนี้</p> <p> <strong>- บทความของนักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ ที่กำลังศึกษา/ปฏิบัติงาน ในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา บทความละ ๓,๐๐๐ บาท (สามพันบาทถ้วน)</strong></p> <p> <strong>- บทความของนักศึกษา อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้กำลังศึกษา/ปฏิบัติงาน ในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา บทความละ ๔,๐๐๐ บาท (สี่พันบาทถ้วน)</strong></p> <p> </p> <p> กรณีบทความที่ได้รับการ accepted บทความแล้ว (บทความผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิประจำวารสารฯ จำนวนอย่างน้อย ๒ คนขึ้นไป, ผู้เขียนได้โอนเงินชำระค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เผยแพร่บทความ, และกองบรรณาธิการฯ ยอมรับการเผยแพร่บทความแล้วนั้น) กองบรรณาธิการจะดำเนินการจัดส่งหนังสือตอบรับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความรูปแบบออนไลน์ให้กับผู้เขียน<strong> แต่หากผู้เขียนมีความประสงค์ขอรับหนังสือตอบรับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความฉบับจริงโดยขอให้กองบรรณาธิการดำเนินการจัดส่งให้ตามที่อยู่ของผู้เขียน ทางกองบรรณาธิการจะมีการเรียกเก็บค่าบริการในการจัดส่งหนังสือตอบรับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความฉบับจริง โดยคิดค่าบริการบทความละ ๑๐๐ บาท (หนึ่งร้อยบาทถ้วน) (กรณีผู้เขียนมีที่อยู่ในประเทศไทย)</strong></p> <p> </p> <p> <strong> กำหนดการเผยแพร่วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์</strong></p> <p> ตั้งแต่ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๙ เป็นต้นไป วารสารมีกำหนดตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ ๓ ฉบับ ๆ ละ ๑๐-๒๕ บทความ ได้แก่ </p> <p> <strong>ฉบับที่ ๑ ประจำเดือน มกราคม–เมษายน</strong></p> <p> <strong>ฉบับที่ ๒ ประจำเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม</strong></p> <p> <strong>ฉบับที่ ๓ ประจำเดือน กันยายน-ธันวาคม</strong></p> <p> </p> https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3357 มาตรการควบคุมการออกใบอนุญาตการจัดตั้งสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง 2026-02-26T21:28:57+07:00 บัญชา วิทยอนันต์ NMC.DR.BC@GMAIL.COM สุนันทา ตอบไธสง sunanta.toy25@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการควบคุมการออกใบอนุญาตในการจัดตั้งสถานประกอบกิจการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง รวมทั้งศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และแนวทางการแก้ไขปัญหา เกี่ยวกับการจัดตั้งสถานประกอบกิจการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงของประเทศไทย เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการกำหนดมาตรการเพิ่มเติมที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการศึกษาวิจัยพบว่า ในการออกใบอนุญาตจัดตั้งกิจการสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงโดยกระทรวงสาธารณสุขนั้น ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข การออกใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว ในเบื้องต้น แต่เพื่อให้ความคุ้มครองที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการและเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นใจในมาตรฐานให้ดียิ่งขึ้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายบางประการ ดังนี้ ประเด็นที่ 1 การกำหนดให้สถานประกอบกิจการต้องวางวงเงินประกันสำหรับค่าใช้จ่ายในการรับผิดทางแพ่งโดยไม่จำกัดความรับผิด ประเด็นที่ 2 การกำหนดให้มีแผนการดูแลรายบุคคลและแบบองค์รวมประกอบคำขอใบอนุญาตเปิดสถานประกอบกิจการเพื่อใช้สำหรับติดตามและประเมินผลการดำเนินกิจการของสถานประกอบกิจการและต่อใบอนุญาต และประเด็นที่ 3 การกำหนดขนาดพื้นที่ของสถานที่ซึ่งเปิดให้บริการให้มีความเหมาะสมกับจำนวนผู้มารับบริการ และมีสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการดำรงชีวิตในสถานประกอบการ ดังนั้น &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญเรื่องขนาดของสถานที่ในการเปิดให้บริการด้วย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มบทบัญญัติที่เกี่ยวกับขั้นตอนมาตรการควบคุมในการออกใบอนุญาตจัดตั้งเป็นสถานประกอบกิจการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง ให้มีความชัดเจนมีมาตรฐานทางกฎหมายแพ่ง เพื่อให้การอนุญาตจัดตั้งเป็นสถานประกอบกิจการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงมีมาตรฐานที่สูงขึ้น เกิดประโยชน์สูงสุดด้านการให้ความคุ้มครองผู้ที่เข้ามาใช้บริการในสถานประกอบกิจการ และเพื่อยกระดับให้สถานประกอบกิจการมีมาตรฐานตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต่อไป&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: &nbsp;</strong>ใบอนุญาต , สถานประกอบกิจการ , ผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2661 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถแห่งตนที่มีต่อการปรับตัวทางสังคม ของผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้สูงอายุ 2025-11-11T14:57:58+07:00 ภาณุพงศ์ แสนดี panupong0981545763@gmail.com ประยุทธ ไทยธานี p_thaithani@hotmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการทดลองเชิงเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้ความ สามารถแห่งตนที่มีต่อการปรับตัวทางสังคมของผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้สูงอายุ ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบุรีรัมย์ และมีผลการประเมินกิจวัตรประจำวัน (ADL) ที่จัดอยู่ในกลุ่ม A จำนวน 20 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 10 คน โดยวิธีจับคู่ (Match - paired) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้ความสามารถแห่งตน โดยจัดกิจกรรมทั้งหมด 10 ครั้ง และแบบสอบถามการปรับตัวทางสังคม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าที