วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU <p><strong>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช</strong></p> <p><strong>ISSN:</strong> 3027-8155 (Online) </p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong><strong> :</strong> ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม ถึง มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม ถึง ธันวาคม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตการตีพิมพ์</strong> <strong>:</strong> วารสารฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการ และงานวิจัยทางด้านครุศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของคณาจารย์และนักศึกษาระดับปริญญาตรี ระดับบัณฑิตศึกษาทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย รวมถึงผู้สนใจทั่วไป และเพื่อเป็นช่องทางแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูล ประสบการณ์ และผลงานวิจัยของบุคลากรในสถาบันการศึกษา</p> <p><strong>รูปแบบการเผยแพร่บทความเป็น </strong><strong>2 รูปแบบ : </strong>รูปแบบการตีพิมพ์ (Print), รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) </p> <p><strong>ประเภทของบทความที่เปิดรับ<br /></strong><span style="font-weight: 400;">วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เปิดรับบทความ 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ ซึ่งบทความที่เผยแพร่ในวารสารต้องมีเนื้อหาสาระที่มีความถูกต้องทางวิชาการ</span><span style="font-weight: 400;"><br /></span><span style="font-weight: 400;">มีประโยชน์ และมีความน่าสนใจ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับศาสตร์ด้านต่าง ๆ ดังนี้<br /> 1. </span>ศาสตร์ด้านการศึกษา เช่น หลักสูตรและการสอน การวัดและประเมินผล นวัตกรรมทางการศึกษา จิตวิทยาการศึกษา การศึกษาตลอดชีวิต ฯลฯ <br /> 2. ศาสตร์ด้านการจัดการเรียนรู้ในสาขาวิชาต่างๆ เช่น การศึกษาปฐมวัย คณิตศาสตร์ พลศึกษา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ทั่วไป สังคมศึกษา คอมพิวเตอร์ ฟิสิกส์ ดนตรีศึกษา ศิลปศึกษา นาฏศิลป์ เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา ฯลฯ <br /> 3. ศาสตร์ด้านการบริหารการศึกษา เช่น การบริหารสถานศึกษา การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา การวางแผนและนโยบายทางการศึกษา ฯลฯ<br /> 4. ด้านสังคมศาสตร์<br /> 5. ด้านมนุษยศาสตร์<br /> 6. ด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์การศึกษา</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ</strong><br /> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม ถึง มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม ถึง ธันวาคม</p> <p><strong>ประเภทบทความ : </strong>ตีพิมพ์ ฉบับละ 10-13 บทความ<br /> บทความทางวิชาการ 2-3 บทความ / ฉบับ<br /> บทความวิจัย 8-10 บทความ / ฉบับ</p> <p><strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ <em>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช</em></strong><strong><br /></strong>อ้างอิงตามประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เรื่อง หลักเกณฑ์ อัตราค่าธรรมเนียม และอัตราค่าตอบแทนเกี่ยวกับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความในวารสารของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศ ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2568</p> <p><strong>1. อัตราค่าธรรมเนียม</strong><br /><strong> </strong> บุคคลภายใน บทความละ 3,500 บาท<strong><br /></strong><strong> </strong>บุคคลภายนอก<strong> </strong>บทความละ 4,000 บาท<br /><strong>นิยาม<br /></strong><strong> บุคคลภายใน</strong> หมายถึง คณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ซึ่งต้องปรากฏชื่อเป็น <strong>“ผู้แต่งบทความลำดับแรก”</strong> เท่านั้น <em>หมายเหตุ: หากผู้แต่งลำดับแรกใช้สังกัดของสถาบันอื่น (ไม่ใช่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช) จะถือเป็นบุคคลภายนอก<br /></em><strong> บุคคลภายนอก</strong> หมายถึง บุคคลที่มิใช่คณาจารย์ นักศึกษา หรือบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช</p> <p><strong>2. การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม</strong><br /><strong> </strong> - วารสารครุศาสตร์จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม <strong>เมื่อบทความผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการ และสามารถส่งต่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน </strong><strong>3 คน ประเมินคุณภาพบทความได้<br /></strong><strong> </strong> - เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานจะแจ้งให้ผู้นิพนธ์ทราบก่อนการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมทุกครั้ง</p> <p><strong>3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม<br /></strong><strong> </strong> กรุณาชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ ผ่านบัญชีธนาคารดังนี้<br /><strong> </strong> ธนาคารกรุงไทย สาขาตลาดหัวอิฐ<br /><strong> </strong> <strong> </strong> ชื่อบัญชี : <strong>มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช<br /> </strong>เลขที่บัญชี : <strong>816-1-03765-5</strong> <strong> **เท่านั้น**<br /> </strong>(กรุณาส่งหลักฐานการชำระเงินไปที่อีเมล: <strong>journals_edu@nstru.ac.th</strong>)</p> <p><strong>หมายเหตุ<br /></strong><span lang="TH"><strong> </strong> การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ <strong>“ไม่ได้รับรองว่าว่าบทความของท่านจะได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช”</strong></span><span lang="TH"> เนื่องจากบทความจะต้องผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน </span>3 <span lang="TH">คน และบรรณาธิการก่อน จึงจะสามารถแจ้งผลการพิจารณาว่า ให้สามารถลงตีพิมพ์เผยแพร่ได้หรือไม่<br /><strong> </strong> ทั้งนี้ หากบทความของท่าน <strong>“ถูกปฏิเสธการตีพิมพ์” ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมทุกกรณี</strong></span><strong><span lang="TH" style="font-family: 'Angsana New',serif;"> </span></strong><em>(<span lang="TH">เนื่องจากค่าธรรมเนียมที่ท่านชำระ จะเป็นค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิที่ประเมินบทความของท่าน) <br /><strong> </strong> </span></em><span lang="TH">จึงขอให้ท่านรับทราบ ก่อนการส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์<br /></span></p> คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช (Faculty Of Education of Nakhon Si Thammarat Rajabhat University) th-TH วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช 3027-8155 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารครุศาตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช</p> ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/3642 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และ3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง กลุ่มตัวอย่าง คือผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 365 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ใช้เครื่องมือคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการจูงใจ และอันดับสุดท้าย คือ ด้านบรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กร 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 คือ ปัจจัยด้านการจูงใจ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?x_{7}" alt="equation" />) ปัจจัยด้านบรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?x_{2}" alt="equation" />) ปัจจัยด้านการทำงานร่วมกันเป็นทีม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?x_{6}" alt="equation" />) ปัจจัยด้านการสร้างวิสัยทัศน์ พันธกิจและค่านิยม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?x_{5}" alt="equation" />) และปัจจัยด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?x_{1}" alt="equation" />) สามารถร่วมพยากรณ์ได้ร้อยละ 56.10 โดยมีสมการคะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ดังนี้</p> <p>สมการคะแนนดิบ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Y}=.599&amp;plus;0.204(x_{7})^{**}&amp;plus;0.192(x_{2})^{**}&amp;plus;0.176(x_{6})^{**}&amp;plus;0.136(x_{5})^{**}&amp;plus;0.141(x_{1})^{**}" alt="equation" /></p> <p>สมการคะแนนมาตรฐาน <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Z}_{Y}=0.223(x_{7})^{**}&amp;plus;0.180(x_{2})^{**}&amp;plus;0.186(x_{6})^{**}&amp;plus;0.141(x_{6})^{**}&amp;plus;0.137(x_{6})^{**}" alt="equation" /></p> พิชญา กันทวรรณ ขวัญธิศศรา อภิสุขสกุล ปริยาภรณ์ ตั้งคุณานันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-26 2026-08-26 5 2 e3642 e3642 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา เรื่อง