https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/issue/feed
Journal of Applied Education
2026-06-21T13:34:07+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประยูร แสงใส
prasrisirorat@gmail.com
Open Journal Systems
<p>Journal of Applied Education ISSN: 2985-2307 (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และด้านอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการศึกษา รวมทั้งสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการศึกษา เผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่<br /> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> Journal of Applied Education มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br />- ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน <br />- ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม<br />- ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม<br />- ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม<strong> </strong></p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยผู้เขียนจะต้อง กรอก <strong>“<a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">แบบขอส่งบทความตีพิมพ์</a>”</strong> และชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) โดยมีขั้นตอนดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน<br /> 2) บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ<br /> 3) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br /> 4) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ<br /></strong> 1) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br /> 2) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br /> 3) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br /> 4) เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:</strong></p> <ol> <li>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์, ค่าใช้จ่ายฯลฯ) ID Line: ben_lowz โทร. 080-2241454 (นางสาวศิโรรัตน์ ประศรี), 081-6015934 (ผศ. ดร.ประยูร แสงใส)</li> <li>เตรียมต้นฉบับบทความ</li> </ol> <p> - เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1FQs8BBLd_pdaQ1HtRtT3M3rBSAZlYLw3/edit">คลิก </a> <br /> - เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/1xx3geiJ1fBLpQyA7TTPB1fXx59tJwUSs/edit">คลิก</a><br /> - เทมเพลตบทวิจารณ์หนังสือ <a href="https://docs.google.com/document/d/1_S0oqicRT4km1k_8InoEGKCJC1I7Hto0/edit">คลิก</a></p> <ol start="3"> <li>ส่งบทความต้นฉบับในระบบวารสาร <a href="https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE">https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE</a></li> <li>กรอก “แบบขอส่งบทความตีพิมพ์” จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/13hbKlIcvn6FU_oGAUdjACl0ZMWoudxC_/view?usp=drive_link">คลิก</a></li> <li>ส่งสำเนาเอกสารในระบบ Google forms ที่ <a href="https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit">https://docs.google.com/forms/d/1JFZ6xgC46Gyck7j79RwPpVKy7lU9fKl-gRz5TBrZ7WE/edit</a></li> </ol> <p> 6. สมัครเข้า line กลุ่มวารสาร เพื่อติดต่อประสานงาน ที่ <a href="https://line.me/R/ti/g/XsQtTe4s2b">https://line.me/R/ti/g/XsQtTe4s2b</a></p> <p> </p>
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3978
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับหลักการดนตรีบำบัด เพื่อส่งเสริมสมาธิและทักษะดนตรี สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่มีภาวะสมาธิสั้น โรงเรียนวัดจอมทอง จังหวัดพิษณุโลก
2026-05-14T15:18:41+07:00
เคลน บุณยานันต์
klen.b@psru.ac.th
ทรัพยากร สุนันตา
klen.b@psru.ac.th
สุรศักดิ์ อุสาหะกานนท์
klen.b@psru.ac.th
สุจิตรา เลิศเสม บุณยานันต์
klen.b@psru.ac.th
ภากร สิริทิพา
klen.b@psru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบระดับสมาธิของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) เปรียบเทียบทักษะดนตรีขั้นพื้นฐานของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่มีภาวะสมาธิสั้น โรงเรียนวัดจอมทอง จังหวัดพิษณุโลก 15 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบยกกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบสังเกตพฤติกรรมด้านสมาธิของนักเรียน 3) แบบวัดทักษะดนตรีขั้นพื้นฐานของนักเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ สถิติ Wilcoxon signed-rank test ผลการศึกษาพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เพื่อส่งเสริมสมาธิและทักษะดนตรีที่สร้างขึ้น ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนการเรียนรู้ และมีประสิทธิภาพ 82.50/84.75 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2) นักเรียนมีคะแนนระดับสมาธิหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีคะแนนทักษะดนตรีขั้นพื้นฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เพื่อส่งเสริมสมาธิและทักษะดนตรีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.37, S.D. = 0.66)</p>
2026-06-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3616
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกมที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหาในวิชาสังคมศึกษา เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2026-05-01T09:59:23+07:00
วิภาวรรณ เจริญสุข
acronprince@gmail.com
ภาสุดา ภาคาผล
acronprince@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกมในวิชาสังคมศึกษา เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน 2) ศึกษาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกมในวิชาสังคมศึกษา เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกมในวิชาสังคมศึกษา เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 23 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม (2) บอร์ดเกม (3) แบบทดสอบ (4) แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา และ (5) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติวิเคราะห์หลักประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของตัวแปรตาม ใช้สถิติทดสอบ t-test ชนิด Dependent Samples ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกมในวิชาสังคมศึกษา เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน สูงกว่าก่อนเรียน โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ตามเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ 2) ทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกมในวิชาสังคมศึกษา เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน อยู่ในระดับดีเยี่ยม 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกมในวิชาสังคมศึกษา เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน อยู่ในระดับมาก</p>