มีค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับ = .946</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลอง ผู้สูงอายุกลุ่มทดลองมีการปรับตัวทางสังคมสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2)หลังการทดลอง ผู้สูงอายุกลุ่มทดลองมีการปรับตัวทางสังคมสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญที่สถิติระดับ .01</p> <p> </p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3644 การพัฒนานวัตกรรมสื่อนิทานและสื่อมัลติมีเดียที่ใช้แนวคิดสนามเชิงบวก ในการปรับพฤติกรรมนักเรียนระดับประถมศึกษา 2026-03-14T14:53:01+07:00 ประภัสสร ชโลธร prapatsorn.c@nrru.ac.th กนกกร เมตตาจิต kanokkorn.m@nrru.ac.th จิรศักดิ์ วิพัฒน์โสภากร jirasak.w@nrru.ac.th กิติกร ทิพนัด kitigorn.t@nrru.ac.th สิรินาถ จงกลกลาง sirinat.j@nrru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการปรับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาในโรงเรียนเครือข่าย TSQM–NRRU Network ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา และ 2) พัฒนานวัตกรรมสื่อนิทานและสื่อมัลติมีเดียที่ใช้แนวคิดสนามเชิงบวกในการปรับพฤติกรรมนักเรียนระดับประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับประถมศึกษาในโรงเรียนเครือข่าย TSQM–NRRU Network เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสำรวจสภาพปัญหาและความต้องการในการปรับพฤติกรรม สื่อนิทานและสื่อมัลติมีเดียที่พัฒนาขึ้น และแบบประเมินพฤติกรรมของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการปรับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาในโรงเรียนเครือข่าย TSQM–NRRU Network ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา พบว่า โรงเรียนมีความต้องการในการปรับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของนักเรียนใน 4 กลุ่มพฤติกรรมสำคัญ ได้แก่ พฤติกรรมก้าวร้าว/การกลั่นแกล้ง พฤติกรรมเสี่ยงด้านสิ่งเสพติด/การเลียนแบบเพื่อน พฤติกรรมขาดความรับผิดชอบ/การติดโซเชียล พฤติกรรมลักเล็กขโมยน้อย 2) ผลการพัฒนานวัตกรรมสื่อนิทานและสื่อมัลติมีเดียที่ใช้แนวคิดสนามเชิงบวกในการปรับพฤติกรรมนักเรียนระดับประถมศึกษา พบว่า นวัตกรรมสื่อที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการปรับพฤติกรรมของนักเรียนได้อย่างเหมาะสม และเมื่อทดลองใช้กับนักเรียนระดับประถมศึกษา พบว่า นักเรียนมีคะแนนการปรับพฤติกรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-08-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3426 การรับรู้ข่าวสารทางการเมืองที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว 2026-01-31T14:53:06+07:00 สุรศักดิ์ มั่นยืน munyuen.2532@gmail.com วันชัย สุขตาม wanchai2526@srru.ac.th ชัย สมรภูมิ chai.s@srru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มุ่งศึกษาการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ตลอดจนเป็นการเสนอแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เป็นการวิจัยแบบผสมผสานโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูล ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.874 กับประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 348 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน แบบเจาะจง ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท ผลการศึกษาพบว่า &nbsp;ประชาชนมีการรับรู้ข่าวสารทางการเมือง โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง มีส่วนร่วมทางการเมืองในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับการรับรู้ข่าวสารทางการเมือง พบว่า มีการส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอยู่ในระดับน้อย หรือร้อยละ 40.5 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ประกอบด้วย ด้านความถี่ในการรับรู้ข่าวสารทางการเมือง ด้านความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสาร และด้านความเข้าใจในเนื้อหาของข่าวสารทางการเมือง และแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมือง คือ หน่วยงานภาครัฐควรพัฒนารูปแบบการสื่อสารข่าวสารทางการเมืองให้มีความชัดเจน เข้าใจง่าย ใช้ภาษาที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน และเลือกใช้ช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายและเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง เพื่อเสริมสร้างการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองและส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลตาพระยาอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3567 การสังเคราะห์องค์ความรู้ด้านวาทวิทยาในประเทศไทย : ศึกษาจากงานวิจัย (พ.ศ.. 2561-2567) 2026-04-02T09:44:58+07:00 ธนัช ถิ่นวัฒนากูล thanat.thi@rru.ac.th สุขิฏฐา วิริยะไกรกุล sukittha.wir@rru.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้เป็นการสังเคราะห์องค์ความรู้ด้านวาทวิทยาในประเทศไทยจากงานวิจัยที่เผยแพร่อย่างเป็นทางการในช่วงปี พ.ศ. 2561 – 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานภาพ แนวคิด ทฤษฎี และวิธีการวิจัย รวมถึงการนำเสนอแนวทางในการพัฒนาองค์ความรู้ต่อไป</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีสังเคราะห์วรรณกรรม (Literature Synthesis) พบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจำนวน 13 เรื่อง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น <strong>3 มิติหลัก</strong> ได้แก่ วาทวิทยาในประวัติศาสตร์ ภาษา และวรรณกรรมไทย (5 เรื่อง) วาทวิทยาการเมือง (2 เรื่อง) และวาทวิทยาการสื่อสารมวลชน (6 เรื่อง) <strong>ข้อค้นพบหลัก</strong> ชี้ให้เห็นว่า การศึกษาด้านวาทวิทยาในบริบทไทยยังคงอยู่ภายใต้ <strong>อิทธิพลหลักจากทฤษฎีตะวันตก</strong> (เช่น Aristotelian Rhetoric, Critical Discourse Analysis) ในขณะเดียวกันก็มี <strong>ข้อวิจารณ์</strong> ว่า การเน้นทฤษฎีตะวันตกอาจทำให้ละเลย <strong>วาทวิทยาพื้นถิ่น</strong> เช่น