Journal of Applied Education https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE <p>Journal of Applied Education ISSN: 2985-2307 (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และด้านอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการศึกษา รวมทั้งสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการศึกษา เผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> Journal of Applied Education มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม<strong> </strong></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยผู้เขียนจะต้อง กรอก <strong>“<a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a>”</strong> และชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) โดยมีขั้นตอนดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br /> 2) บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ<br /> 3) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br /> 4) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ<br /></strong> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br /> 2) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br /> 3) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br /> 4) เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong></p> <ol> <li>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์, ค่าใช้จ่ายฯลฯ) ID Line: ben_lowz โทร. 080-2241454 (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี), 081-6015934 (ผศ. ดร.ประยูร แสงใส)</li> <li>เตรียมต้นฉบับบทความ</li> </ol> <p> - เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1FQs8BBLd_pdaQ1HtRtT3M3rBSAZlYLw3/edit">คลิก </a> <br /> - เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/1xx3geiJ1fBLpQyA7TTPB1fXx59tJwUSs/edit">คลิก</a><br /> - เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ <a href="https://docs.google.com/document/d/1_S0oqicRT4km1k_8InoEGKCJC1I7Hto0/edit">คลิก</a></p> <ol start="3"> <li>ส่งบทความต้นฉบับในระบบวารสาร <a href="https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE">https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE</a></li> <li>กรอก “แบบขอส่งบทความตีพิมพ์” จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">คลิก</a></li> <li>ส่งสำเนาเอกสารในระบบ Google forms ที่ <a href="https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit">https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit</a></li> </ol> <p> 6. สมัครเข้า line กลุ่มวารสาร เพื่อติดต่อประสานงาน ที่ <a href="https://line.me/R/ti/g/XsQtTe4s2b">https://line.me/R/ti/g/XsQtTe4s2b</a></p> <p> </p> th-TH prasrisirorat@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประยูร แสงใส) prasrisirorat@gmail.com (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี) Mon, 29 Dec 2025 17:12:25 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ทัศนะของผู้นำเครือข่ายในเมืองแห่งการเรียนรู้ของประเทศไทย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2370 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาทัศนะของผู้นำเครือข่ายระหว่างเมืองแห่งการเรียนรู้ในประเทศไทย และ (2) วิเคราะห์ปัจจัยการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในเมืองแห่งการเรียนรู้ของประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้นำเครือข่าย รวมจำนวน 16 คน จากผู้นำเมือง ภาครัฐบาล นักวิชาการ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง ใน 4 เมืองกรณีศึกษา ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย หาดใหญ่ และภูเก็ต เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และตีความข้อมูลแบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า ผู้นำเครือข่ายมีทัศนะร่วมกันว่า “เมืองแห่งการเรียนรู้” เป็นระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงพหุภาคี ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเทศบาลมีบทบาทเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงภาคีหลายภาคส่วน ปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในเมืองประกอบด้วย (1) ภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย (2) เครือข่ายความร่วมมือแบบพหุภาคี (3) การใช้ทุนวัฒนธรรมและอัตลักษณ์เมืองเป็นฐานกิจกรรม และ (4) โครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนจากสถาบันการศึกษา ส่วนอุปสรรคหลัก ได้แก่ ความไม่ต่อเนื่องเชิงนโยบาย ช่องว่างทางเทคโนโลยีและช่วงวัย และความไม่เท่าเทียมของการเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้ ผลการสังเคราะห์ชี้ว่า ความยั่งยืนของเมืองแห่งการเรียนรู้ในบริบทไทยมิได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ภาวะผู้นำเชิงเครือข่าย” และ “ธรรมาภิบาลการเรียนรู้” ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้ขับเคลื่อนร่วมกันอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน นัยเชิงนโยบายเสนอให้จัดตั้งกลไกบูรณาการระดับจังหวัดหรือเมือง และจัดหลักสูตรพัฒนาผู้นำเครือข่ายท้องถิ่น เพื่อยกระดับสู่ระบบนิเวศการเรียนรู้ของเมืองไทยที่เท่าเทียมและยั่งยืนสอดคล้องกับแนวทางขององค์การยูเนสโก</p> จิลล์ พรมดี, วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา, พนิต ภู่จินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2370 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาองค์ประกอบการเป็นโรงเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2383 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบการเป็นโรงเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษา เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การสังเคราะห์องค์ประกอบโรงเรียนคุณภาพ จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจำนวน 10 แหล่ง และการศึกษารายกรณี จำนวน 2 โรงเรียน ด้วยวิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบโรงเรียนคุณภาพ และขั้นตอนที่ 2 การประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบโรงเรียนคุณภาพ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเคราะห์เอกสารและแบบประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบโรงเรียนคุณภาพ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) คุณภาพผู้เรียน (2) สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ (3) การจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ (4) การมีส่วนร่วมของชุมชน และ (5) การบริหารจัดการที่มีคุณภาพ 2) ผลการประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบ พบว่า องค์ประกอบโรงเรียนคุณภาพ มีความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกองค์ประกอบ โดยองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ คุณภาพผู้เรียน และองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชน</p> พรนภัส แสงสุวรรณ, เอกลักษณ์ เพียสา, วัลนิกา ฉลากบาง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2383 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานบุคคลกับประสิทธิผลสถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายหนองผือลิ้นฟ้าดู่น้อย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2343 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) การบริหารงานบุคคลกับประสิทธิผลสถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายหนองผือลิ้นฟ้าดู่น้อย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 1 (2) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานบุคคลกับประสิทธิผลของสถานศึกษา การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารและครู จำนวน 93 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามเชิงปริมาณแบบมาตราส่วน 5 ระดับเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลกับประสิทธิผลสถานศึกษา ซึ่งค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับการบริหารงานบุคคลโดยรวมอยู่ในระดับมาก และระดับประสิทธิผลสถานศึกษา ในกลุ่มเครือข่ายหนองผือลิ้นฟ้าดู่น้อย โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับความสัมพันธ์สหสัมพันธ์ระหว่างระหว่างการบริหารงานบุคคลกับประสิทธิผลสถานศึกษา โดยภาพรวม และรายด้านมีความสัมพันธ์กันในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> จุฑามาศ ชารีวัน, กฤตยากร ลดาวัลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2343 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาองค์ประกอบการเป็นโรงเรียนนวัตกรรมระดับประถมศึกษา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2387 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบการเป็นโรงเรียนนวัตกรรมระดับประถมศึกษา ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การสังเคราะห์องค์ประกอบการเป็นโรงเรียนนวัตกรรม จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจำนวน 10 แหล่ง เพื่อนำมาสังเคราะห์องค์ประกอบการเป็นโรงเรียนนวัตกรรม และขั้นตอนที่ 2 การประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบการเป็นโรงเรียนนวัตกรรม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเคราะห์เอกสารและแบบประเมินความเหมาะสมองค์ประกอบการเป็นโรงเรียนนวัตกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) องค์ประกอบการเป็นโรงเรียนนวัตกรรม ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การสร้างเครือข่ายเชิงนวัตกรรม (2) การจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะนวัตกรรม (3) การพัฒนาครูสู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรม และ (4) วัฒนธรรมโรงเรียนนวัตกรรม 2) ผลการประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบ พบว่า องค์ประกอบการเป็นโรงเรียนนวัตกรรม มีความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกองค์ประกอบ โดยองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ การพัฒนาครูสู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรม และวัฒนธรรมโรงเรียนนวัตกรรม องค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ การสร้างเครือข่ายเชิงนวัตกรรม</p> สุนิษา บรรเลงเสียง, เอกลักษณ์ เพียสา, วาโร เพ็งสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2387 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตทุ่งกุลาทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2415 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของผู้บริหารสถานศึกษา (2) เปรียบเทียบการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในจำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน และ (3) ศึกษาข้อเสนอแนะในการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตทุ่งกุลาทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารจำนวน 62 คนและครูผู้สอนจำนวน 139 คน รวมจำนวน 201 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามแนวทางการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของผู้บริหารสถานศึกษาแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.91 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยค่าทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นจำแนกตามวุฒิการศึกษาและประสบการณ์การทำงานไม่แตกต่างกัน ยกเว้นเมื่อจำแนกตามตำแหน่ง พบว่า ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาและการติดตามผลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 3) ข้อเสนอแนะ ได้แก่ ควรสร้างความเข้าใจมาตรฐานผ่านการอบรม คู่มือ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วางแผนพัฒนาคุณภาพโดยมีส่วนร่วมของครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ติดตามและขับเคลื่อนแผนอย่างเป็นระบบโดยใช้การประชุมและระบบออนไลน์ พัฒนาระบบประเมินคุณภาพด้วยการอบรมบุคลากรและใช้ผลการประเมินปรับปรุงการสอน และจัดทำ SAR ครอบคลุมทุกมาตรฐานด้วยการเก็บข้อมูลที่เป็นระบบและแลกเปลี่ยนตัวอย่างคุณภาพ</p> พัชราภรณ์ ช่างเหล็ก, จิราภรณ์ ผันสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2415 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 The Effectiveness of Design Thinking in Enhancing Grade 2 Students’ Artistic Creativity