https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/issue/feed Journal of Applied Education 2026-08-31T15:11:38+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประยูร แสงใส prasrisirorat@gmail.com Open Journal Systems <p>Journal of Applied Education ISSN: 2985-2307 (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และด้านอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการศึกษา รวมทั้งสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการศึกษา เผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> Journal of Applied Education มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม<strong> </strong></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยผู้เขียนจะต้อง กรอก <strong>“<a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a>”</strong> และชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) โดยมีขั้นตอนดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br /> 2) บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ<br /> 3) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br /> 4) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ<br /></strong> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br /> 2) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br /> 3) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br /> 4) เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong></p> <ol> <li>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์, ค่าใช้จ่ายฯลฯ) ID Line: ben_lowz โทร. 080-2241454 (นางสาวชัญญรัชต์ พิทย์ธนาไชย), 081-6015934 (ผศ. ดร.ประยูร แสงใส)</li> <li>เตรียมต้นฉบับบทความ</li> </ol> <p> - เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1FQs8BBLd_pdaQ1HtRtT3M3rBSAZlYLw3/edit">คลิก </a> <br /> - เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/1xx3geiJ1fBLpQyA7TTPB1fXx59tJwUSs/edit">คลิก</a><br /> - เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ <a href="https://docs.google.com/document/d/1_S0oqicRT4km1k_8InoEGKCJC1I7Hto0/edit">คลิก</a></p> <ol start="3"> <li>ส่งบทความต้นฉบับในระบบวารสาร <a href="https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE">https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE</a></li> <li>กรอก “แบบขอส่งบทความตีพิมพ์” จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">คลิก</a></li> <li>ส่งสำเนาเอกสารในระบบ Google forms ที่ <a href="https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit">https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit</a></li> </ol> <p> 6. สมัครเข้า line กลุ่มวารสาร เพื่อติดต่อประสานงาน ที่ <a href="https://line.me/R/ti/g/XsQtTe4s2b">https://line.me/R/ti/g/XsQtTe4s2b</a></p> https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3980 Theoretical Paradoxes in Keith C. Barton's Inquiry-Based History Teaching Method: A Critical Analytic Study 2026-05-26T21:03:43+07:00 Denpong Saenkum densan@kku.ac.th Juthamat Putthapha juthph@kku.ac.th <p>This article critically examines the claim that disciplinary knowledge functions as a tool of oppression, particularly within the context of history education. Through conceptual analysis, logical reconstruction of arguments, and critical examination of their epistemic assumptions, this article reassesses the role of disciplinary knowledge in shaping students’ understanding and its implications for epistemic justice. Drawing on Barton’s arguments and relevant theoretical perspectives, the study aims to reassess the role of disciplinary knowledge in shaping students’ understanding and its implications for epistemic justice. While existing critiques often emphasize the exclusionary and power-laden nature of knowledge systems, this article argues that such views risk oversimplifying the function of disciplinary knowledge by conflating its misuse with its intrinsic characteristics. The analysis demonstrates that disciplinary knowledge is distinguished by its reliance on systematic methods, conceptual clarity, and publicly verifiable criteria, which enable learners to engage in critical and reflective thinking. Rather than reinforcing domination, these epistemic structures provide students with the intellectual tools necessary to question dominant narratives and challenge existing inequalities. The article further argues that the true source of epistemic injustice lies not in the presence of disciplinary knowledge in the curriculum, but in the unequal distribution of access to it. By reframing the debate, the study highlights that denying students access to disciplinary knowledge may perpetuate deeper forms of marginalization, as it limits their ability to participate in informed critique and democratic processes. Ultimately, the article concludes that expanding equitable access to disciplinary knowledge is essential for fostering intellectual empowerment and promoting a more just and inclusive educational framework.