https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/issue/feed
Journal of Pitchaya Education and Research
2026-08-31T08:54:42+07:00
ผศ.จินตนา สุริยะศรี
jperpcbu@gmail.com
Open Journal Systems
<div class="page-header"> <h1>เกี่ยวกับวารสาร</h1> </div> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (Aim and Scope)</strong><br /> Journal of Pitchaya Education and Research ISSN: 3088-2672 (online) จัดทำโดย สำนักวิจัยและพัฒนา วิทยาลัยพิชญบัณฑิต มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ สาขาศึกษาศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการจัดการ บริหารธุรกิจและรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ กำหนดการตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้เป็นรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) โดยเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong><br /> 1. บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับ สาขาศึกษาศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการจัดการ บริหารธุรกิจและรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2. บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong><br /> Journal of Pitchaya Education and Research มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน<br />- ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong><br /> ไม่มีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ เนื่องจากวารสารกำลังพัฒนาเพื่อขอรับการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการเข้าสู่ฐานข้อมูล TCI จึงยังไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ ในทุกกรณี<br /><strong>การพิจารณาบทความ</strong><br /> 1.บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br /> 2.บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ<br /> 3.เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิ<br /> 4.ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong><br /> 1.บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review)<br /> 2.เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br /> 3.ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br /> 4.เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong><br />ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: jperpcbu@gmail.com โทร. 081 -8730583 และ 098-1025930 (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จินตนา สุริยะศรี : บรรณาธิการ)</p>
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/article/view/4504
การศึกษาปัจจัยด้านการตลาด การจัดการ และการเงินที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดมหาสารคาม
2026-08-29T19:24:19+07:00
ภัทรภร พุฒพันธ์
phattaraporn@vru.ac.th
จุรีรัตน์ หนองหว้า
phattaraporn@vru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาระดับปัจจัยด้านการตลาดการจัดการ และการเงินของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดมหาสารคาม2)ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการตลาดการจัดการและการเงินกับความสำเร็จในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนและ3)ศึกษาปัจจัยด้านการตลาดการจัดการและการเงินที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดมหาสารคาม การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สมาชิกและผู้บริหารวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 360 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า1)ปัจจัยด้านการตลาดการจัดการ และการเงิน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2)ปัจจัยด้านการตลาดการจัดการ และการเงิน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความสำเร็จในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3)ปัจจัยด้านการตลาด การจัดการ และการเงิน สามารถร่วมกันพยากรณ์ความสำเร็จในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนได้ร้อยละ 70.90 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยปัจจัยด้านการจัดการมีอิทธิพลสูงที่สุด รองลงมาคือด้านการตลาดและด้านการเงิน ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการองค์กรเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนโดยเฉพาะการวางแผนการจัดองค์กรการบริหารทรัพยากรและการควบคุมการดำเนินงานอย่างเป็นระบบขณะที่ ปัจจัยด้านการเงินแม้มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในระดับต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจัยอื่นแต่ยังคงมีความสำคัญอย่างมีนัยสำคัญจึงควรได้รับการพัฒนาในด้านการวางแผนทางการเงินการบริหารสภาพคล่อง การควบคุมต้นทุน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืนผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและการวางแผนพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีประสิทธิภาพและมีความสามารถในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/article/view/4505
การพัฒนาทักษะการอ่านพยัญชนะไทยโดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษาของ เด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหยวก ตำบลบ้านหยวก จังหวัดอุดรธานี
2026-08-29T20:29:57+07:00
ธัญพร อวนอ่อน
thanyaphon28.1982@gmail.com
ดุจดาว มาลาแสง
thanyaphon28.1982@gmail.com
<p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการอ่านพยัญชนะไทยโดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา และ 2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านพยัญชนะไทยก่อนและหลังการใช้กิจกรรมเกมการศึกษา ของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหยวก กลุ่มเป้าหมายการวิจัย คือเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 2 จำนวน 11 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้มี 2 ชนิด ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมโดยใช้เกมการศึกษา จำนวน 3 แผน ได้แก่ เกมจับคู่ภาพกับพยัญชนะไทย (ตีนตุ๊กแก) เกมไม้หนีบจับคู่ภาพกับพยัญชนะไทย และเกมบิงโกพยัญชนะไทย ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน มีค่าดรรชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 และ 2) แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านพยัญชนะไทยสำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 44 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ t-test แบบ Dependent Samples<br> ผลการวิจัยพบว่า 1) เด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษามีคะแนนเฉลี่ยทักษะการอ่านพยัญชนะไทยก่อนเรียนเท่ากับ 33.82 คะแนน (SD = 4.98) คิดเป็นร้อยละ 67.64 และหลังเรียนเท่ากับ 45.36 คะแนน (SD = 3.53) คิดเป็นร้อยละ 90.73 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเด็กมีพัฒนาการทักษะการอ่านพยัญชนะไทยที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน และ 2) ผลการเปรียบเทียบคะแนนทักษะการอ่านพยัญชนะไทยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 13.31, p < .05) การวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมเกมการศึกษาสามารถพัฒนาทักษะการอ่านพยัญชนะไทยของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/article/view/4508