2026-06-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3869
การถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดีในการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการให้แก่ผู้เรียน ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร
2026-05-07T15:21:19+07:00
นิติภรณ์ วันชูลี
nitiporn.wa@ku.th
วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง
wanwisa.sue@ku.th
พร้อมพิไล บัวสุวรรณ
feduplb@ku.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดีในการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียน และ 2) เพื่อประเมินคุณภาพของแนวปฏิบัติที่ดีในการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียน ในด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ ความคุ้มค่า และความยั่งยืน การวิจัยดำเนินการ 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษากรณีโรงเรียนมัธยมสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ โดยมีผู้ให้ข้อมูลจำนวน 15 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และนักเรียน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย ระยะที่ 2 ประเมินคุณภาพแนวปฏิบัติที่ดีโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน ด้วยแบบประเมินด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ ความคุ้มค่า และความยั่งยืน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวปฏิบัติที่ดีในการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนมีลักษณะเป็นกระบวนการเชิงระบบ ประกอบด้วยปัจจัยนำเข้า กระบวนการดำเนินงาน และผลลัพธ์ โดยมีการบูรณาการรายวิชาการงานอาชีพ รายวิชาเพิ่มเติมขนมไทย รายวิชาเพิ่มเติมขนมอบ กิจกรรมลูกเสือ Ticket to Life กิจกรรมตลาดนัดนักเรียน และกิจกรรม MSS Café & Workshop ซึ่งเป็นพื้นที่การเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนการผลิต การทดลองผลิตสินค้า การคำนวณต้นทุน การกำหนดราคาจำหน่าย และการจำหน่ายสินค้า โดยเฉพาะนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีบทบาทเป็นแกนนำในการดำเนินกิจกรรมและถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับนักเรียนรุ่นน้อง ส่งผลให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การวางแผน การทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบ และความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังพบว่า การดำเนินงานดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน ทุนทางปัญญา กลไกสนับสนุน เครือข่ายความร่วมมือ และวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง 2) ผลการประเมินคุณภาพแนวปฏิบัติที่ดีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความคุ้มค่า มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านความเป็นประโยชน์และด้านความยั่งยืน ขณะที่ด้านความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก ข้อค้นพบดังกล่าวนำไปสู่การสังเคราะห์เป็นโมเดลการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการเชิงระบบ (Systemic Entrepreneurial Skills Development Model: SESD Model) ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการเป็นผู้ประกอบการได้อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง</p>
2026-06-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3811
สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2
2026-05-16T03:21:50+07:00
อัญชนา ขยายเสียง
unplantrip1993@gmail.com
อาภาพรรณ ประทุมไทย
unplantrip1993@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะผู้บริหารกับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และ 4) สร้างสมการพยากรณ์สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 252 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.98 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สมรรถนะทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ สมรรถนะด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง สมรรถนะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ สมรรถนะด้านการพัฒนาตนเอง สมรรถนะด้านการทำงานเป็นทีม และสมรรถนะด้านการคิด เชิงกลยุทธ์ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) อยู่ระหว่าง .509 ถึง .810 4) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถพยากรณ์การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มี 4 ด้าน คือ สมรรถนะด้านการทำงานเป็นทีม สมรรถนะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ สมรรถนะด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ และสมรรถนะด้านการพัฒนาตนเอง โดยมีอำนาจการพยากรณ์ร้อยละ 74.20</p>
2026-06-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3807
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง การผลิตสินค้าและการบริการ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะร่วมกับการ์ดเกม
2026-05-01T09:59:46+07:00
กมลชนก ทับยัง
6614442020@rumail.ru.ac.th
ภาสุดา ภาคาผล
6614442020@rumail.ru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม (2) เปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะร่วมกับการ์ดเกม และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะร่วมกับการ์ดเกม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) การ์ดเกม เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะร่วมกับการ์ดเกม 3) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปกติ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5) แบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ และ 6) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ t-testแบบเป็นอิสระต่อกัน ผลการศึกษาพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มทดลองที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะร่วมกับการ์ดเกม สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ทักษะการคิดวิเคราะห์หลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มทดลอง พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน (3) นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะร่วมกับการ์ดเกมมีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-06-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3892
การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาแบบร่วมมือ โดยใช้การเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
2026-05-08T22:04:49+07:00
เกษร สายทอง
gesorn.nok@gmail.com