</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/4129 การพัฒนาบอร์ดเกมในรายวิชาอิทธิพลภาษาต่างประเทศในภาษาไทย เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจสำหรับนิสิตปริญญาตรี 2026-07-18T17:05:04+07:00 ชิษณุพงศ์ อินทรเกษม chisanupong@g.swu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อออกแบบและพัฒนาบอร์ดเกมในรายวิชาอิทธิพลภาษาต่างประเทศในภาษาไทยสำหรับนิสิตปริญญาตรี 2) เพื่อหาประสิทธิภาพของบอร์ดเกมตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และศึกษาคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ของนิสิตปริญญาตรีที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกม และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนิสิตปริญญาตรีที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกม การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ (1) การศึกษาและสังเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (2) การออกแบบและพัฒนาบอร์ดเกม (3) การทดลองใช้ และ (4) การประเมินประสิทธิภาพ ปรับปรุง และเผยแพร่ขยายผล กลุ่มเป้าหมายคือ นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต (วิชาเอกคู่ การจัดการเรียนรู้ภาษาไทย) ชั้นปีที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาอิทธิพลภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บอร์ดเกมและเอกสารประกอบบอร์ดเกมจำนวน 5 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกม และแบบบันทึกการเรียนรู้สะท้อนคิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ค่าขนาดอิทธิพล และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) บอร์ดเกมมีคุณภาพตามการประเมินของผู้เชี่ยวชาญในภาพรวมอยู่ในระดับมีคุณภาพดีมาก (x̄ = 4.82, <em>S.D.</em> = 0.38) 2) บอร์ดเกมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.86/82.87 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์เฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 73.19 จัดอยู่ในระดับสูงมาก และมีค่าขนาดอิทธิพลเท่ากับ 4.56 จัดอยู่ในระดับใหญ่ และ 4) นิสิตมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด (x̄ = 4.78, <em>S.D.</em> = 0.40)</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/4033 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์ศิลปะ สำหรับนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ 2026-07-18T17:05:12+07:00 สมพร ธุรี somporn_t@rmutt.ac.th เอกสิทธิ พานิชเจริญ Sthaphon_k@rmutt.ac.th อัญญารัตน์ กิ้มเส้ง Sthaphon_k@rmutt.ac.th นริศรา พันธุ์ธาดาพร Sthaphon_k@rmutt.ac.th สถาพร เครือวัลย์ Sthaphon_k@rmutt.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของทักษะการสร้างสรรค์ศิลปะก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์งานศิลปะ จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ แบบประเมินทักษะการสร้างสรรค์ศิลปะ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมกระบวนการคิด วิเคราะห์ และการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลการประเมินทักษะการสร้างสรรค์ศิลปะหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม (<em>x̄</em> = 2.81 และ (<em>x̄</em> = 4.30 ตามลำดับ) แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของผู้เรียนในด้านการพัฒนาแนวความคิดเชิงสร้างสรรค์ การใช้หลักองค์ประกอบศิลป์และเทคนิควิธีการ กระบวนการคิด วิเคราะห์และทดลอง การสื่อความหมายและเอกลักษณ์ รวมถึงการมีส่วนร่วมและการทำงานร่วมกัน ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และใช้กระบวนการวิจัยสร้างสรรค์เป็นฐาน ทำให้เกิดความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับมาก ซึ่งสามารถพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์ศิลปะของนักศึกษาได้อย่างเหมาะสม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนด้านศิลปกรรมในระดับอุดมศึกษาต่อไป</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/4021 การศึกษาสภาพการนิเทศภายในสถานศึกษาตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารโรงเรียนศูนย์ประสานงานสถานศึกษาบางมูลนาก 01 เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 2026-05-21T13:14:49+07:00 ชัชวาลย์ คงคะชาติ paekongkachart@gmail.com ทนง ทศไกร paekongkachart@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานนิเทศภายในสถานศึกษาตามหลักอริยสัจ 4 (2) เพื่อเปรียบเทียบระดับปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยสภาพแวดล้อม การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 118 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 10 คน และครู 108 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม เครื่องมือมีค่า IOC เท่ากับ 0.50-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น 0.95 วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบรายคู่ตามวิธีการของ เชฟเฟ่ ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพการบริหารงานนิเทศภายในสถานศึกษาตามหลักอริยสัจ 4 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการประเมินและรายงานผลการนิเทศมีค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ด้านการศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก และด้านการสร้างสื่อและเครื่องมือนิเทศมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการบริหารงานนิเทศภายในสถานศึกษาตามหลักอริยสัจ 4 ตามปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา และครู ที่มีเพศ ระดับการศึกษา อายุ และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับงานนิเทศ ได้แก่ การได้รับความรู้ด้านการนิเทศ การเป็นคณะกรรมการติดตามงานนิเทศในสถานศึกษา การใช้เทคโนโลยีในการนิเทศ ต่างกันทำให้ความคิดเห็นต่อสภาพการบริหารงานนิเทศภายในสถานศึกษา แตกต่างกันจึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนด้านตำแหน่ง และประสบการณ์การทำงานในตำแหน่งปัจจุบัน ไม่แตกต่างกัน จึงปฎิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/4284 ผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผ่าน Quizlet ต่อความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษทางศิลปะเชิงรับและความคิดเห็นของนักศึกษาศิลปศึกษา 2026-08-03T15:44:43+07:00 ณัฐวิทย์ ปรีพูล ophhub@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผ่าน Quizlet