Journal of Applied Education
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE
<p>Journal of Applied Education ISSN: 2985-2307 (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และด้านอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการศึกษา รวมทั้งสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการศึกษา เผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> Journal of Applied Education มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม<strong> </strong></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยผู้เขียนจะต้อง กรอก <strong>“<a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a>”</strong> และชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) โดยมีขั้นตอนดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br /> 2) บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ<br /> 3) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br /> 4) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ<br /></strong> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br /> 2) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br /> 3) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br /> 4) เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong></p> <ol> <li>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์, ค่าใช้จ่ายฯลฯ) ID Line: ben_lowz โทร. 080-2241454 (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี), 081-6015934 (ผศ. ดร.ประยูร แสงใส)</li> <li>เตรียมต้นฉบับบทความ</li> </ol> <p> - เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1FQs8BBLd_pdaQ1HtRtT3M3rBSAZlYLw3/edit">คลิก </a> <br /> - เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/1xx3geiJ1fBLpQyA7TTPB1fXx59tJwUSs/edit">คลิก</a><br /> - เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ <a href="https://docs.google.com/document/d/1_S0oqicRT4km1k_8InoEGKCJC1I7Hto0/edit">คลิก</a></p> <ol start="3"> <li>ส่งบทความต้นฉบับในระบบวารสาร <a href="https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE">https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE</a></li> <li>กรอก “แบบขอส่งบทความตีพิมพ์” จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">คลิก</a></li> <li>ส่งสำเนาเอกสารในระบบ Google forms ที่ <a href="https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit">https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit</a></li> </ol> <p> 6. สมัครเข้า line กลุ่มวารสาร เพื่อติดต่อประสานงาน ที่ <a href="https://line.me/R/ti/g/XsQtTe4s2b">https://line.me/R/ti/g/XsQtTe4s2b</a></p> <p> </p>
ปัญญาพัฒน์ (Panyapat)
th-TH
Journal of Applied Education
2985-2307
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เซต โดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT และเกมบนเว็บไซต์ Wordwall ในรายวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3138
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT และเกมบนเว็บไซต์ Wordwall 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT และเกมบนเว็บไซต์ Wordwall กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนดอนเมืองทหารอากาศบำรุง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง เซต โดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT (2) เกมบนเว็บไซต์ Wordwall (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เซต (4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT และเกมบนเว็บไซต์ Wordwall วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t – test) แบบ dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT และเกมบนเว็บไซต์ Wordwall หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT และเกมบนเว็บไซต์ Wordwall ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.63</p>
ภาวนา สิงห์สม
อัมพร วัจนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-24
2026-02-24
4 1
1
10
-
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วเพื่อการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐของสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3274
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วเพื่อการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงตามเกณฑ์คุณภาพของการบริหารจัดการภาครัฐของสถานศึกษา (2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วเพื่อการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงตามเกณฑ์คุณภาพของการบริหารจัดการภาครัฐของสถานศึกษา สังกัดองค์กรบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี และ (3) นำเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วเพื่อการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงตามเกณฑ์คุณภาพของการบริหารจัดการภาครัฐของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษานี้จำนวน 267 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสังกัดองค์กรบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น และ วิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วเพื่อการเป็นองค์กรสมรรถสูงตามเกณฑ์คุณภาพของการบริหารจัดการภาครัฐของสถานศึกษา สังกัดองค์กรบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี โดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง (2) การประเมินความต้องการจำเป็นภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วเพื่อการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงตามเกณฑ์คุณภาพของการบริหารจัดการภาครัฐของสถานศึกษา มีจุดแข็งคือการปรับตัวต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และจุดอ่อนคือ ขาดความกล้าตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน และ (3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วเพื่อการเป็นองค์กรสมรรถสูงตามเกณฑ์คุณภาพของการบริหารจัดการภาครัฐของสถานศึกษา คือ ผู้บริหารต้องแสดงภาวะผู้นำที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ โดยให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นผลการปฏิบัติงานขององค์กรเป็นหลัก ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านสมรรถนะ ทักษะ และทัศนคติในการทำงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายของสถานศึกษา พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการของสถานศึกษา</p>
นิศรา มหิตธิ
สมกูล ถาวรกิจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-24
2026-02-24
4 1
11
26
-
การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำแบบร่วมมือของผู้บริหารโรงเรียน
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3288