https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2550 <p>This article aimed to investigate the efficacy of Design Thinking in enhancing the artistic creativity of 80 Grade 2 students in Xiamen, China. Using a quasi-experimental, pre-test-post-test control group design, two classrooms were randomly assigned to either a traditional, teacher-centered instructional model or a student-centered model based on the Design Thinking framework. Artistic creativity was quantitatively assessed using a scoring rubric. Paired-samples t-tests confirmed that both methods yielded significant pre-to-post-test improvements. However, an independent-samples t-test on post-test scores revealed that the Design Thinking group (M = 17.73, S.D. = 0.82) scored statistically significantly higher than the traditional group (M = 17.28, S.D. = 1.11), t(71.66) = -2.067, p = .042. The findings demonstrate that although structured practice is beneficial, Design Thinking exhibits greater effectiveness in cultivating higher-order creative competencies, particularly fluency and flexibility, due to its iterative and problem-solving-oriented learning process. This study provides empirical evidence for the integration of Design Thinking into primary art education to better foster the innovative skills required for 21st-century learners.</p> Lin Hanglu, Rossarin Jermtaisong ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2550 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในเครือข่ายเทอดไทย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2606 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารในสถานศึกษา (2) ข้อเสนอแนะของการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารในสถานศึกษาในเครือข่ายเทอดไทย การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ทั้งหมดจำนวน 71 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามโดยมีมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงของเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นสภาพปัจจุบันเท่ากับ 0.94 และสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประเมินความต้องการจำเป็นด้วยค่า PNI <sub>Modified </sub>และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันในการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารในสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก และความต้องการจำเป็นเรียงลำดับได้ดังนี้ ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง (PNI=0.36) ด้านการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (PNI=0.27) ด้านการวางแผนอัตรากำลังและกำหนดตำแหน่ง (PNI=0.25) ด้านการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ (PNI=0.23) ด้านการรักษาวินัยและออกจากราชการ (PNI=0.23) 2) ข้อเสนอแนะการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารในสถานศึกษา ได้แก่ การวางแผนอัตรากำลังให้สอดคล้องกับภาระงาน การสรรหาและบรรจุบุคลากรตามคุณสมบัติที่ชัดเจน การพัฒนาบุคลากรอย่างมีระบบ โดยให้ผู้บริหารเป็นแบบอย่าง การรักษาวินัยและประเมินผลอย่างโปร่งใส รวมถึงการพัฒนาข้าราชการครูผ่านการเชิดชูเกียรติ การเปิดโอกาสศึกษาดูงาน และการสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอน เพื่อเสริมประสิทธิภาพสูงสุดต่อสถานศึกษา</p> จุฑามาศ แนวขี้เหล็ก, จิราภรณ์ ผันสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2606 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการดำเนินงานแนะแนวตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษานบพิตำ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/1465 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานแนะแนวของโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษานบพิตำ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 (2) ศึกษาแนวทางการดำเนินงานแนะแนวตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนขนาดเล็ก (3) นำเสนอแนวทางการดำเนินงานแนะแนวตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้อง 15 คน การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญเพื่อร่างแนวทาง 5 คน และสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน เพื่อประเมินความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การสนทนา และนำมาเขียนเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพการดำเนินงานแนะแนวของโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า การดำเนินงานแนะแนวของโรงเรียนมีการดำเนินงานตามกรอบและแผนงานที่วางไว้อย่างเป็นระบบ แต่ยังขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และการสนับสนุนจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งแนะแนวประกอบด้วยขอบข่ายการแนะแนว 5 บริการ ดังนี้ (1) บริการเก็บรวบรวมข้อมูลรายบุคคล (2) บริการสารสนเทศ (3) บริการให้คำปรึกษา (4) บริการจัดวางตัวรายบุคคล (5) บริการติดตามผล 2) แนวทางการดำเนินงานแนะแนวตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนขนาดเล็ก มีแนวทางปฏิบัติดังนี้ (1) กำหนดเป้าหมาย กลยุทธ์ และแผนพัฒนาระบบการแนะแนวในโรงเรียน (2) การจัดระบบบริหารและระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อระบบการแนะแนวในโรงเรียน (3) การดำเนินงานตามระบบแนะแนวในโรงเรียน (4) การนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานตามระบบการแนะแนวในโรงเรียน (5) การรายงานผลการดำเนินงานตามระบบการแนะแนวในโรงเรียน (6) การพัฒนาระบบการแนะแนวในโรงเรียนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยประยุกต์หลักอริยสัจ 4 ในการดำเนินงาน 3) แนวทางการดำเนินงานแนะแนวตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า เหมาะสม เป็นไปได้ เป็นประโยชน์ในการดำเนินงานแนะแนวตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนขนาดเล็ก</p> จันจิรา ไม้เรียง, พระครูพิจิตรศุภการ, มะลิวัลย์ โยธารักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/1465 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700