Journal of Pitchaya Education and Research
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER
<div class="page-header"> <h1>เกี่ยวกับวารสาร</h1> </div> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (Aim and Scope)</strong><br /> Journal of Pitchaya Education and Research ISSN: 3088-2672 (online) จัดทำโดย สำนักวิจัยและพัฒนา วิทยาลัยพิชญบัณฑิต มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ สาขาศึกษาศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการจัดการ บริหารธุรกิจและรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ กำหนดการตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้เป็นรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) โดยเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong><br /> 1. บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับ สาขาศึกษาศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการจัดการ บริหารธุรกิจและรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2. บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong><br /> Journal of Pitchaya Education and Research มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน<br />- ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong><br /> ไม่มีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ เนื่องจากวารสารกำลังพัฒนาเพื่อขอรับการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการเข้าสู่ฐานข้อมูล TCI จึงยังไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ ในทุกกรณี<br /><strong>การพิจารณาบทความ</strong><br /> 1.บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br /> 2.บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ<br /> 3.เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิ<br /> 4.ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong><br /> 1.บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review)<br /> 2.เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br /> 3.ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br /> 4.เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong><br />ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: jperpcbu@gmail.com โทร. 081 -8730583 และ 098-1025930 (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จินตนา สุริยะศรี : บรรณาธิการ)</p>
สำนักวิจัยและพัฒนา วิทยาลัยพิชญบัณฑิต
th-TH
Journal of Pitchaya Education and Research
3088-2672
##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms##
-
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยแอพพลิเคชั่น Tiktok ที่มีผลต่อสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองกรดพิทยาคม
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/article/view/3817
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองกรดพิทยาคมและหลังใช้โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยแอพพลิเคชั่น Tiktok 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองกรดพิทยาคมที่มีต่อโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยแอพพลิเคชั่น Tiktok กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนหนองกรดพิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาจากสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยแอพพลิเคชั่น Tiktok ที่มีผลต่อสมรรถภาพทางกาย 2) แบบประเมินความพร้อม และปัจจัยเสี่ยงก่อนออกกำลังกาย (PAR-Q) 3) แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายสำหรับเด็กและเยาวชนอายุ 7 – 18 ปี 4) แบบบันทึกผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายสำหรับเด็กและเยาวชนอายุ 7 – 18 ปี 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที Paired sample t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า1) สมรรถภาพทางกายของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองกรดพิทยาคม ใช้โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยแอพพลิเคชัน Tiktok มีสมรรถภาพทางกายหลังใช้สูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .012) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองกรดพิทยาคม มีความพึงพอใจต่อโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยแอพพลิเคชัน Tiktok อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
พีรเดช ศรีวิราช
สถิรพร เชาวน์ชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-25
2026-03-25
2 1
1
11
-
พฤติกรรมและความพึงพอใจการใช้บริการห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ของนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตอุดรธานี
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/article/view/3950
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความพึงพอใจการใช้บริการห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ของนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ โดยเปิดตาราง Krejcie and Morgan จำนวน 138 คนโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า5ระดับ มีค่า IOC อยู่ระหว่าง0.80 - 1.00มีค่าความเชื่อมั่น0.90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br> ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษาใช้ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยพบว่าพฤติกรรมใช้ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์เพื่อประกอบการเรียนการสอนในชั่วโมงเรียน ด้านกายภาพขนาดของห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ มีความเหมาะสม มีการเข้าใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งในรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ด้านความน่าเชื่อถือของบริการ รองลงมา ด้านลักษณะทางกายภาพ และด้านสถานที่และสิ่งแวดล้อม ในด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ด้านการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศ ตามลำดับ</p>
