https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/issue/feed Journal of Pitchaya Education and Research 2026-04-03T15:34:04+07:00 สมชาย พาชอบ jperpcbu@gmail.com Open Journal Systems <div class="page-header"> <h1>เกี่ยวกับวารสาร</h1> </div> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (Aim and Scope)</strong><br /> Journal of Pitchaya Education and Research ISSN: 3088-2672 (online) จัดทำโดย สำนักวิจัยและพัฒนา วิทยาลัยพิชญบัณฑิต มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ สาขาศึกษาศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการจัดการ บริหารธุรกิจและรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ กำหนดการตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้เป็นรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) โดยเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong><br /> 1. บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับ สาขาศึกษาศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการจัดการ บริหารธุรกิจและรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2. บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong><br /> Journal of Pitchaya Education and Research มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน<br />- ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong><br /> ไม่มีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ เนื่องจากวารสารกำลังพัฒนาเพื่อขอรับการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการเข้าสู่ฐานข้อมูล TCI จึงยังไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ ในทุกกรณี<br /><strong>การพิจารณาบทความ</strong><br /> 1.บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br /> 2.บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ<br /> 3.เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิ<br /> 4.ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong><br /> 1.บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review)<br /> 2.เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br /> 3.ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br /> 4.เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong><br />ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: jperpcbu@gmail.com โทร. 065 -4414661และ 081 -8730583 (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมชาย พาชอบ : บรรณาธิการ)</p> https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/article/view/3817 ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยแอพพลิเคชั่น Tiktok ที่มีผลต่อสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองกรดพิทยาคม 2026-04-03T11:19:30+07:00 พีรเดช ศรีวิราช Pheeradechs68@nu.ac.th สถิรพร เชาวน์ชัย Pheeradechs68@nu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองกรดพิทยาคมและหลังใช้โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยแอพพลิเคชั่น Tiktok 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองกรดพิทยาคมที่มีต่อโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยแอพพลิเคชั่น Tiktok กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนหนองกรดพิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาจากสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยแอพพลิเคชั่น Tiktok ที่มีผลต่อสมรรถภาพทางกาย 2) แบบประเมินความพร้อม และปัจจัยเสี่ยงก่อนออกกำลังกาย (PAR-Q) 3) แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายสำหรับเด็กและเยาวชนอายุ 7 – 18 ปี 4) แบบบันทึกผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายสำหรับเด็กและเยาวชนอายุ 7 – 18 ปี 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที Paired sample t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า1) สมรรถภาพทางกายของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองกรดพิทยาคม ใช้โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยแอพพลิเคชัน Tiktok มีสมรรถภาพทางกายหลังใช้สูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .012) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองกรดพิทยาคม มีความพึงพอใจต่อโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยแอพพลิเคชัน Tiktok อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-03-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/article/view/3823 3D-KAM Model : การบูรณาการหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ประการในการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น 2026-04-03T15:34:04+07:00 ธิดาภรณ์ ศรีสุวรรณ atida39@gmail.com ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์ ppcbe@hotmail.com มุจลินทร์ ผลกล้า mudchalin.ph@skru.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความวิชาการเรื่อง “3D-KAM Model : การบูรณาการหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ประการในการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น” มีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์หลักกัลยาณมิตรธรรม 7 กับแนวคิดการบริหารสถานศึกษาในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อระบบการศึกษาโดยผู้เขียนมุ่งสร้างกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพบทความนี้อาศัยการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research)โดยศึกษาจากพระไตรปิฎกวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา กฎหมายการศึกษา งานวิจัย และบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการสังเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัย 10 เรื่องที่กล่าวถึงการประยุกต์ใช้หลักกัลยาณมิตรในการบริหารสถานศึกษา เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวทางเชิงระบบที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการศึกษาพบว่าผู้นำสถานศึกษายุคใหม่ควรบูรณาการคุณธรรม ความเป็นผู้นำดิจิทัลและการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพผู้เขียนได้ค้นพบองค์ความรู้ใหม่คือ “3D-KAM Model”ซึ่งเป็นโมเดลการบริหารสถานศึกษาที่ประกอบด้วย 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1)Dharma เน้นคุณธรรม ความโปร่งใสความเป็นแบบอย่างของผู้นำ 2)Digital มุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและทักษะดิจิทัลเพื่อการบริหารและการเรียนรู้ และ 3)Dialogue การสื่อสารแบบเปิดใจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนโมเดลนี้สามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการวางแผนนโยบาย และการบริหารสถานศึกษาให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> 2026-01-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JPER/article/view/3822 กลไกการจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะที่ยึด มนุษย์เป็นศูนย์กลาง 2026-04-03T15:13:09+07:00 เอกโรจ สุณาวงษ์ aekkaroj@gmail.com ธนพล ศรีสุขวัฒนชัย aekkaroj@gmail.com อัจฉรา บุญคง aekkaroj@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบาย กลไกการจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางภายใต้บริบทอุตสาหกรรม 4.0 และ 5.0แม้องค์กรอุตสาหกรรมจำนวนมากจะลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และความสามารถในการแข่งขัน แต่หลักฐานจากงานวิจัยสะท้อนว่าการมุ่งเน้นเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลางโดยละเลยมิติของทุนมนุษย์ก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ช่องว่างทักษะ แรงต้านการเปลี่ยนแปลงความผูกพันของบุคลากรที่ลดลงและข้อจำกัดด้านความยั่งยืนของผลการดำเนินงาน โดยเฉพาะในบริบทอุตสาหกรรมไทยที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านทักษะดิจิทัล วัฒนธรรมการเรียนรู้และระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่เน้นบทบาทเชิงปฏิบัติการมากกว่าบทบาทเชิงกลยุทธ์</p> <p>บทความนี้นำเสนอกรอบแนวคิดเชิงกลไกที่บูรณาการการจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ในฐานะกลไกต้นน้ำครอบคลุมการสรรหาและคัดเลือกการฝึกอบรมและพัฒนา การบริหารผลการปฏิบัติงานและระบบผลตอบแทนควบคู่กับการจัดการความรู้ซึ่งส่งผลต่อศักยภาพและความผูกพันของบุคลากรและนำไปสู่การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยีในลักษณะของการเสริมพลังมนุษย์มากกว่าการทดแทนแรงงาน ผลลัพธ์ปลายน้ำสะท้อนผ่านประสิทธิภาพการผลิตและความยั่งยืนขององค์กรโดยมีกลไกการเรียนรู้ขององค์กรและวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นระบบป้อนกลับเพื่อปรับปรุงการจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างสม่ำเสมอบทความนี้จึงมีคุณูปการทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติและสามารถใช้เป็นกรอบอ้างอิงสำหรับผู้บริหารและนักทรัพยากรมนุษย์ในการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะอย่างยั่งยืนในบริบทอุตสาหกรรมไทย</p> 2026-02-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026