การพัฒนาชุดกิจกรรมวาดภาพระบายสี เพื่อส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดเล็ก ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านเชียงพิณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 1
2026-08-30T19:44:23+07:00
นริศรา วังคีรี
tannarit2000@gmail.com
ทัณฑิกา สุขรมย์
tannarit2000@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการวาดภาพระบายสีเพื่อส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และ 2)เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมวาดภาพระบายสี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ร้อยละ 75 กลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านเชียงพิณ สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 12 คน ได้รับการคัดเลือกโดยวิธีแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมการวาดภาพระบายสี จำนวน 5 ชุด แบบทดสอบกิจกรรมการวาดภาพระบายสี จำนวน 10 ข้อ แบบสังเกตพฤติกรรมการวาดภาพระบายสี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ One-Sample T-Test<br> ผลการวิจัย พบว่า 1. การพัฒนาชุดกิจกรรมวาดภาพระบายสีเพื่อส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย ระดับชั้นปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเชียงพิณ สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 พบว่าผลการทดสอบระหว่างเรียนทั้ง 5 ชุด มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 42.25 คะแนน คิดเป็นร้อยละได้เท่ากับ 85 และผลการทดสอบหลังเรียน มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 9.33 คะแนน คิดเป็นร้อยละได้เท่ากับ 93 ดังนั้นชุดกิจกรรมการวาดภาพระบายสีของเด็กปฐมวัย มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85/93 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ 2. การเปรียบเทียบพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย ระดับชั้นปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเชียงพิณ สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 พบว่า หลังเรียนเด็กปฐมวัยสามารถใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในการระบายสี ตามที่กำหนดเพิ่มขึ้นและสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/article/view/4509
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าผ่านช่องทางออนไลน์ ของผู้บริโภคในจังหวัดอุดรธานี
2026-08-30T20:11:18+07:00
รัชนี ศิริประพิมพ์
Ops07@hotmail.com
ศิริลักษณ์ ฤทธิมนตรี
Ops07@hotmail.com
สุวภัทร สุขแสง
Ops07@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดอุดรธานี 2) ศึกษาระดับความคิดเห็นต่อการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน การรับรู้ประโยชน์ และทัศนคติต่อการใช้งาน และ 3) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคในจังหวัดอุดรธานีที่เคยซื้อเสื้อผ้าผ่านช่องทางออนไลน์ จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการถดถอย<br> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 20–30 ปี นิยมซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee มากที่สุด ด้วยความถี่การซื้อ 1–2 ครั้งต่อเดือน ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยการรับรู้ประโยชน์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า การรับรู้ความง่ายในการใช้งานส่งผลเชิงบวกต่อการรับรู้ประโยชน์ (β = .521) การรับรู้ความง่ายในการใช้งานและการรับรู้ประโยชน์ส่งผลเชิงบวกต่อทัศนคติต่อการใช้งาน (β = .146 และ .402 ตามลำดับ) และทัศนคติต่อการใช้งานส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อ (β = .463) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกสมมติฐาน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการรับรู้ประโยชน์เป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์สำคัญที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญควบคู่กับการพัฒนาความง่ายในการใช้งานแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างทัศนคติเชิงบวกและส่งเสริมการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าผ่านช่องทางออนไลน์</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/article/view/4314
EDUCATIONAL ACTIVITIES IN THE CONTEXT OF INTEGRATION AND SUSTAINABLE DEVELOPMENT- EXPERIENCES OF PROVINCIAL AND CITY MUSEUMS IN VIETNAM
2026-07-14T10:24:49+07:00
Hang Thu Pham
hangpt@huc.edu.vn
<p> Museums are informal educational institutions, but they can influence awareness of all members of society. In museums, public can directly participate in many beneficial activities, having the opportunity to experience, enjoy, reflect on, and share knowledge. Like many countries around the world, there are a large number of provincial and city museums in the Vietnamese museum system, present in all localities. The important task of these museums is to preserve and promote the value of local cultural heritage. In the context of integration and sustainable development, these museums have undertaken many positive activities to meet the public's needs for cultural visits and enjoyment, for the benefit of the community. This article aims to affirm and introduce some typical educational experiences of provincial and city museums in Vietnam today</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026