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สังเคราะห์องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงความร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา (2) พัฒนานิยามเชิงปฏิบัติการและตัวบ่งชี้เชิงพฤติกรรมขององค์ประกอบดังกล่าว และ (3) ตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การวิจัยเอกสาร การพัฒนานิยามเชิงปฏิบัติการและตัวบ่งชี้ และการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเชิงความร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษาประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การสร้างความไว้วางใจ การทำงานเป็นทีม การเสริมพลังอำนาจแก่บุคลากร และการเรียนรู้ร่วมกันและการพัฒนาวิชาชีพ โดยนิยามเชิงปฏิบัติการเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมและความสัมพันธ์เชิงราบ ครอบคลุมงานด้านวิชาการ งานบุคคล งานงบประมาณ และงานบริหารทั่วไป ผลการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิระบุว่า องค์ประกอบดังกล่าวมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.84 และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.86 และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระดับมากที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงความสอดคล้องทั้งเชิงทฤษฎีและการนำไปใช้ในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ การสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่นำไปสู่รูปแบบโมเดล V-T-E-C เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาต่อไป</p>
สุทธิรัก ชาดง
วาโร เพ็งสวัสดิ์
วันเพ็ญ นันทะศรี
ฤทธิเดช สกุลซ้ง
ชาคริต มีรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-24
2026-02-24
4 1
27
42
-
ทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3326
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกษา 2) ศึกษาและเปรียบเทียบการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ของครู จำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ของครู และ 4) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ของทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 255 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1) แบบสอบถามทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษา (2) แบบสอบถามการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ของครู สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าที แบบอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1) ทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามสถานภาพ ขนาดสถานศึกษา พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน 2) การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามสถานภาพ ขนาดของสถานศึกษา พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ของครู มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 4) ตัวแปรทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ร่วมส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา มี 4 ตัวแปร ได้แก่ ด้านการประยุกต์ใช้ AI ในการบริหาร ด้านการประเมินผลเพื่อการตัดสินใจ ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยเทคโนโลยี ด้านผลกระทบด้านจริยธรรมและสังคม สามารถพยากรณ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 73</p>
วรางคณา วรเมธวรางค์กุล
จารุวรรณ เขียวน้ำชุม
สุมาลี ศรีพุทธรินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-24
2026-02-24
4 1
43
60
-
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค STAD เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแรงจูงใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เมทริกซ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเขมราฐพิทยาคม
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3160
<p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เมทริกซ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังได้รับการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD และ 2) ศึกษาแรงจูงใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เมทริกซ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับ การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่างในการทดลอง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/4 โรงเรียนเขมราฐพิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน ได้จากวิธีการสุ่ม แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD โดยใช้เกมเป็นฐาน (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เมทริกซ์ จำนวน 30 ข้อ (3) แบบวัดแรงจูงใจในการเรียน เรื่อง เมทริกซ์ จำนวน 20 ข้อ และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบค่าที (Dependent sample t-test, One sample t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เมทริกซ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) แรงจูงใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เมทริกซ์ ของนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการเรียนรู้โดยใช้ เกมเป็นฐานร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD โดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (M = 4.78, S.D. = 0.17)</p>
สุภาพร วรรณใส
อัมพร วัจนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-24
2026-02-24
4 1
61
70
-
การพัฒนาชุดฝึกทักษะการบรรเลงตะโพนไทยเบื้องต้นสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาดนตรีและนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3337
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกทักษะการบรรเลงตะโพนไทยเบื้องต้นสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาดนตรีและนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) พัฒนาทักษะปฏิบัติการบรรเลงตะโพนไทยเบื้องต้นของนักศึกษาหลังใช้ชุดฝึก กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่เรียนรายวิชาทักษะดนตรีไทยสำหรับครูดนตรี 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 10 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยชุดฝึกทักษะการบรรเลงตะโพนไทย และแบบประเมินทักษะการบรรเลงตะโพนไทย สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดฝึกทักษะการบรรเลงตะโพนไทยเบื้องต้นมีประสิทธิภาพระหว่างเรียน (E1) เท่ากับร้อยละ 80.88 และประสิทธิภาพหลังเรียน (E2) เท่ากับร้อยละ 82.50 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ 2) ทักษะปฏิบัติการบรรเลงตะโพนไทยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.40, df = 9, p=.001) สรุปได้ว่า ชุดฝึกทักษะที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพและสามารถใช้เป็นสื่อการเรียนรู้เพื่อยกระดับทักษะการบรรเลงตะโพนไทยของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาเรียนและส่งเสริมการฝึกฝนด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ</p>
อุทาน บุญเมือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-24
2026-02-24
4 1
71
80
-
ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3432