การเขียนรหัสลำลองและผังงาน รายวิชา วิทยาการคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/3557 <p>ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา เรื่อง การเขียนรหัสลำลองและผังงาน รายวิชา วิทยาการคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนที่จัดการเรียนรู้โดยเกมการศึกษา และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยเกมการศึกษา ใช้แบบแผนการทดลอง One Group Pretest-Posttest Design กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ 1/1 โรงเรียนพรหมคีรีพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 คัดเลือกจากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เกมการศึกษา แผนจัดการเรียนรู้ แบบประเมินคุณภาพเกมการศึกษา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทดสอบ t – test for dependent</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการหาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด</p> พิมมาดา ประสานอภิพงศ์ ธณัฐชา รัตนพันธ์ อนุวัฒน์ จันทสะ เศณวี ฤกษ์มงคล ละมัย แซ่เฮง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-26 2026-08-26 5 2 e3557 e3557 แนวทางการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/3585 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษา 2) สร้างและประเมินแนวทางการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักใช้วิธีเลือกแบบเจาะจงเป็นผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนคุณภาพ จำนวน 6 คน และกลุ่มผู้ประเมินแนวทาง ใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ผู้รับผิดชอบแหล่งเรียนรู้เพื่อการจัดการเรียนรู้ ครูหัวหน้างานอาคารสถานที่และครูหัวหน้างานสิ่งแวดล้อม จำนวน 196 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบประเมินแนวทาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐานและการวิเคราะห์เนื้อหาแบบสร้างข้อสรุป</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษา ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ 1.1) แนวทางการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เพื่อการจัดการเรียนรู้ 1.2) แนวทางการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ และ 1.3) แนวทางการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน แต่ละด้านประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผนและจัดทำแผนการดำเนินงาน การนิเทศ ติดตามและประเมินผล และการสรุปและรายงานผล 2) ผลการสร้างแนวทางประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 2.1) ที่มาและความสำคัญ 2.2) วัตถุประสงค์ และ 2.3) แนวทางการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษา และผลการประเมินแนวทาง พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ความเป็นไปได้ ความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ</p> นงลักษณ์ เข็มกำเหนิด อัคพงศ์ สุขมาตย์ ฐิยาพร กันตาธนวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-26 2026-08-26 5 2 e3585 e3585 การประเมินโครงการห้องเรียนความสามารถพิเศษทางด้านทัศนศิลป์ โรงเรียนท่าศาลาประสิทธิ์ศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/3580 <p>การประเมินโครงการห้องเรียนความสามารถพิเศษทางด้านทัศนศิลป์ โรงเรียนท่าศาลาประสิทธิ์ศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงประเมิน (Evaluation Research) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการห้องเรียนความสามารถพิเศษด้านทัศนศิลป์ โรงเรียนท่าศาลาประสิทธิ์ศึกษา 4 ด้าน ตามรูปแบบซิปป์ (CIPP Model) ได้แก่ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้ดำเนินงาน นักเรียน และผู้ปกครอง รวมทั้งสิ้น 39 คน เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามจำนวน 4 ฉบับ แต่ละฉบับมี 3 ตอน มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง จำนวน 7 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการ โดยการใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากการสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านบริบท โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.37) วัตถุประสงค์โครงการมีความชัดเจนสอดคล้องกับวิสัยทัศน์สถานศึกษาและนโยบายการพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ 2) ด้านปัจจัยนำเข้า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.38) มีความพร้อมด้านงบประมาณและทรัพยากรการเรียนรู้ แต่ควรเพิ่มความชัดเจนในการคัดเลือกบุคลากรเฉพาะทาง 