จิตราภรณ์ วงศ์คำจันทร์
gesorn.nok@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาแบบร่วมมือ โดยใช้การเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านดู่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 5 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้วิจัยทำหน้าที่เป็นผู้สอนและพบปัญหาเกี่ยวกับความสามารถในการแก้ปัญหาแบบร่วมมือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม (2) บอร์ดเกม เรื่องนักสำรวจน้อยผจญภัยโลกกว้าง (3) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาแบบร่วมมือ (4) แบบสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหาแบบร่วมมือของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการแก้ปัญหาแบบร่วมมือของนักเรียนมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกวงรอบปฏิบัติการ 2) นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาแบบร่วมมือผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ทุกคน ในวงรอบปฏิบัติการที่ 2 3) การจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับบอร์ดเกม สามารถพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาแบบร่วมมือของนักเรียนได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด</p>
2026-06-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3881
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดน่าน
2026-05-14T15:19:00+07:00
ศิรดา ปัญญากุลรักษ์
sirada.k2521@gmail.com
กษิฎิฎฏ์ มีพรหม
sirada.k2521@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดน่าน และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดน่าน จำนวน 162 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการศึกษาพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการสร้างแรงบันดาลใจ รองลงมาคือด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และด้านการกระตุ้นทางปัญญา ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบพบว่า ครูที่มีเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-06-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3611
การพัฒนาความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์และทักษะการร่วมมือ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการสอนการเขียนสร้างสรรค์ของกิลเบิร์ต
2026-04-02T13:46:53+07:00
กาญจนา วัลมาลี
kanchana.wanmalee@gmail.com
พิณพนธ์ คงวิจิตต์
phinphoneduc@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยกระบวนการสอนการเขียนสร้างสรรค์ของกิลเบิร์ตหลังการทดลองกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ (2) พัฒนาการด้านทักษะการร่วมมือของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยกระบวนการสอนการเขียนสร้างสรรค์ของกิลเบิร์ต การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental Research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดสระยายโสม จำนวน 12 คน ซึ่งศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์ และ 2) แบบสังเกตทักษะการร่วมมือ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สถิติ one-sample t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) ผลการศึกษาพบว่า (1) นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการเขียนสร้างสรรค์หลังเรียนเฉลี่ย 23.25 คะแนน (S.D. = 3.68) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และ (2) ผลการวิเคราะห์พัฒนาการทักษะการร่วมมือจากการวัดซ้ำ 4 ครั้ง พบว่า คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 3.03 เป็น 3.84 และแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p>
2026-06-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3949
การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง
2026-05-16T03:22:09+07:00
กาญจนา ศรีผักหอม
Thidaratana@cas.ac.th
อาทิตย์ ฉัตรชัยพลรัตน์
Thidaratana@cas.ac.th
กษมา ชนะวงศ์
Thidaratana@cas.ac.th
ธิดารัตน์ เลิศวิทยากุล
thidaratana@cas.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้วิธีการสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ดำเนินการเก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด 126 คน โดยผู้ให้ข้อมูลจากแต่ละสถาบัน ได้แก่ ผู้อำนวยการ 1 คน และรองผู้อำนวยการ 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบตอบสนองคู่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับแก้ (Modified Priority Needs Index: PNI modified) ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับดีมากทุกด้าน และ 2) ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (PNI modified) พบว่า ด้านการมีทักษะการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นลำดับที่ 1 (PNI modified = 0.266) ลำดับที่ 2 คือด้านวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม (PNI modified = 0.265) ลำดับที่ 3 ด้านการมบทบาทหน้าที่เชิงนวัตกรรม (PNI modified = 0.262) ลำดับที่ 4 การสร้างเครือข่ายการทำงานเป็นทีม และการมีส่วนร่วมเชิงนวัตกรรม (PNI modified = 0.261) และลำดับที่ 5 ด้านการมีบุคลิกภาพเชิงนวัตกรรม (PNI modified = 0.260) ตามลำดับ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์และการกำหนดวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเชิงนวัตกรรมและเสริมสร้างสมรรถนะอาชีพของผู้เรียนในบริบทอาชีวศึกษาเอกชน</p>
2026-06-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/JAE/article/view/3858
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องนาฏศิลป์พื้นเมือง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันร่วมกับเกมบิงโกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2026-05-08T22:05:35+07:00
ปภัสรา วรรณวงษ์
papat6533@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องนาฏศิลป์พื้นเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันร่วมกับเกมบิงโก และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันร่วมกับเกมบิงโก เรื่องนาฏศิลป์พื้นเมือง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนไทยคริสเตียนสะพานเหลือง ปีการศึกษา 2568 จำนวน 12 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันร่วมกับเกมบิงโก เรื่องนาฏศิลป์พื้นเมือง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบสมมติฐานด้วย Wilcoxon Matched-Pairs Signed-Ranks Test ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันร่วมกับเกมบิงโก เรื่องนาฏศิลป์พื้นเมือง อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.88 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.19</p>
2026-06-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Applied Education