Journal of Applied Education https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE <p>Journal of Applied Education ISSN: 2985-2307 (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และด้านอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการศึกษา รวมทั้งสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการศึกษา เผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> Journal of Applied Education มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม<strong> </strong></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยผู้เขียนจะต้อง กรอก <strong>“<a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a>”</strong> และชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) โดยมีขั้นตอนดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br /> 2) บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ<br /> 3) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br /> 4) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ<br /></strong> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br /> 2) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br /> 3) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br /> 4) เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong></p> <ol> <li>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์, ค่าใช้จ่ายฯลฯ) ID Line: ben_lowz โทร. 080-2241454 (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี), 081-6015934 (ผศ. ดร.ประยูร แสงใส)</li> <li>เตรียมต้นฉบับบทความ</li> </ol> <p> - เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1FQs8BBLd_pdaQ1HtRtT3M3rBSAZlYLw3/edit">คลิก </a> <br /> - เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/1xx3geiJ1fBLpQyA7TTPB1fXx59tJwUSs/edit">คลิก</a><br /> - เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ <a href="https://docs.google.com/document/d/1_S0oqicRT4km1k_8InoEGKCJC1I7Hto0/edit">คลิก</a></p> <ol start="3"> <li>ส่งบทความต้นฉบับในระบบวารสาร <a href="https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE">https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE</a></li> <li>กรอก “แบบขอส่งบทความตีพิมพ์” จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">คลิก</a></li> <li>ส่งสำเนาเอกสารในระบบ Google forms ที่ <a href="https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit">https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit</a></li> </ol> <p> 6. สมัครเข้า line กลุ่มวารสาร เพื่อติดต่อประสานงาน ที่ <a href="https://line.me/R/ti/g/XsQtTe4s2b">https://line.me/R/ti/g/XsQtTe4s2b</a></p> <p> </p> ปัญญาพัฒน์ (Panyapat) th-TH Journal of Applied Education 2985-2307 รูปแบบการจัดการอาชีวศึกษาด้านช่างอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมศึกษา บนฐานแนวคิด Monozukuri ในระบบ Kosen https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3481 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดการอาชีวศึกษาด้านช่างอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมศึกษาบนฐานแนวคิด Monozukuri จากญี่ปุ่น โดยอ้างอิงแนวทางของระบบ KOSEN ที่มุ่งพัฒนากำลังคนเชิงปฏิบัติผ่านการเรียนรู้แบบลงมือทำและการพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง บทความดำเนินการด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านนโยบาย มาตรฐาน และหลักฐานวิชาการ เพื่อสะท้อนสถานการณ์อาชีวศึกษาไทยในมิติกำลังคนสายช่างอุตสาหกรรม รวมถึงข้อจำกัดเชิงระบบที่กระทบต่อคุณภาพผู้เรียนและความสอดคล้องกับความต้องการทักษะของภาคอุตสาหกรรม ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการยกระดับอาชีวศึกษาบนฐาน Monozukuri ควรออกแบบเป็นชุดกลไกที่เชื่อมโยงกัน 4 ประการ ได้แก่ (1) การยกระดับภาพลักษณ์และความน่าดึงดูดของสายอาชีพ ด้วยการสื่อสารเชิงคุณค่าและเส้นทางการเรียน–อาชีพที่ชัดเจน (2) การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติคุณภาพสูง เช่น การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และการเรียนรู้ในที่ทำงาน โดยมีสถานประกอบการร่วมกำหนดมาตรฐานและประเมินผล (3) การสร้างท่อส่งกำลังคนด้วยการวางรากฐานอุตสาหกรรมศึกษาตั้งแต่ระดับต้น เพื่อเสริมพื้นฐานคณิต–วิทยาศาสตร์และทัศนคติวิชาชีพ และ (4) การกำหนดแรงจูงใจและค่าตอบแทนที่สะท้อนสมรรถนะและความก้าวหน้าในงาน เพื่อรักษาคนเก่งให้อยู่ในระบบ ทั้งนี้ การนำรูปแบบดังกล่าวไปประยุกต์ใช้จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนด้านนโยบาย ทรัพยากร และความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และชุมชน เพื่อให้การผลิตกำลังคนสายช่างมีคุณภาพและตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง</p> ไชยรัตน์ นิติกาญจนโภคิน อำนาจ เลิศปัญญาธิกุล อภิรัฐ อังคะบุตร ธวัชชัย ปัดถา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-22 2026-04-22 4 2 135 146 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะทางปัญญา สำหรับนิสิตสาขาชีววิทยา วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3454 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะทางปัญญา 2) เปรียบเทียบทักษะทางปัญญาของนิสิตสาขาชีววิทยา วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะทางปัญญา การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดหลังการทดลอง (one-group pre test–post test design) โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ นิสิตสาขาวิชาชีววิทยา ชั้นปีที่ 3 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 24 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะทางปัญญา ได้ค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 (2) แบบประเมินการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะทางปัญญา ได้ค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 และ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนิสิตที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะทางปัญญา ได้ค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถติ t-test dependent ผลการศึกษาพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะทางปัญญา ประกอบด้วย (1) การเตรียมการ (วิเคราะห์ชุมชน) (2) การวางแผนงาน (กำหนดเป้าหมายและกิจกรรม) (3) การปฏิบัติการ (ลงพื้นที่จริง) (4) การสะท้อนผล (ประเมินและเผยแพร่) 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะทางปัญญาของนิสิต พบว่า หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานสูงกว่าก่อนจัดการเรียนรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 3) ระดับความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะทางปัญญา อยู่ในระดับมาก</p> น้ำฝน บุญนิยม วิลาวัลย์ สมยาโรน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-22 2026-04-22 4 2 1 14 การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาที่ส่งผลต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3572 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา 2) ระดับทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน และ 3) การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาที่ส่งผลต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารและครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 จำนวน 327 คน ของปีการศึกษา 2568 โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.919 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาที่ส่งผลต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านสังคม และด้านกายภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.407 และมีค่าอำนาจในการพยากรณ์ (R²) เท่ากับ 0.166 สามารถร่วมกันพยากรณ์ทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนในสถานศึกษา ได้ร้อยละ 16.60 ส่วนตัวแปรที่ไม่ผ่านเข้าสมการพยากรณ์ทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน คือ ด้านการบริหารจัดการ</p> วิรัญชนา พระคุณวรกาญจน์ นริศรา เสือคล้าย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-22 2026-04-22 4 2 15 30 Intercultural Teaching Competency of Foreign Language Teachers at a Private University in Guangxi, China: A Needs Assessment Perspective on Structural Characteristics https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3520 <p>This study aimed to investigate the discrepancy between foreign language teachers’ current and desired levels of intercultural teaching competency (ITC), as well as to identify the structural relationships among its dimensions from a needs assessment perspective. Adopting a quantitative research design, data were collected from 138 foreign language teachers at a private university in Guangxi, China, of whom 136 valid responses were included. A structured questionnaire was used to measure both the perceived current and desired levels of ITC. The data were analyzed using descriptive statistics, paired-sample t-tests, the Modified Priority Needs Index (PNI Modified), and Pearson correlation analysis. The result of the study found that: 1) Teachers' overall ITC was at a medium level (M=3.34, S.D.=0.49), with both current and desired gaps across dimensions being high level. The largest gap was observed in intercultural teaching reflection (ITR) (PNI Modified=0.467). 2) Significant positive correlations were found among all five dimensions of ITC. In particular, intercultural teaching reflection (ITR) demonstrated strong associations with intercultural teaching knowledge (ITK) (r = .810) and intercultural teaching practice (ITP) (r = .802), suggesting a central and integrative role of reflective competence within the overall structure. 3) Based on gap prioritization and structural relationship analysis, the study constructs a “Progressive Cyclical Integration Model of ITC”, emphasizing the dynamic and cyclical interactions among Intercultural Teaching Beliefs (ITB), Intercultural Teaching Knowledge (ITK), Intercultural Teaching Design (ITD), Intercultural Teaching Practice (ITP), and Intercultural Teaching Reflection (ITR), with ITR playing a central integrative role.</p> Bi Li Supalucsana Lomlai Chuming Ren ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-22 2026-04-22 4 2 31 44 The Influence of Project-Based Learning on Student Cultural Confidence in Dance Work Creation and Performance Course at a Chengdu University https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3482 <p>This study explored the influences of Project-based Learning on student cultural confidence in a Dance Work Creation and Performance Course at a Chengdu University. Using a mixed methods research approach, a structured questionnaire was administered to 30 students to quantitatively assess cultural confidence, learning engagement, and knowledge construction. This was supplemented by participant observation and in-depth interviews, with data analyzed via SPSS and NVivo. The result of the study found that: 1) The course significantly enhanced students' Learning Engagement, their Knowledge Construction, and their overall cultural confidence, with the Cultural Heritage and Innovation dimension showing the most significant improvement. 