3) ด้านกระบวนการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.44) มีจุดเด่นด้านการดำเนินกิจกรรมตามแผน แต่ควรปรับปรุงระบบการนิเทศติดตาม 4) ด้านผลผลิต โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.65) นักเรียนมีพัฒนาการด้านทักษะทัศนศิลป์อย่างเห็นได้ชัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับสูง และผู้เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อโครงการในระดับมากที่สุด</p> กรภัทร ดิษยมนตรี เบญจพร ชนะกุล อโนทัย ประสาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-26 2026-08-26 5 2 e3580 e3580 การประเมินโครงการค่ายพัฒนาอัจฉริยภาพผู้เรียนด้านคณิตศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนโยธินบำรุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/3579 <p>การประเมินโครงการค่ายพัฒนาอัจฉริยภาพผู้เรียนด้านคณิตศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนโยธินบำรุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงประเมินผล มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินคุณค่าภายใน 2) ประเมินความก้าวหน้า 3) ประเมินผลสรุปรวม และ 4) ประเมินผลสำเร็จผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหาร คณะกรรมการดำเนินงาน และนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมค่าย รวมจำนวน 89 คน และผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 10 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในระยะก่อนดำเนินโครงการ ระหว่างดำเนินโครงการ และหลังเสร็จสิ้นโครงการ โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านการประเมินคุณค่าภายในอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=3.99) โดยค่าเฉลี่ยสูงสุด คือด้านเป้าหมาย/ตัวชี้วัดของโครงการ และค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการวัดและประเมินผลโครงการ 2) ด้านการประเมินความก้าวหน้าอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.45) โดยค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ คุณภาพด้านบุคลากรและงบประมาณและค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ คุณภาพด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3) ด้านการประเมินผลสรุปอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=3.32) โดยค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการวางแผนโครงการ และค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการติดตามผลโครงการ 4) ด้านการประเมินผลสำเร็จอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.15) โดยค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน และค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมค่าย ผลจากการศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อประเมินผลสำเร็จ พบว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์และศักยภาพทางคณิตศาสตร์สูงขึ้น พัฒนาทักษะการคิด การทำงานร่วมกัน และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ได้ แสดงให้เห็นว่าโครงการมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p> รักษิณามนต์ วงศ์โภไคย อโนทัย ประสาน เบญจพร ชนะกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-26 2026-08-26 5 2 e3579 e3579 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการตีความวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบผสานโลกจริงและดิจิทัลร่วมกับการเรียนรู้แบบกลุ่มแข่งขัน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/3763 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบผสานโลกจริงและดิจิทัลร่วมกับการเรียนรู้แบบกลุ่มแข่งขัน 2) ศึกษาความสามารถในการตีความวรรณคดีไทยของผู้เรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ของผู้เรียน การวิจัยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 34 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย และ 3) แบบวัดความสามารถในการตีความวรรณคดีไทย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน และการวิเคราะห์ค่าความก้าวหน้าทางการเรียนรู้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการตีความวรรณคดีไทยของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.03 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.29 และ 3) ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้คิดเป็นร้อยละ 82.15 ผลการวิจัยสะท้อนว่าการจัดการเรียนรู้แบบผสานโลกจริงและดิจิทัลร่วมกับการเรียนรู้แบบกลุ่มแข่งขันสามารถส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เรียน