วาทศิลป์ในพุทธศาสนา</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ</strong> พบความแตกต่างของระเบียบวิธีวิจัยและประเด็นที่ศึกษาในแต่ละมิติ โดยเฉพาะการศึกษา <strong>วาทวิทยาการเมือง</strong> ที่เน้นการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ &nbsp;เพื่อทำความเข้าใจความชอบธรรมและอุดมการณ์ส่วน <strong>วาทวิทยาการสื่อสารมวลชน</strong> มุ่งเน้นการวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาเพื่อการโน้มน้าวใจเชิงธุรกิจ</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แนวโน้มในอนาคต</strong> ชี้ไปที่ความจำเป็นในการรับมือกับความท้าทายจาก <strong>บริบทสื่อใหม่</strong> และปัญหา <strong>ข้อมูลบิดเบือน/การสื่อสารที่ไร้ความรับผิดชอบ</strong> ดังนั้น การบูรณาการข้ามศาสตร์และการพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์วาทวิทยาใหม่ๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การเรียนรู้วาทวิทยาและการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์จึงกลายเป็น <strong>ทักษะสำคัญของพลเมืองดิจิทัล</strong></p> 2026-08-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2710 ผลของโปรแกรมการเรียนรู้แบบนำตนเองที่มีต่อวุฒิภาวะทางอาชีพ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2025-11-22T15:18:15+07:00 ปภิณวิช พันทิวรากุล 67c0303107@nrru.ac.th ประยุทธ ไทยธานี p_thaithani@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบวุฒิภาวะทางอาชีพของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง&nbsp; 2) เพื่อเปรียบเทียบวุฒิภาวะทางอาชีพ หลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนน้ำสวยวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 2 ห้อง รวม 58 คน ชึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มและนักเรียนยินดีเข้าร่วมการวิจัย คือ ห้อง 6/1 จำนวน 27 คน ห้อง 6/2 จำนวน 31 คน จากนั้นจับฉลากได้ห้อง 6/1 เป็นกลุ่มกลุ่มทดลอง และห้อง 6/2 เป็นกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยจัดกิจกรรมทั้งหมด 10 ครั้ง และแบบสอบถามวุฒิภาวะทางอาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลโดย การทดสอบค่าที มีค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับ = .810</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลองนักศึกษากลุ่มทดลองมีคะแนนวุฒิภาวะทางอาชีพสูงกว่า ก่อนทดลอง &nbsp;อย่างมีนัยสำคัญสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) หลังการทดลองนักศึกษากลุ่มทดลองมีคะแนนวุฒิภาวะทางอาชีพสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>&nbsp;</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3667 แนวทางการพัฒนาระบบบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเทศบาลตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ 2026-03-15T20:09:58+07:00 ชฎาภรณ์ เหลือถนอม nokkaew2402@gmail.com ภูริส ภูมิประเทศ therit1982@gmail.com กิตติศักดิ์ ร่วมพัฒนา ruampattana@hotmail.com <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของเทศบาลตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ 2) เพื่อกระบวนการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเทศบาลตำบลหนองเต็งกับระดับความพึงพอใจและประสบการณ์ของผู้ใช้บริการของเทศบาลตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ 3) เพื่อศึกษาวิธีแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระบบงานและกระบวนการทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเทศบาลตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ 4) เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงและพัฒนาระบบบริการเทคโนโลยีสารสนเทศให้ทันสมัยและสอดคล้องกับกระบวนการทำงานของเทศบาลตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารเทศบาล นายกเทศมนตรี ผู้ปฏิบัติงานที่ใช้ระบบสารสนเทศ หัวหน้าส่วนงานราชการ ข้าราชการ ผู้นำชุมชน/ตัวแทนชุมชนที่ใช้บริการผ่านระบบสารสนเทศของเทศบาลเป็นประจำ ประชากรได้แก่ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหนองเต็ง ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป จำนวน 386 คน 18 หมู่บ้าน โดยใช้วิธีกลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการเทียบตารางสำเร็จรูปของทาโร่ ยามาเน่ และสุ่มกลุ่มตัวอย่างสัมภาษณ์ผู้บริหารและบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประกอบด้วยคุณลักษณะส่วนบุคคล การให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเทศบาลปัจจุบัน การให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเทศบาลปัจจุบัน ใช้จำนวนร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรสัน&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1. การให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเทศบาลตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ <br>มีค่าเฉลี่ย (<em>x</em><em>̅</em><em> = </em>4.53<em>, S.D. =</em> 0.57)&nbsp; 2. ความสัมพันธ์ด้านการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเทศบาลตำบลหนองเต็ง <br>อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ด้านการให้บริการ มีค่าเฉลี่ย (<em>x</em><em>̅</em> <em>= </em>4.50<em>, S.D. =</em> 0.57) ด้านการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ <br>(<em>x</em><em>̅</em> <em>= </em>4.56<em>, S.D. =</em> 0.56) 3. ความสัมพันธ์ระหว่างการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กับคุณภาพด้านการให้บริการของเทศบาลตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ มีค่าเฉลี่ย (<em>x</em><em>̅</em><em> = </em>0.003) และเมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า อยู่ในระดับน้อย</p> 2026-08-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3503 อิทธิพลของคอนเทนต์เนื้อหาที่ผู้บริโภคสร้างขึ้นเองต่อพฤติกรรมการรับชมและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานบนแอปพลิเคชัน Lemon8 2026-02-16T12:03:05+07:00 อภิชญา ทวิวัฒนกุล apichaya.thav@gmail.com ปฐมา สตะเวทิน patama.s@bu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประเภทของคอนเทนต์รูปแบบคอนเทนต์เนื้อหาที่ผู้บริโภคสร้างขึ้นเอง ที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม Lemon8 และ 2) เปรียบเทียบอิทธิพลของคอนเทนต์เนื้อหาที่ผู้บริโภคสร้างขึ้นเอง &nbsp;ในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีต่อการรับชมและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานบน Lemon8 โดยการศึกษาดังกล่าวนั้นเป็นการรวบรวมข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ผ่านเชิงทดลองเพื่อหาประสิทธิผล (Experimental-Based Research Method) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากคอนเทนต์รูปแบบที่เขียนโดยผู้บริโภค สำหรับลง Lemon 8 ในรูปแบบรูปภาพ กลุ่มเป้าหมาย คือ Gen Y และ Z เพศหญิง ที่มีอายุตั้งแต่ 18 – 40 ปี</p> <p>ผลการศึกษาวิจัยเปิดเผยว่า ประสิทธิผลของคอนเทนต์ใน 5 หมวดหมู่ แบ่งเป็นหมวดหมู่ละ 5 ชิ้นงาน รวมทั้งหมด 25 พบว่า เนื้อหาประเภทรีวิว โดยเฉพาะในหมวดร้านอาหารและท่องเที่ยว ให้ผลลัพธ์ด้านการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมสูงที่สุด รองลงมาคือหมวดสกินแคร์และบิวตี้ ส่วนหมวดพัฒนาตนเองมีประสิทธิผลต่ำที่สุด ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของคอนเทนต์เนื้อหาที่ผู้บริโภคสร้างขึ้นเอง ได้แก่ คอนเทนต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ความน่าเชื่อถือ เกิดจากประสบการณ์จริง การใช้ภาพถ่ายจริง และมีคำสำคัญที่ค้นหาได้ง่าย โดยผลการวิจัยนี้ได้สนับสนุนแนวคิดการรับรองทางสังคมและชี้ให้เห็นว่าแบรนด์ควรส่งเสริมและให้ความสำคัญกับคอนเทนต์เนื้อหาที่ผู้บริโภคสร้างขึ้นเอง และส่งเสริมให้ผู้บริโภคหันมาสร้างเนื้อหาเช่นนี้มากขึ้น ทั้งนี้อาจเพิ่มความน่าเชื่อถือและความภักดีต่อแบรนด์ได้</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3609 Enhancing Students’ Communication Skills through AI-Assisted Role-Play Using ChatGPT in an English for Hospitality Business Course: A Case Study 2026-03-10T19:46:32+07:00 ANAWIN KHLAKHEANG anawin.khl@dpu.ac.th <p>The integration of artificial intelligence (AI) in language education has created new opportunities for enhancing students’ communication skills through interactive learning environments. This study aimed to investigate the effectiveness of AI-assisted role-play using ChatGPT in enhancing students’ communication skills in an English for Hospitality Business course. The study also explored students’ perceptions toward the use of ChatGPT in role-play activities. A case study research design was employed in this study. The participants consisted of 56 undergraduate students enrolled in an English for Hospitality Business course at a university in Thailand. The research instruments included AI-assisted role-play activities, a communication skills assessment rubric, and a questionnaire measuring students’ perceptions toward the use of ChatGPT in learning activities. The data were analyzed using descriptive statistics, including mean and standard deviation, while qualitative responses were analyzed using content analysis. The results revealed that students demonstrated a high level of communication performance in AI-assisted role-play activities, particularly in interactional skills and appropriateness of language use. The findings also indicated that students had highly positive perceptions toward the use of ChatGPT as a learning tool. Many students reported that ChatGPT helped them practice English communication more effectively, increased their confidence in speaking English, and made learning activities more engaging. The findings suggest that AI-assisted role-play can serve as an effective instructional strategy for enhancing communication skills in English for Specific Purposes courses, particularly in hospitality-related contexts.</p> 2026-08-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3201 ประสิทธิผลของผู้มีอิทธิพลเสมือนจริง ต่อการตระหนักรู้ของผู้บริโภค กรณีศึกษาแบรนด์ขนมหวานคุณอ้อย 2025-12-24T21:23:14+07:00 ภัควรินทร์ นพสุทธิรัศมิ์ ge3ndlezz@gmail.com ปฐมา สตะเวทิน PATAMA.S@BU.AC.TH <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิผลของผู้มีอิทธิพลเสมือนจริงและโพสต์ที่ใช้รูปและวิดีโอธรรมดาบนแพลตฟอร์ม Instagram ต่อการสร้างการตระหนักรู้ของแบรนด์ขนมหวานคุณอ้อย วิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้คือกลุ่มคนวัย 25 - 35 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ที่มีความชื่นชอบขนมไทย และใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นประจำ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลใช้ Instagram Insights ในการตรวจสอบข้อมูลทางสถิติและการตอบรับจากผู้ติดตาม เพื่อนำมาวิเคราะห์ประสิทธิผลของคอนเทนต์ใน แต่ละแคมเปญ 1. การใช้ผู้มีอิทธิพลเสมือนจริงสามารถสร้างการตระหนักรู้ต่อแบรนด์ โดยเฉพาะในคอนเทนต์วิดีโอที่นำเสนอเรื่องราวผ่านบุคลิกของผู้มีอิทธิพลเสมือนจริง ซึ่งช่วยถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรม และภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้ผู้บริโภครับรู้และจดจำแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่คอนเทนต์ทั่วไป ทั้งวิดีโอและภาพนิ่ง แม้บางแคมเปญจะได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะเนื้อหาที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่ยังมีข้อจำกัดในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแบรนด์ในภาพรวม 