จิราวรรณ พาชอบ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-24
2026-04-24
2 1
40
47
-
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ KWL Plus ร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H ต่อความสามารถการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/article/view/3992
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ KWL Plus ร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H ต่อความสามารถการอ่านจับใจความสำคัญ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหลังเขา จำนวนทั้งสิ้น 29 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H จำนวน 3 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบการอ่านจับใจความสำคัญ ชนิดอัตนัย จำนวน 3 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t-test Dependent) <br> ผลการวิจัยพบว่า 1)ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ KWL Plus ร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H ต่อความสามารถการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2)นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ KWL Plus ร่วมกับเทคนิค 5W1H อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.62 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.73</p>
พงศ์ภัค สืบบุญ
สถิรพร เชาวน์ชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
2 1
48
58
-
3D-KAM Model : การบูรณาการหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ประการในการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/article/view/3823
<p> บทความวิชาการเรื่อง “3D-KAM Model : การบูรณาการหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ประการในการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น” มีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์หลักกัลยาณมิตรธรรม 7 กับแนวคิดการบริหารสถานศึกษาในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อระบบการศึกษาโดยผู้เขียนมุ่งสร้างกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพบทความนี้อาศัยการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research)โดยศึกษาจากพระไตรปิฎกวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา กฎหมายการศึกษา งานวิจัย และบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการสังเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัย 10 เรื่องที่กล่าวถึงการประยุกต์ใช้หลักกัลยาณมิตรในการบริหารสถานศึกษา เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวทางเชิงระบบที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น</p> <p> จากการศึกษาพบว่าผู้นำสถานศึกษายุคใหม่ควรบูรณาการคุณธรรม ความเป็นผู้นำดิจิทัลและการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพผู้เขียนได้ค้นพบองค์ความรู้ใหม่คือ “3D-KAM Model”ซึ่งเป็นโมเดลการบริหารสถานศึกษาที่ประกอบด้วย 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1)Dharma เน้นคุณธรรม ความโปร่งใสความเป็นแบบอย่างของผู้นำ 2)Digital มุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและทักษะดิจิทัลเพื่อการบริหารและการเรียนรู้ และ 3)Dialogue การสื่อสารแบบเปิดใจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนโมเดลนี้สามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการวางแผนนโยบาย และการบริหารสถานศึกษาให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
ธิดาภรณ์ ศรีสุวรรณ
ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์
มุจลินทร์ ผลกล้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-21
2026-01-21
2 1
12
25
-
กลไกการจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะที่ยึด มนุษย์เป็นศูนย์กลาง
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/article/view/3822
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบาย กลไกการจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางภายใต้บริบทอุตสาหกรรม 4.0 และ 5.0แม้องค์กรอุตสาหกรรมจำนวนมากจะลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และความสามารถในการแข่งขัน แต่หลักฐานจากงานวิจัยสะท้อนว่าการมุ่งเน้นเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลางโดยละเลยมิติของทุนมนุษย์ก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ช่องว่างทักษะ แรงต้านการเปลี่ยนแปลงความผูกพันของบุคลากรที่ลดลงและข้อจำกัดด้านความยั่งยืนของผลการดำเนินงาน โดยเฉพาะในบริบทอุตสาหกรรมไทยที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านทักษะดิจิทัล วัฒนธรรมการเรียนรู้และระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่เน้นบทบาทเชิงปฏิบัติการมากกว่าบทบาทเชิงกลยุทธ์</p> <p>บทความนี้นำเสนอกรอบแนวคิดเชิงกลไกที่บูรณาการการจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ในฐานะกลไกต้นน้ำครอบคลุมการสรรหาและคัดเลือกการฝึกอบรมและพัฒนา การบริหารผลการปฏิบัติงานและระบบผลตอบแทนควบคู่กับการจัดการความรู้ซึ่งส่งผลต่อศักยภาพและความผูกพันของบุคลากรและนำไปสู่การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยีในลักษณะของการเสริมพลังมนุษย์มากกว่าการทดแทนแรงงาน ผลลัพธ์ปลายน้ำสะท้อนผ่านประสิทธิภาพการผลิตและความยั่งยืนขององค์กรโดยมีกลไกการเรียนรู้ขององค์กรและวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นระบบป้อนกลับเพื่อปรับปรุงการจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างสม่ำเสมอบทความนี้จึงมีคุณูปการทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติและสามารถใช้เป็นกรอบอ้างอิงสำหรับผู้บริหารและนักทรัพยากรมนุษย์ในการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะอย่างยั่งยืนในบริบทอุตสาหกรรมไทย</p>
เอกโรจ สุณาวงษ์
ธนพล ศรีสุขวัฒนชัย
อัจฉรา บุญคง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
2 1
26
39