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยการบริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย 2) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการกับการบริหารวิชาการของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย 4) เพื่อสร้างสมการณ์พยากรณ์ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการกับการบริหารวิชาการของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือข้าราชการครู จำนวน 313 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย แบบมาตราส่วน 5 ระดับ ซึ่งค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับการบริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย ในภาพรวม พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการกับการบริหารวิชาการของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย มีความสัมพันธ์ในทางบวก 4) ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อการบริหารวิชาการของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย ได้แก่ ปัจจัยด้านครู ปัจจัยด้านสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และปัจจัยด้านผู้บริหาร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ได้ ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดิบ Y = 4.405 + 0.421(X<sub>f</sub>) + 0.445(X<sub>b</sub>) – 0.242(X<sub>c</sub>) + 0.089(X<sub>a</sub>). Forecast equation in standard score form: (Zy) = 0.525(Zxf) + 0.403(Zxb)– 0.201(Zxc) + 0.132(Zxa)</p>
ภาณุพงศ์ กาสอน
น้ำฝน บุญนิยม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-24
2026-02-24
4 1
81
96
-
ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด (Open Approach) ร่วมกับบอร์ดเกม เรื่อง เลขยกกำลัง วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3240
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิดร่วมกับบอร์ดเกม วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลังและ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิดร่วมกับบอร์ดเกม วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง โรงเรียนนิคมสร้างตนเองพิมาย 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 23 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 คัดเลือกด้วยกระบวนการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือสำหรับการวิจัย คือ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด ร่วมกับบอร์ดเกมวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง (2) บอร์ดเกม เรื่อง เลขยกกำลัง (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เลขยกกำลัง และ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด ร่วมกับบอร์ดเกม สถิติสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์ด้วยค่าทีแบบ dependent t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด ร่วมกับบอร์ดเกม เรื่อง เลขยกกำลัง วิชาคณิตศาสตร์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด ร่วมกับบอร์ดเกม วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.58, S.D. = 0.28)</p>
กฤติญา พงษ์นิยะกูล
อัมพร วัจนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-24
2026-02-24
4 1
97
106
-
ความล้าทางวัฒนธรรมในห้องเรียนสังคมศึกษา: บทวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางฯ 2551 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในบริบทความเป็นพลเมืองโลก
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3347
<p>บทความนี้อาศัยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความขัดแย้งระหว่างโครงสร้างของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กับบริบทความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในยุคโลกาภิวัตน์และแนวคิดความเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship) โดยอาศัยกรอบแนวคิดความล้าทางวัฒนธรรม (Cultural Lag) มาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของไทยประสบภาวะความล้าทางวัฒนธรรม โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ทันต่อพลวัตของโลก มุ่งเน้นการผลิตสร้าง “พลเมืองตามขนบ” ที่ยึดติดกับรูปแบบทางกายภาพ กรอบคิดชาตินิยม และชุดความคิดคู่ตรงข้ามระหว่างความเป็นไทยที่ดีงาม กับความเป็นสากลที่ต้องระมัดระวัง ทั้งมีการใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือกล่อมเกลาทางศีลธรรมมากกว่าการส่งเสริมการคิดวิพากษ์ บทความนี้เสนอแนะให้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายการจัดการเรียนรู้ไปสู่การสร้าง “ความฉลาดรู้ทางวัฒนธรรม” (Cultural Literacy) โดยลดทอนความเป็นศูนย์กลางของรัฐชาติ เปิดพื้นที่ให้กับการเรียนรู้ความหลากหลาย และเปลี่ยนบทบาทครูเป็นผู้สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการถกเถียง เพื่อบ่มเพาะผู้เรียนให้เป็นพลเมืองโลกที่มีทักษะการคิดวิพากษ์และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างสันติ</p>
ภาณุพงษ์ ไชยคง
กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-24
2026-02-24
4 1
107
118
-
Cultural Integration and Synergy Theory in Cross-Cultural Teaching Management in Guangxi Universities, China: A Theoretical Framework and Hypothetical Model
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/2763
<p>As a conceptual study, this research aimed to: (1) Construct a systematic theoretical framework for cross-cultural teaching management in Guangxi universities aligned with China-ASEAN educational cooperation; (2) Clarify core dimensions and variable relationships centered on Cultural Integration and Synergy Theory; (3) Propose testable hypotheses for subsequent empirical research. Through a four-step process—theoretical anchoring, conceptual deconstruction and synthesis, model deduction, and situational verification—the model integrated one core and five associated theories with local practical features. Results showed: (1) The model included six core dimensions, with Synergy Mechanism as the mediating variable and Inclusive Leadership as the moderating variable; (2) It overcame fragmented research limitations, with 13 hypotheses delineated direct, mediating, and moderating effects. Practically, it provided actionable guidelines for cross-cultural cooperation. Future empirical testing will employ survey data collected from more than 200 teachers across three representative universities in Guangxi, selected to reflect institutional diversity and China–ASEAN cooperation involvement. Overall, the model offered a standardized analytical framework with theoretical innovation and practical value.</p>
Qin Hailun
Supalucsana Lomlai
Wei Yanyan
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-24
2026-02-24
4 1
119
136