2. เมื่อเปรียบเทียบทั้ง 12 แคมเปญ พบว่าเนื้อหาที่ใช้ ผู้มีอิทธิพลเสมือนจริงมีประสิทธิผลมากกว่าในการสื่อสารตัวตนของแบรนด์ และสร้างการรับรู้ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ในมุมมองของผู้บริโภคผลลัพธ์จากงานวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับแบรนด์ ที่ต้องการเริ่มต้นใช้ผู้มีอิทธิพลเสมือนจริงเป็นเครื่องมือในกลยุทธ์การตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร ขนมหวาน และไลฟ์สไตล์ ซึ่งเน้นการสื่อสาร ภาพลักษณ์ผ่านสื่อดิจิทัล เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในยุคปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3695 แนวทางการพัฒนาการบริหารงานพัสดุของโรงพยาบาลสุรินทร์ 2026-04-07T14:39:51+07:00 อริสรา เมฆเงิน jjjjack44@gmail.com กิตติศักดิ์ ร่วมพัฒนา ruamapattana@hotmail.com ภูริส ภูมิประเทศ sud_rit@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานพัสดุของโรงพยาบาลสุรินทร์ 2) เพื่อศึกษาวิธีการแก้ปัญหาการบริหารงานพัสดุของโรงพยาบาลสุรินทร์ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานพัสดุของโรงพยาบาลสุรินทร์ ซึ่งเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรที่เกี่ยวกับการบริหารงานพัสดุ ของโรงพยาบาลสุรินทร์ จำนวน 364 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุของโรงพยาบาลสุรินทร์ มีลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารงานพัสดุ สภาพการบริหารงานพัสดุ และแนวทางการพัฒนาการบริหารงานพัสดุของโรงพยาบาลสุรินทร์ ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (𝑥̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการวิจัยเอกสาร กลุ่มตัวอย่างโดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารและบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 10 คน หลังจากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งจากแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึกและการวิจัยเอกสารแล้ว ได้นำข้อมูลทุกด้านมาบูรณาการเป็น ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารงานพัสดุ ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารงานพัสดุในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 3.74 ,S.D. = 0.80) เมื่อพิจารณารายด้านเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านบุคลากร มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (&nbsp;= 3.77, S.D. = 0.74) รองลงมาคือ ด้านงบประมาณ (&nbsp;= 3.73, S.D. = 0.81) และด้านการวางแผน (&nbsp;= 3.71, S.D. = 0.85) ตามลำดับ</p> <p>สภาพการบริหารงานพัสดุของโรงพยาบาลสุรินทร์ ระดับความคิดเห็นต่อการบริหารงานพัสดุในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 3.72, S.D. = 0.85) &nbsp;เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการยืม มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (&nbsp;= 3.82, S.D. = 0.73) รองลงมาคือ ด้านการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ (&nbsp;= 3.81, S.D. = 0.85) ลำดับที่ 3 คือ ด้านการเก็บ/การบันทึกและการเบิกจ่ายพัสดุ (&nbsp;= 3.71, S.D. = 0.86) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการจำหน่ายพัสดุ (&nbsp;= 3.57, S.D. = 0.87) ตามลำดับ</p> <p>ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางพัฒนาการบริหารงานพัสดุของโรงพยาบาลสุรินทร์ ระดับความคิดเห็นต่อแนวทางพัฒนาการบริหารงานพัสดุในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 4.48, S.D. = 0.65) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า อยู่ในระดับ มากที่สุดเพียงด้านเดียว คือ ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (&nbsp;= 4.51, S.D. = 0.66) และรายด้านอื่นๆ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ด้านบุคลากรและการมีส่วนร่วมของหน่วยงาน ซึ่งเป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยรองลงมา &nbsp;(&nbsp;= 4.50, S.D. = 0.60) ด้านการบำรุงรักษา/การตรวจสอบ/การจำหน่าย มีค่าเฉลี่ยอยู่ลำดับที่ 3 (&nbsp;= 4.49, S.D. = 0.65) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การเก็บ การบันทึก และการเบิกจ่าย (&nbsp;= 4.40, S.D. = 0.70)</p> 2026-08-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3511 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานของสายสนับสนุนมหาวิทยาลัย สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมในจังหวัดสุรินทร์ 2026-02-16T20:57:11+07:00 ปณิชา สังข์น้อย panicha.sangnoi195@gmail.com อภิชาติ แสงอัมพร mmint-m@hotmail.com กิตติศักดิ์ ร่วมพัฒนา ruampattana@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน เปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน และเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานของสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยสังกัดกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมในจังหวัดสุรินทร์ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากบุคลากรสายสนับสนุนสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมในจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 260 คน และ สัมภาษณ์เชิงลึกจากรองอธิการบดีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล และหัวหน้างานบริหารงานบุคคล จำนวน 6 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน F-Test และการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านโอกาสในการเรียนรู้พัฒนาความสามารถและโอกาสในอาชีพ รองลงมา คือ ด้านลักษณะงาน ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านผลตอบแทนและสวัสดิการ และด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา ตามลำดับ โดยบุคลากรที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การปฏิบัติงานต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับแนวทางการพัฒนาความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน ควรดำเนินการในเชิงระบบ โดยบูรณาการการพัฒนาบุคลากรเข้ากับยุทธศาสตร์องค์กร พร้อมทั้งพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้มีความโปร่งใส และเป็นธรรม ซึ่งประโยชน์จากการศึกษาในครั้งนี้ สามารถประยุกต์ใช้เป็นกรอบแนวทางในการกำหนดนโยบายและออกแบบระบบบริหารทรัพยากรมนุษย์ในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของการพัฒนาบุคลากรและประสิทธิภาพขององค์กรในระยะยาว</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3614 ผลของกิจกรรมกลุ่มที่มีจิตบริการของพนักงานนวด 2026-03-10T20:40:48+07:00 ผ่องพรรณ อินต๊ะแก้ว 67d0303114@nrru.ac.th ประยุทธ ไทยธานี p_thaithani@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาจิตบริการของพนักงานนวด 2) เปรียบเทียบจิตบริการ ของกลุ่มทดลอง ระยะก่อนและหลังการทดลอง และ 3) เปรียบเทียบจิตบริการระยะหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบวิจัยกึ่งทดลอง ประชากร คือ พนักงานนวด ทำงานที่ร้านนวดไทยที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ในเชตตำบลท่าศาลาและตำบลศรีเกิด กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยแบ่งกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมกลุ่ม โดยจัดกิจกรรมทั้งหมด 7 ครั้ง และแบบสอบถามจิตบริการ มีค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .95 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลอง พนักงานนวดกลุ่มทดลองมีคะแนนจิตบริการสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) หลังการทดลอง พนักงานนวดกลุ่มทดลองมีคะแนนจิตบริการสูงกว่าพนักงานนวดกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p> </p> <p> </p> 2026-08-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3265 The Development of Learning Package on the tradition of Korat candle casting to promote tourism through multimedia and websites 2026-01-03T14:11:57+07:00 PATUMVADEE LUMLERT Patumvadeelumlert@gmail.com SUNSANEE MANEECHOT sunsanee.m@nrru.ac.th <p>This research, The Development of Learning Package on the tradition of Korat candle casting to promote tourism through multimedia and websites aims to 1) preserve the Buddhist Lent Candle Carving as a unique identity of Nakhon Ratchasima City; 2) study the cultural tourism management process and activities. 3) Develop media to learn Korat's candle culture through online and multimedia media to promote tourism. Using mixed research studies (Mixed Method) is a combination of survey research and interviews. in terms of quality and quantity and the observation of population participation in the Wat Nong Bua Rong community area.</p> <p>The results showed that 1) Conservation of Buddhist Lent Candle Carving required cultural tourism support from all parties in the community; 2) The tourism process of Wat Nong Bua Rong depended on the candle parade Various Buddhist tradition activities such as giving alms to monks, listening to sermons Whereas the Candle Procession Festival is most important to the cultural tourism of Nong Bua Rong Temple. The highest level of satisfaction with travel bloggers was 4.3, while the lowest level of satisfaction was 3.95. The highest level of satisfaction with travel bloggers was 4.3. The lowest satisfaction rating is 3.95.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The overall satisfaction with bloggers was 4.02 with a deviance of 0.77 and satisfaction with ebooks in the overall sector with an average of 4.32 with a deviance of 0.67. It shows that satisfaction with ebooks is greater than satisfaction with bloggers.</p> 2026-08-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3766 การบริหารหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง หม่อนไหมที่บ้านดอนขุนห้วย โดยใช้ชุมชนเป็นฐานของโรงเรียนบ้านดอนขุนห้วย จังหวัดเพชรบุรี 2026-04-01T11:46:48+07:00 นพรัตน์ พวงสังวาลย์ nopparat.pua@mail.pbru.ac.th เอื้อมพร โตภาณุรักษ์กุล Uamporn.Top@mail.pbru.ac.th นิภา เพชรสม Nipa.petsom@gmail.com <p>การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นจัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องที่สอดคล้องกับสภาพปัญหา และสนองความต้องการอนุรักษ์อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหม โรงเรียนบ้านดอนขุนห้วยจึงได้ดำเนิน<br />การบริหารหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง หม่อนไหมที่บ้านดอนขุนห้วย โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน มี 7 ขั้นตอน ที่เรียกว่า PEDISEI Model for Local Curriculum Administration ประกอบไปด้วย 1) การเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาและการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน 2) การจัดตั้งคณะทำงานและการวางแผนบริหารหลักสูตรท้องถิ่น 3) การจัดทำองค์ความรู้ท้องถิ่นและหลักสูตรท้องถิ่นตลอดทั้งตรวจพิจารณาคุณภาพหลักสูตรท้องถิ่น <br />4) การดำเนินการใช้หลักสูตรท้องถิ่นร่วมกับชุมชน 5) การนิเทศกำกับติดตามการใช้หลักสูตรท้องถิ่นร่วมกับชุมชน <br />6) การประเมินการใช้หลักสูตรท้องถิ่นร่วมกับชุมชน และ 7) การปรับปรุงและพัฒนากระบวนการบริหารหลักสูตรท้องถิ่นร่วมกับชุมชน ซึ่งได้มาจากการสังเคราะห์ขั้นตอนกระบวนการบริหารจากนักวิชาการหลายท่านและนำมาบูรณาการ พื้นที่เป้าหมายในการวิจัย คือ บ้านดอนขุนห้วย และโรงเรียนบ้านดอนขุนห้วย จังหวัดเพชรบุรี กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน หัวหน้าฝ่ายบริหารงานวิชาการ จำนวน 1 คน ครู จำนวน 2 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 28 คน รวมทั้งสิ้น 