สำหรับคำศัพท์ภาษาอังกฤษทางศิลปะ 2) เปรียบเทียบความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษทางศิลปะเชิงรับ (receptive English art vocabulary knowledge) ของนักศึกษาก่อนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผ่าน Quizlet สำหรับคำศัพท์ภาษาอังกฤษทางศิลปะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน (one-group pretest–posttest design) เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ กลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัย คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาศิลปศึกษา วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ จำนวนทั้งหมด 20 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ บทเรียนผ่าน Quizlet แบบประเมินคุณภาพบทเรียน แบบทดสอบความรู้คำศัพท์เชิงรับ จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความคิดเห็น จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์คุณภาพข้อสอบ การทดสอบชาปิโร–วิลก์ (Shapiro–Wilk test) การทดสอบวิลคอกซันแบบจัดอันดับมีเครื่องหมาย (Wilcoxon signed-rank test) ขนาดอิทธิพล r (effect size r) และคะแนนพัฒนาการปกติ (normalized gain) ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.60, S.D. = 0.49) 2) คะแนนหลังเรียนของนักศึกษาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (T = 0.00, Z = -3.93, p &lt; .001, r = .88, g = .30) และ 3) นักศึกษามีความคิดเห็นต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผ่าน Quizlet สำหรับคำศัพท์ภาษาอังกฤษทางศิลปะโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.60, S.D. = 0.39)</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/4177 การประเมินโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบในมิติภาวะผู้นำทางวิชาการของครูแกนนำ โดยใช้รูปแบบการประเมิน Stake's Countenance Model 2026-07-13T15:49:49+07:00 ณัฎฐิณี วงศ์สันติวัฒน์ nattvong2649@gmail.com นันทพงศ์ หมิแหละหมัน nattvong2649@gmail.com สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง nattvong2649@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสอดคล้องระหว่างสภาพที่คาดหวังกับสภาพที่เกิดขึ้นจริงของโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี ใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ปัจจัยพื้นฐาน 2) กระบวนการดำเนินงาน และ 3) ผลลัพธ์ด้านภาวะผู้นำทางวิชาการของครูแกนนำ โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินแบบเคาน์เทนแนนซ์ของ Stake (Stake’s Countenance Model) เป็นกรอบแนวคิดในการประเมิน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 31 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 5 คน ผู้รับผิดชอบโครงการ 1 คน ครูแกนนำ 7 คน และครูผู้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากครูแกนนำ 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม จำนวน 92 ข้อ ซึ่งครอบคลุมด้านปัจจัยพื้นฐาน กระบวนการดำเนินงาน และผลลัพธ์ด้านภาวะผู้นำทางวิชาการของครูแกนนำ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง จำนวน 5 ข้อ และแบบบันทึกหลักฐานเชิงประจักษ์ จำนวน 18 ข้อ เครื่องมือทุกฉบับผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 และแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง (α = 0.985, 0.976, 0.911 และ 0.912 ตามลำดับ) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ทั้ง 3 ด้านผ่านเกณฑ์การประเมินและมีความสอดคล้องระหว่างสภาพที่คาดหวังกับสภาพที่เกิดขึ้นจริง โดยด้านปัจจัยพื้นฐานและด้านกระบวนการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านผลลัพธ์ด้านภาวะผู้นำทางวิชาการของครูแกนนำอยู่ในระดับมากที่สุด ข้อค้นพบสำคัญสะท้อนให้เห็นว่า ความชัดเจนของนโยบายและระบบสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร ประกอบกับกระบวนการพัฒนาวิชาชีพผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูแกนนำอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ รูปแบบการประเมินแบบเคาน์เทนแนนซ์ของ Stake ยังช่วยอธิบายช่องว่างระหว่างสภาพที่คาดหวังกับสภาพที่เกิดขึ้นจริงในฐานะ “พื้นที่สำหรับการพัฒนา” ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาระบบสนับสนุนทางวิชาการและการขยายผลโครงการในระดับสถานศึกษาและเครือข่ายต่อไป</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/4034 การพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของโพลยาร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2026-07-18T17:05:08+07:00 ภัทธิญา วิเวกวินย์ phattiya.w09@gmail.com จิตราภรณ์ วงศ์คำจันทร์ phattiya.w09@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของโพลยาร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 คน โรงเรียนสันติธรรมวิทยาคม เครื่องมือหลักที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ ที่ออกแบบตามแนวคิดของโพลยาร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด แบบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา และแบบบันทึกการสะท้อนผลการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการดำเนินการ วงจรปฏิบัติการที่ 1 พบว่าภายหลังจากการทดสอบและประเมินผล มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนน มีทั้งหมด 6 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 73.33 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด เมื่อเข้าสู่การดำเนินการ วงจรปฏิบัติการที่ 2 พบว่า มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 7 คน คำนวณเป็นร้อยละ 79.17 วงจรนี้นักเรียนเริ่มปรับตัวได้กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นของตนเอง สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นและมีความเข้าใจในการแก้โจทย์ปัญหาได้ดียิ่งขึ้น วงจรปฏิบัติการ ที่ 3 เมื่อวัดและประเมินผลความสามารถแล้ว พบว่า มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 10 