2) Statistical mediation analysis revealed that Learning Engagement and Knowledge Construction sequentially and significantly mediated the relationship between the course intervention and the development of cultural identity. 3) Qualitative data indicated that through the structured learning process, students deepened their understanding and internalization of Chinese excellent traditional culture via collaborative exploration and embodied artistic expression.</p> Cheng Jin Nipaporn Sakulwongs ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-22 2026-04-22 4 2 45 60 เมื่อการเรียนรู้กลายเป็นภาระ: ชีวิตการทำงานและวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครูไทยในโรงเรียนขนาดเล็ก https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3560 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ทำความเข้าใจวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครูไทยผ่านมิติชีวิตการทำงานและการดำรงชีวิตในบริบทโรงเรียนขนาดเล็ก และ (2) สังเคราะห์แนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เอื้อต่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณนาเชิงจุลภาค เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และบันทึกภาคสนาม ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากครูและผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 3 แห่ง รวมผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งสิ้น 34 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสารภายใต้กรอบแนวคิดการวิจัย และใช้กระบวนการสนทนากลุ่มเพื่อสะท้อนและตรวจสอบความหมายของข้อค้นพบ ผลการศึกษาพบว่า (1) ชีวิตการทำงานของครูในบริบทโรงเรียนขนาดเล็กเต็มไปด้วยความยากลำบากในการจัดการเรียนการสอน อันเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านทรัพยากร กำลังคน และงบประมาณ ขณะเดียวกัน ครูยังต้องเผชิญกับภาระงานที่นอกเหนือจากการสอน เช่น งานธุรการ งานโครงการ และการจัดทำเอกสารรายงานที่ต้องตอบสนองต่อนโยบายของรัฐและหน่วยงานต้นสังกัด ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว วัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครูไทยในโรงเรียนขนาดเล็กจึงก่อรูปขึ้นท่ามกลางภาระงานที่ซ้อนทับและข้อจำกัดด้านทรัพยากร ส่งผลให้การเรียนรู้ของครูจำนวนมากมีลักษณะเป็นการเรียนรู้เพื่อเอาตัวรอดจากภาระงานในชีวิตประจำวัน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง มากกว่าการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาวิชาชีพ และ (2) แนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครูในโรงเรียนขนาดเล็กควรมุ่งเน้นการปรับเงื่อนไขการทำงาน การลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน การยอมรับคุณค่าของการเรียนรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง และการออกแบบโอกาสการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของครู เพื่อทำให้การเรียนรู้เป็นทรัพยากรสำคัญต่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอย่างยั่งยืน มากกว่าการเป็นภาระเพิ่มเติม</p> คมสัน พรมรินทร์ วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา อดิศร จันทรสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-22 2026-04-22 4 2 61 76 การพัฒนารูปแบบการนิเทศ GKD Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสอนคิดเชิงออกแบบ สำหรับครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3514 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา ความต้องการจำเป็น และแนวทางในการส่งเสริมสมรรถนะการสอนคิดเชิงออกแบบสำหรับครู (2) พัฒนารูปแบบการนิเทศ GKD Model (3) ทดลองใช้รูปแบบการนิเทศ และ (4) ประเมิน ขยายผล และเผยแพร่รูปแบบการนิเทศ GKD Model งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (R1) ผู้ให้ข้อมูล 25 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร 5 คน และครูแกนนำ 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ สังเกตชั้นเรียน ประชุมระดมความคิด และสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ระยะที่ 2 (D1) ผู้เชี่ยวชาญ 9 คนตรวจสอบรูปแบบ และทดลองนำร่องกับ 1 โรงเรียน ระยะที่ 3 (R2) กลุ่มตัวอย่าง 4 โรงเรียนโดยความสมัครใจ ประกอบด้วย ผู้บริหาร 8 คน ครู 32 คน และนักเรียน 180 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ระยะที่ 4 (D2) ประเมินความพึงพอใจ ขยายผล และเผยแพร่ผ่านการเสวนาทางวิชาการในระดับนานาชาติ ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพปัจจุบันครูยังขาดความเข้าใจและทักษะในการสอนคิดเชิงออกแบบ (2) รูปแบบการนิเทศ GKD Model ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ ด้านจุดมุ่งหมาย ด้านการดำเนินการ ด้านกระบวนการ (3 ขั้นตอน: Growth Mindset, Knowledge Management, Design Thinking) และด้านผลลัพธ์ โดยมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (3) ผลการทดลองใช้พบว่า ทั้งสมรรถนะการสอนคิดเชิงออกแบบของครู และทักษะการคิดเชิงออกแบบของนักเรียนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ (4) การประเมินผลพบว่า ผู้บริหารและครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศอยู่ในระดับมากที่สุด</p> วิริยะสมร บัวทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-22 2026-04-22 4 2 77 92 การพัฒนาแบบวัดการก้าวข้ามตนเองสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3661 <p>การก้าวข้ามตนเองเป็นคุณลักษณะเชิงบวกที่ช่วยให้นักเรียนสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดหรือพัฒนาความสามารถของตนเองให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แบบวัดการก้าวข้ามตนเองส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีเฉพาะมิติทางจิตวิญญาณ ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบททางการศึกษา บทความวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบวัดการก้าวข้ามตนเองสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา และ 2) ตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดการก้าวข้ามตนเองสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบวัด กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 1,200 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบวัดการก้าวข้ามตนเองสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา การตรวจสอบความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในโดยใช้สูตรคำนวณค่าสัมประสิทธิ์โอเมกา และการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบ 2 ประเภท ได้แก่ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการศึกษาพบว่า 1) แบบวัดการก้าวข้ามตนเองสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาประกอบด้วยข้อรายการจำนวน 13 ข้อ มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับแบบพหุมิติระหว่างข้อรายการ (multidimensional between items) แบ่งได้ 3 องค์ประกอบ คือ การลดอัตตา การมีมุมมองทางบวก และการมีเป้าหมายเพื่อผู้อื่น และ 2) แบบวัดฉบับนี้มีความตรงเชิงเนื้อหา โดยข้อรายการแต่ละข้อมีค่า I-CVI อยู่ในช่วง .750-1.000 เมื่อนำไปใช้เก็บข้อมูลจริง (<em>n </em>= 900) แบบวัดมีค่าความเที่ยงทั้งฉบับคือ .896 รายองค์ประกอบอยู่ในช่วงระหว่าง .756-.812 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจพบว่าแบบวัดฉบับนี้จำแนกข้อรายการได้เป็น 3 องค์ประกอบตามทฤษฎี และผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่าโมเดลการวัดการก้าวข้ามตนเองที่พัฒนาขึ้นมีความตรงเชิงโครงสร้าง โดยโมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi&amp;space;" alt="equation" /><sup>2</sup>(56, <em>n </em>= 900) = 163.904, <em>p</em> &lt; .001, CFI = .976, TLI = .966, RMSEA = .046)</p> ขจรเกียรติ เอี่ยมสะอาด วรรณี แกมเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-22 2026-04-22 4 2 93 108 Examining Pedagogical Content Knowledge and Perspectives of Second-Year Elementary Student Teachers through 5E Learning Cycle Integrated with Science Board Games https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3631 <p>This study aimed to examine the Pedagogical Content Knowledge and perspectives of second-year elementary student teachers through the implementation of the 5E learning cycle integrated with science board games. This qualitative study examined the Pedagogical Content Knowledge (PCK) and perspectives of 30 second-year elementary student teachers. The participants were enrolled in a Learning Management in Science for Elementary School Teachers course at a Thai university. They collaboratively designed inquiry-based lesson plans and implemented them through micro-teaching sessions. Data were collected via lesson documents, observations, reflective journals, and interviews. The analysis was guided by Magnusson et al.’s (1999) PCK framework using interpretive induction. Qualitative data were analyzed using interpretive inductive analysis, while quantitative data from the questionnaire were analyzed using descriptive statistics, including mean and standard deviation. The findings revealed that the student teachers demonstrated emerging Pedagogical Content Knowledge across all five components. The integration of the 5E learning cycle and science board games supported inquiry-based learning, collaborative interaction, and active student engagement. In addition, the participants reported highly positive perspectives toward the instructional approach (M = 4.62, S.D. = 0.57), particularly regarding instructional design and learner-centered learning. The study suggests that integrating inquiry-based learning models with science board games provides meaningful opportunities for developing student teachers’ Pedagogical Content Knowledge and fostering innovative science teaching practices in elementary education.</p> Chittamas Suksawang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-22 2026-04-22 4 2 109 120 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่องมหันตภัยและการป้องกันอันตรายจากสารเสพติด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3603 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้เรื่องมหันตภัยและการป้องกันอันตรายจากสารเสพติด โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง จำนวน 40 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้.สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนค่า การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการศึกษาพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเรื่องมหันตภัยและการป้องกันอันตรายจากสารเสพติด มีประสิทธิภาพของแผนอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.93 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.11 และมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 82.21/84.15 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานอยู่ในระดับมากที่สุด</p> วิญญู ทิพจรูญ ปาริชาติ ประเสริฐสังข์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-22 2026-04-22 4 2 121 134