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยเครื่องมือทุกชนิดมีค่าความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. องค์ความรู้ท้องถิ่น เรื่อง หม่อนไหมที่บ้านดอนขุนห้วย จังหวัดเพชรบุรี ประกอบด้วย 1) ประวัติ<br />ความเป็นมาของหมู่บ้านดอนขุนห้วย 2) หม่อนไหมที่บ้านดอนขุนห้วย 3) ต้นหม่อนที่บ้านดอนขุนห้วย 4) หนอนไหมที่บ้านดอนขุนห้วย และ 5) ผลผลิตที่ได้จากหม่อนไหม 2. หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง หม่อนไหมที่บ้านดอนขุนห้วย ของโรงเรียนบ้านดอนขุนห้วย จังหวัดเพชรบุรี ประกอบด้วย 1) โครงสร้างของหลักสูตร 2) คำอธิบายรายวิชา <br />3) หน่วยการเรียนรู้ และ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ 3. ผลการทดลองใช้หลักสูตร พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทาง<br />การเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (M = 28.54, SD = 6.44) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 21.43, SD = 6.94) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(27) = 7.708, p &lt; .001) โดยมีค่าเฉลี่ยส่วนต่างเท่ากับ 7.37 และมีความก้าวหน้าคิดเป็นร้อยละ 17.77 ของคะแนนเต็ม</p> 2026-08-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3556 แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้นำที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัย สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในจังหวัดสุรินทร์ 2026-02-26T20:16:10+07:00 เกียรติศักดิ์ ยี่เข่ง kiattisak112536@gmail.com ภูริส ภูมิประเทศ therit1982@gmail.com ตรีชฎา สุขเกษม trichada05@gmail.com <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะของผู้นำที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัย สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในจังหวัดสุรินทร์ 2) เปรียบเทียบคุณลักษณะของผู้นำที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัย สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในจังหวัดสุรินทร์ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับประสิทธิภาพต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัย สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในจังหวัดสุรินทร์ 4) เสนอแนวทางในการพัฒนาคุณลักษณะของผู้นำที่มีประสิทธิภาพต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัย สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในจังหวัดสุรินทร์ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัยงบรายได้ ในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ จำนวน 291 คน โดยใช้วิธีกลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการเทียบตารางสำเร็จรูปของทาโร่ ยามาเน่ และสุ่มกลุ่มตัวอย่างสัมภาษณ์ผู้บริหารและบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประกอบด้วยคุณลักษณะส่วนบุคคล คุณลักษณะของผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับบุคลากร สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้จำนวนร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรสัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณลักษณะของผู้นำส่งผลต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัย สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในจังหวัดสุรินทร์ มีค่าเฉลี่ย (<em>x</em><em>̅</em> <em>= </em>4.31<em> , S.D. =</em> 0.73) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับประสิทธิภาพต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัย สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในจังหวัดสุรินทร์ มีค่าเฉลี่ย <br>(<em>x</em><em>̅</em> <em>= </em>4.20<em> , S.D. =</em> 0.71) 3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับประสิทธิภาพต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัย สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในจังหวัดสุรินทร์ มีค่าเฉลี่ย (<em>x</em><em>̅</em> <em>= </em>4.31) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ<br>เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า อยู่ในระดับสูง</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/2647 ผลของโปรแกรมการเรียนรู้จากการสังเกตที่มีต่อความมีน้ำใจนักกีฬา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2025-11-09T14:04:22+07:00 วัชรวุฒิ ม่วงกลาง games15904@hotmail.com ประยุทธ ไทยธานี p_thaithani@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความมีน้ำใจนักกีฬาเป็นคุณลักษณะที่ครอบคลุมการรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย การปฏิบัติตามกติกา การเคารพการตัดสิน และการให้เกียรติคู่แข่งขัน ซึ่งมีอิทธิผลต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข การพัฒนาในระดับประถมศึกษาสามารถทำได้ผ่านกิจกรรมกลุ่ม และการสังเกตแบบอย่างที่ดี เพื่อปลูกฝังให้ผู้เรียนเกิดค่านิยมที่ยั่งยืน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเรียนรู้จากการสังเกตที่มีต่อความมีน้ำใจนักกีฬาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 รวม 2 ห้องเรียน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) จากนั้นสุ่มเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการเรียนรู้จากการสังเกต โดยจัดกิจกรรมทั้งหมด 12 ครั้ง และ 2) แบบประเมินความมีน้ำใจนักกีฬา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบที (t-test)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองมีความมีน้ำใจนักกีฬาสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองมีความมีน้ำใจนักกีฬาสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3620 การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 2026-04-01T11:49:59+07:00 สุริยา น้อยสุวรรณ์ garfield.2946@gmail.com กาญจนา บุญส่ง kanchana_boon@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษาในยุคดิจิทัลและ 3) วิเคราะห์การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างคือ ครูผู้สอน จำนวน 274 คน ซึ่งได้มาจากวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามชนิด&nbsp; &nbsp;ประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.964 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารวิชาการของสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2&nbsp; โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.50 , S.D. = 0.368) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่ามีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา ด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ด้านการวางแผนงานด้านวิชาการ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้&nbsp; ด้านการวัดผลประเมินผลและดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา และด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 2) ระดับประสิทธิผลของสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2&nbsp; โดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.33 , S.D. = 0.400)&nbsp; เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านพลเมืองที่เข้มแข็ง ด้านผู้เรียนรู้ และด้านผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม&nbsp; 3) วิเคราะห์การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2&nbsp; คือด้านการวางแผนงานด้านวิชาการ (X<sub>7</sub>) ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา (X<sub>1</sub>) ด้านการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน (X<sub>4</sub>)และด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (X<sub>3</sub>) มีประสิทธิภาพในการทำนายร้อยละ 57.20 และสมการพยากรณ์ในรูปแบบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คะแนนดิบ คือ&nbsp; Y <sub>tot</sub> =&nbsp; &nbsp;1.826 + .550 X<sub>7</sub>&nbsp;+ .342 X<sub>1</sub>&nbsp;+ .238 X<sub>4</sub> + .100 X<sub>3</sub>&nbsp;</p> 2026-08-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3772 จิตวิทยาเชิงบวกกับการพัฒนากริท: กลยุทธ์และการออกแบบกิจกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้เรียน 2026-03-30T20:25:01+07:00 กนกกร เมตตาจิต kanokkorn.m@nrru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดและการประยุกต์ใช้จิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) ในบริบททางการศึกษา โดยเริ่มจากการเปรียบเทียบจิตวิทยาทั่วไปกับจิตวิทยาเชิงบวก เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากการมุ่งแก้ไขปัญหาพฤติกรรมไปสู่การส่งเสริมจุดแข็งและศักยภาพของมนุษย์อย่างเป็นระบบ บทความนำเสนอแนวทางการบูรณาการหลักการจิตวิทยาเชิงบวกสู่การจัดการเรียนการสอน ผ่านกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาจุดแข็งของผู้เรียน การออกแบบกิจกรรมที่มีความท้าทายเหมาะสม การส่งเสริมความสนใจ ความเชื่อมั่นในตนเอง การตระหนักในคุณค่า การสร้างสัมพันธภาพที่ดี การสร้างความรู้สึกปลอดภัย และการส่งเสริมความหวัง เพื่อพัฒนาสุขภาวะและประสิทธิภาพของผู้เรียน นอกจากนี้บทความยังนำเสนอแนวทางการออกแบบกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะกริท (Grit) สำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา อายุระหว่าง 18–30 ปี ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การสำรวจความสนใจ การตั้งเป้าหมาย การฝึกฝนอย่างมีแบบแผน และการพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโต ตามแนวคิดของ Angela Duckworth โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง มีสุขภาวะทางจิตที่ดี และบรรลุเป้าหมายระยะยาวได้อย่างยั่งยืน บทความนี้เน้นบทบาทสำคัญของผู้สอนในการอำนวยความสะดวกและสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนามนุษย์อย่างสมดุลทั้งด้านปัญญา อารมณ์ และสังคม เพื่อการดำเนินชีวิตและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต</p> 2026-08-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPPJ/article/view/3566 การจัดการความมั่นคงร่วมกันและธรรมาภิบาลในภูมิภาคอาเซียน: จากวิกฤตการณ์ชายแดนสู่การรับมือภัยคุกคามข้ามชาติ 2026-02-26T19:55:52+07:00 สุปรีชา หิรัญบูรณะ misterorb007@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>บทความวิชาการเรื่องนี้มุ่งนำเสนอแนวทางการจัดการความมั่นคงร่วมกันและธรรมาภิบาลในภูมิภาคอาเซียน เพื่อรับมือกับพลวัตของภัยคุกคามข้ามชาติอุบัติใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2568-2569 ซึ่งประกอบด้วยวิกฤตการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์จากขบวนการสแกมเมอร์ และภัยพิบัติรูปแบบใหม่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การศึกษาพบว่าการบริหารจัดการความมั่นคงในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยการยกระดับจากระบบราชการแบบดั้งเดิมสู่การจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่ยึดถือหลักธรรมาภิบาลและจริยธรรมทางการเมืองเป็นเข็มทิศสำคัญ โดยเฉพาะการใช้แนวคิดความมั่นคงเชิงความร่วมมือ (Cooperative Security) ที่เน้นความยินยอมพร้อมใจและการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการรักษาอธิปไตยและการคุ้มครองความมั่นคงของมนุษย์</p> <p>นอกจากนี้ การวิเคราะห์ผ่านทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) ยังชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จในการสร้างสันติภาพและความสามัคคีที่ยั่งยืนนั้น ขึ้นอยู่กับการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเชิงยุทธศาสตร์และการบูรณาการศักยภาพทางเทคโนโลยีและกำลังพลร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลให้อาเซียนก้าวสู่การเป็นชุมชนที่มีความยืดหยุ่นและมีเสถียรภาพถาวรในอนาคต</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p>&nbsp;</p> 2026-08-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยพฤกษ์ภิรมย์