คน คำนวณเป็นร้อยละ 100 ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละวงจรปฏิบัติการ รวมถึงมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/4275 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวคิด 5E ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก ที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องศึกษาอาเซียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2026-07-30T17:30:30+07:00 จันทร์เพ็ญ โพธิ์กลาง janpenp23@gmail.com ทัชชวัฒน์ เหล่าสุวรรณ janpenp23@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวคิด 5E ร่วมกับผังกราฟิกที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ศึกษาอาเซียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวคิด 5E ร่วมกับผังกราฟิก 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวคิด 5E ร่วมกับผังกราฟิก และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวคิด 5E ร่วมกับผังกราฟิก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุคนธ์ศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ตามแนวคิด ร่วมกับผังกราฟิก จำนวน 10 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวคิด 5E ร่วมกับผังกราฟิก มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.52/82.12 2) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/4164 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามนวัตกรรม MET Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีในรายวิชาสัมมนาทางคณิตศาสตร์ศึกษา 2026-07-23T18:07:57+07:00 นรินทรา มิ่งโอโล narintra@reru.ac.th ปิยะธิดา ชนะพันธ์ parada2527@reru.ac.th รัชนีเพ็ญ พลเยี่ยม R.Phonyiam@reru.ac.th พิสิฐ พินิจสกุล Pisit_pinitsakul@hotmail.com อัจจนา น้อยบุดดี netting.an@reru.ac.th ทแกล้ว แกล้วกล้า Taklaew@reru.ac.th ธวัชชัย เหล่าสงคราม l_thawatchai@reru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามนวัตกรรม MET Model สำหรับรายวิชาสัมมนาทางคณิตศาสตร์ศึกษาของนักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามนวัตกรรม MET Model ที่มีต่อสมรรถนะการสื่อสารและสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีของนักศึกษาสาขาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามนวัตกรรม MET Model การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 4 จำนวน 22 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามนวัตกรรม MET Model 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 14 สัปดาห์ 3) แบบประเมินสมรรถนะการสื่อสาร 4) แบบประเมินสมรรถนะการใช้เทคโนโลยี และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามนวัตกรรม MET Model ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ M - Mathematical Communication, E - English for Academic Seminar และ T - Technology Integration โดยมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) นักศึกษาครูมีสมรรถนะการสื่อสารและสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างชัดเจน โดยมีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามนวัตกรรม MET Model อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3908 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาและระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วยนวัตกรรม M CHANGE Model โรงเรียนสุเหร่าใหม่เจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 2026-07-18T17:05:17+07:00 เมคินี เพชรไพรินทร์ sasima.pech@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาและระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2) พัฒนาและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบนวัตกรรม M CHANGE Model 3) ทดลองใช้รูปแบบด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ และ 4) ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความพึงพอใจต่อรูปแบบ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานโดยบูรณาการกระบวนการวิจัยและพัฒนากับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2 วงจร PAOR ดำเนินการ 4 ระยะ ระยะเวลา 22 เดือน กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย กลุ่มครูและบุคลากร จำนวน 13 คน กลุ่มนักเรียน ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 158 คน กลุ่มผู้ปกครอง ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 158 คน รวม 329 คน ตัวแทนนักเรียน จำนวน 12 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน และแบบบันทึกข้อมูล รวมจำนวน 9 ฉบับ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent Samples t-test, Paired Samples t-test, One-Sample t-test, One-way ANOVA และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.74, S.D. = 0.63) โดยมิติด้านสุขภาวะทางกายและจิตใจมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (Mean = 3.54) และพบ “ช่องว่างการรับรู้” ระหว่างบุคลากร (Mean = 4.12) กับนักเรียน (Mean = 3.74) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นวัตกรรม M CHANGE Model ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ คู่มือ 1 หน้า และระบบ Smart Safety System ได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิด้วยแบบประเมินมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.51, S.D. = 0.41) 3) ผลการทดลองใช้ผ่าน 2 วงจรปฏิบัติการ พบว่าเหตุทะเลาะวิวาทลดลงร้อยละ 72.22 เหตุการกลั่นแกล้งลดลงร้อยละ 66.67 นักเรียนเข้าถึงช่องทางแจ้งเหตุได้ร้อยละ 100 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 73.41 เป็นร้อยละ 76.14 4) ความเหมาะสมและความเป็นไปได้หลังการใช้จริงอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.35, S.D. = 0.39) และความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.25, S.D. = 0.55)</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education