กระตุ้นการเรียนรู้เชิงรุก และพัฒนาความสามารถในการตีความวรรณคดีไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงสามารถเป็นแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทย</p> นฤนาท สระแดง ศึกษา เบ็ญจกุล อรรถพล ชูแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-26 2026-08-26 5 2 e3763 e3763 การพัฒนาหลักสูตรโดยใช้ข้อมูลทางคติชนวิทยาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ภาษาไทยในศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/3510 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาหลักสูตรภาษาไทยโดยใช้คติชนวิทยาเป็นฐาน (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้หลักสูตร และ (3) ศึกษาการความคิดเห็นของผู้เรียนต่อหลักสูตร ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ การวิเคราะห์และออกแบบ การนำไปใช้ และการประเมินปรับปรุง ประชากรคือ นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหลังอ้ายหมี จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 89 คน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 จำนวน 40 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยหลักสูตร แผนการจัดการเรียนรู้ 3 แผน (9 ชั่วโมง) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบสอบถามการรับรู้ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ และการวิเคราะห์ขนาดอิทธิพล ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) หลักสูตรมี 5 องค์ประกอบคือ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการจัดการเรียนรู้ การวัดประเมินผล และปัจจัยสนับสนุน โดยมีกระบวนการเรียนรู้ 3 ขั้น ได้แก่ การพัฒนาสมรรถนะทางภาษา การสร้างแรงบันดาลใจ และการฝึกใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารผ่านข้อมูลคติชนวิทยาในบริบทจริง (2) ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และมีขนาดอิทธิพลในระดับสูงมาก (Cohen’s d = 6.61) และ (3) ผู้เรียนมีการรับรู้ต่อหลักสูตรในระดับมาก มีความกระตือรือร้น เรียนรู้อย่างมีความหมาย และมั่นใจในการใช้ภาษาเพิ่มขึ้น</p> <p>ข้อค้นพบสำคัญคือ คติชนวิทยามีบทบาทเป็นกลไกการเรียนรู้ที่บูรณาการภาษา บริบท และวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ ช่วยเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่การใช้ในชีวิตจริง ยกระดับผลสัมฤทธิ์และทักษะภาษา ควบคู่กับการเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของผู้เรียน</p> วรกร ธรรมภิบาลอุดม สุพัฒน์ บุตรดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-26 2026-08-26 5 2 e3510 e3510 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/3700 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยบรรยายมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน 2) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู และ 4) พยากรณ์แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยองค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 จำนวน 278 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบชั้นภูมิสองขั้นตอน สุ่มตัวอย่างอย่างง่ายโดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .956 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบใส่ตัวแปรทั้งหมดพร้อมกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับดี ด้านการสร้างแรงบันดาลใจมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโดยรวมอยู่ในระดับดี โดยด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (<em>r</em> = .847) และ 4) องค์ประกอบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ด้าน สามารถร่วมกันพยากรณ์แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 60.20 (Adjusted <em>R</em><sup>2</sup> = .602) ซึ่งทุกองค์ประกอบมีนัยสำคัญในการร่วมกันพยากรณ์ โดยด้านการสร้างแรงบันดาลใจมีน้ำหนักอิทธิพลพยากรณ์สูงสุด รองลงมาคือ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์และการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ตามลำดับ</p> หนึ่งฤดี แซ่เอือง บุญเลิศ ธานีรัตน์ สัญชัย พูลสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-26 2026-08-26 5 2 e3700 e3700 การพัฒนาความสามารถในการสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโต้แย้งทางคณิตศาสตร์ร่วมกับโปรแกรมจีโอจีบรา ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบางไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/4182 <p>การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาความสามารถในการสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโต้แย้งทางคณิตศาสตร์ร่วมกับโปรแกรมจีโอจีบรา และ 2) ศึกษาแนวทางการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโต้แย้งทางคณิตศาสตร์ร่วมกับโปรแกรมจีโอจีบรา กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบางไทร ปีการศึกษา 2568 จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบบันทึกการถอดโปรโตคอลชั้นเรียน 3) แบบประเมินผลงานนักเรียน 4) แบบบันทึกการสังเกตชั้นเรียน และ 5) แบบทดสอบวัดความสามารถฯ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีพัฒนาการความสามารถในการสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มจากร้อยละ 75.00 ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 เป็นร้อยละ 79.17 ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 ซึ่งอยู่ในระดับดี และเพิ่มเป็นร้อยละ 87.50 ในวงจรปฏิบัติการที่ 3 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก ส่วนผลการประเมินท้ายการปฏิบัติการรายบุคคลมีคะแนนรวมอยู่ในระดับดีถึงดีมาก โดยภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 87.65 อยู่ในระดับดีมาก นักเรียนพัฒนาจากการใช้ภาษา สัญลักษณ์ แสดงแนวคิดและนำเสนอแนวคิดได้ชัดเจนขึ้น และ 2) แนวทางการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ การใช้สถานการณ์ปัญหาที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ของนักเรียน การใช้คำถามปลายเปิดและเพิ่มเวลารอคำตอบ การกำหนดบทบาทสมาชิกกลุ่ม การส่งเสริมให้ใช้หลักฐานประกอบข้อคาดเดาและข้อโต้แย้ง การใช้โปรแกรมจีโอจีบราตรวจสอบแนวคิดและการให้นักเรียนสรุปแนวคิดด้วยภาษาของตนเอง</p> จารุวิทย์ เอี่ยมชลคำ สุรีรัตน์ อารีรักษ์สกุล ก้องโลก วินิจ เทือกทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-26 2026-08-26 5 2 e4182 e4182 การดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันตามมาตรฐานการประเมินโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 2 https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/3702 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันตามมาตรฐานการประเมินโรงเรียน 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานฯ ตามตัวแปรขนาดของโรงเรียน ประเภท ที่ตั้ง อัตรางบประมาณ รูปแบบการดำเนินงาน เพศ และประสบการณ์ของผู้บริหาร และ 3) ศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะในการบริหารงาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ประชากรจำนวน 188 แห่ง กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนจำนวน 128 แห่ง กำหนดขนาดโดยใช้ตารางของเครซี่และมอร์แกน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามขนาดโรงเรียนและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.60-1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .984 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์แบบทีอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การทดสอบพหุคูณด้วยวิธี LSD และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันโดยรวมอยู่ในระดับดี 2) ผลการเปรียบเทียบพบว่า โรงเรียนที่มีขนาด อัตรางบประมาณ รูปแบบการดำเนินงาน และประสบการณ์ของผู้บริหารต่างกันมีการดำเนินงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01, .001, .05 และ .01 ตามลำดับ ส่วนตัวแปรด้านประเภทของโรงเรียน ที่ตั้ง และเพศของผู้บริหาร ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ และ3) ปัญหาสำคัญคือความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ การบูรณาการเรียนการสอนไม่ครบทุกกลุ่มสาระ และการขาดแคลนบุคลากรด้านโภชนาการ ข้อเสนอแนะควรเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้คล่องตัว ส่งเสริมการใช้โปรแกรม Thai School Lunch อย่างเต็มประสิทธิภาพ พัฒนาหลักสูตรบูรณาการโภชนาการในทุกกลุ่มสาระเรียนรู้ และสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนเพื่อความยั่งยืน</p> เยาวเรศ นนทะสร บุญเลิศ ธานีรัตน์ สัญชัย พูลสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-27 2026-08-27 5 2 e3702 e3702 สาส์นจากบรรณาธิการ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/4416 นพรัตน์ ชัยเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-10 2026-08-10 5 2 จินตภาพทางการกีฬากับการพัฒนาความแม่นยำในการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อ https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/2605 <p>บทความนี้สังเคราะห์องค์ความรู้ด้านจินตภาพทางการกีฬา เพื่ออธิบายบทบาทของจินตภาพทางการกีฬาในการพัฒนา ความแม่นยำของทักษะ และ สมาธิภายใต้แรงกดดันจริง ในการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อ ชี้ให้เห็นผลของการ “ซ้อมทางสมอง” ต่อสมาธิ ความมั่นใจ และความถูกต้องของการเคลื่อนไหว ผลการสังเคราะห์ การวิเคราะห์เนื้อหา ชี้ให้เห็นว่าจินตภาพที่ออกแบบอย่าง “สมจริง” มีความสอดคล้องเชิงหน้าที่กับการปฏิบัติจริง สามารถกระตุ้นประสาทการเคลื่อนไหว เสริมการจัดลำดับ การเคลื่อนไหว การคาดการณ์สถานการณ์ และการตัดสินใจเชิงยุทธวิธี ส่งผลให้เกิดความแม่นยำสูงขึ้น สมาธินิ่งขึ้น ความมั่นใจเพิ่มขึ้น การตัดสินใจเฉียบคมขึ้นและได้ความเสถียรของผลงานระหว่างการแข่งขัน เมื่อประยุกต์สู่ทักษะสำคัญของเซปักตะกร้อ การเสิร์ฟ การชง การเตะทำคะแนน การบล็อค และการรับหรือเกี่ยวลูกทำคะแนน จินตภาพทางการกีฬาช่วยกำหนดตำแหน่ง ทิศทาง จังหวะ สร้างภาพเส้นทางลูกและตำแหน่งตก ควบคุมแรง มุมกระทบและวิถีลูก เร่งการรับรู้สัญญาณอ่านเกม และจัดลำดับ “สังเกตเคลื่อนที่เข้าหาลูก” อย่างปลอดภัยลดข้อผิดพลาดและความเสี่ยงบาดเจ็บ</p> <p>ทั้งนี้ การบูรณาการจินตภาพกับการฝึกทางกาย ก่อน ระหว่าง หลังการแข่งขัน โดยใช้สคริปต์จินตภาพ การกำหนดลมหายใจ สิ่งเร้าประสาทสัมผัส และบริบทสนามจริง ช่วยยกระดับศักยภาพนักกีฬาอย่างรอบด้าน และเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาสู่มาตรฐานการแข่งขันระดับสูงทั้งในชาติและนานาชาติ ข้อเสนอแนะคือ ควรออกแบบโปรแกรมจินตภาพทางการกีฬาเชิงระบบที่สามารถนำมาบูรณาการเพื่อพัฒนาความแม่นยำทักษะต่างๆของกีฬาเซปักตะกร้อที่ใช้ในการแข่งขัน เพื่อยืนยันประสิทธิภาพในการพัฒนาความแม่นยำส่งผลต่อชัยชนะและความสำเร็จในการแข่งขันกีฬา</p> ณัฐธร ขุนทอง จิราภรณ์ เหมพันธ์ กิตติศักดิ์ ใจอ่อน อารี สาริปา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-26 2026-08-26 5 2 e2605 e2605 จากแนวคิดสู่ระบบ: ข้อเสนอเชิงนโยบายการเทียบโอนผลการเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อการศึกษาตลอดชีวิตของประเทศไทย https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/3901 <p>ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การศึกษาตลอดชีวิตได้กลายเป็นวาระสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเสริมสร้างความยั่งยืนของประเทศ ระบบการเทียบโอนผลการเรียนรู้จากประสบการณ์ ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นกลไกสำคัญในการรับรองการเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้นอกระบบ และการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ตลอดจนสนับสนุนเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น</p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์กรอบแนวคิดของระบบการเทียบโอนผลการเรียนรู้จากประสบการณ์ วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบบทเรียนจากประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารและวรรณกรรมเชิงนโยบายร่วมกับการวิเคราะห์เปรียบเทียบกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ความสำเร็จของระบบดังกล่าวขึ้นอยู่กับการออกแบบ “สถาปัตยกรรมเชิงนโยบาย” ที่เชื่อมโยงองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างการกำกับดูแลระดับชาติ กรอบคุณวุฒิฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ ระบบการประเมินและประกันคุณภาพ และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</p> <p>นอกจากนี้ บทความเสนอกรอบวิเคราะห์ที่เน้น “ความสอดคล้องเชิงระบบ” และ “สมดุลเชิงนโยบาย” ระหว่างมาตรฐานและความยืดหยุ่น โดยชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพของระบบมิได้ขึ้นอยู่กับการรวมศูนย์หรือการกระจายอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมโยงนโยบาย โครงสร้าง และการปฏิบัติในทุกระดับอย่างเป็นองค์รวม จึงเสนอให้ประเทศไทยพัฒนากลไกกำกับดูแลระดับชาติ เชื่อมโยงการเทียบโอนผลการเรียนรู้จากประสบการณ์กับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ พัฒนาระบบการประเมินและประกันคุณภาพ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และชุมชน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริง และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ยืดหยุ่น ครอบคลุม และเป็นธรรมอย่างยั่งยืน</p> ณัชชา มหปุญญานนท์ วิภาพรรณ พินลา วิภาดา พินลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-26 2026-08-26 5 2 e3901 e3901