https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/issue/feed
วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
2026-03-19T11:24:04+07:00
Associate Professor Dr.Nopparat Chairueng
journals_edu@nstru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช</strong></p> <p><strong>ISSN :</strong> 2821-9465 (Print)<br /><strong>ISSN:</strong> 3027-8155 (Online) </p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong><strong> :</strong> ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม ถึง มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม ถึง ธันวาคม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตการตีพิมพ์</strong> <strong>:</strong> วารสารฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการ และงานวิจัยทางด้านครุศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของคณาจารย์และนักศึกษาระดับปริญญาตรี ระดับบัณฑิตศึกษาทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย รวมถึงผู้สนใจทั่วไป และเพื่อเป็นช่องทางแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูล ประสบการณ์ และผลงานวิจัยของบุคลากรในสถาบันการศึกษา</p> <p><strong>รูปแบบการเผยแพร่บทความเป็น </strong><strong>2 รูปแบบ : </strong>รูปแบบการตีพิมพ์ (Print), รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) </p> <p><strong>ประเภทของบทความที่เปิดรับ<br /></strong><span style="font-weight: 400;">วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เปิดรับบทความ 2 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย และบทความวิชาการ ซึ่งบทความที่เผยแพร่ในวารสารต้องมีเนื้อหาสาระที่มีความถูกต้องทางวิชาการ</span><span style="font-weight: 400;"><br /></span><span style="font-weight: 400;">มีประโยชน์ และมีความน่าสนใจ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับศาสตร์ด้านต่าง ๆ ดังนี้<br /> 1. </span>ศาสตร์ด้านการศึกษา เช่น หลักสูตรและการสอน การวัดและประเมินผล นวัตกรรมทางการศึกษา จิตวิทยาการศึกษา การศึกษาตลอดชีวิต ฯลฯ <br /> 2. ศาสตร์ด้านการจัดการเรียนรู้ในสาขาวิชาต่างๆ เช่น การศึกษาปฐมวัย คณิตศาสตร์ พลศึกษา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ทั่วไป สังคมศึกษา คอมพิวเตอร์ ฟิสิกส์ ดนตรีศึกษา ศิลปศึกษา นาฏศิลป์ เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา ฯลฯ <br /> 3. ศาสตร์ด้านการบริหารการศึกษา เช่น การบริหารสถานศึกษา การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา การวางแผนและนโยบายทางการศึกษา ฯลฯ<br /> 4. ด้านสังคมศาสตร์<br /> 5. ด้านมนุษยศาสตร์<br /> 6. ด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์การศึกษา</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ</strong><br /> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม ถึง มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม ถึง ธันวาคม</p> <p><strong>ประเภทบทความ : </strong>ตีพิมพ์ ฉบับละ 10-13 บทความ<br /> บทความทางวิชาการ 2-3 บทความ / ฉบับ<br /> บทความวิจัย 8-10 บทความ / ฉบับ</p> <p><strong>การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ <em>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช</em></strong><strong><br /></strong>อ้างอิงตามประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เรื่อง หลักเกณฑ์ อัตราค่าธรรมเนียม และอัตราค่าตอบแทนเกี่ยวกับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความในวารสารของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศ ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2568</p> <p><strong>1. อัตราค่าธรรมเนียม</strong><br /><strong> </strong> บุคคลภายใน บทความละ 3,500 บาท<strong><br /></strong><strong> </strong>บุคคลภายนอก<strong> </strong>บทความละ 4,000 บาท<br /><strong>นิยาม<br /></strong><strong> บุคคลภายใน</strong> หมายถึง คณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ซึ่งต้องปรากฏชื่อเป็น <strong>“ผู้แต่งบทความลำดับแรก”</strong> เท่านั้น <em>หมายเหตุ: หากผู้แต่งลำดับแรกใช้สังกัดของสถาบันอื่น (ไม่ใช่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช) จะถือเป็นบุคคลภายนอก<br /></em><strong> บุคคลภายนอก</strong> หมายถึง บุคคลที่มิใช่คณาจารย์ นักศึกษา หรือบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช</p> <p><strong>2. การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม</strong><br /><strong> </strong> - วารสารครุศาสตร์จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม <strong>เมื่อบทความผ่านการพิจารณาจากกองบรรณาธิการ และสามารถส่งต่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน </strong><strong>3 คน ประเมินคุณภาพบทความได้<br /></strong><strong> </strong> - เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานจะแจ้งให้ผู้นิพนธ์ทราบก่อนการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมทุกครั้ง</p> <p><strong>3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม<br /></strong><strong> </strong> กรุณาชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ ผ่านบัญชีธนาคารดังนี้<br /><strong> </strong> ธนาคารกรุงไทย สาขาตลาดหัวอิฐ<br /><strong> </strong> <strong> </strong> ชื่อบัญชี : <strong>มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช<br /> </strong>เลขที่บัญชี : <strong>816-1-03765-5</strong> <strong> **เท่านั้น**<br /> </strong>(กรุณาส่งหลักฐานการชำระเงินไปที่อีเมล: <strong>journals_edu@nstru.ac.th</strong>)</p> <p><strong>หมายเหตุ<br /></strong><span lang="TH"><strong> </strong> การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ <strong>“ไม่ได้รับรองว่าว่าบทความของท่านจะได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช”</strong></span><span lang="TH"> เนื่องจากบทความจะต้องผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน </span>3 <span lang="TH">คน และบรรณาธิการก่อน จึงจะสามารถแจ้งผลการพิจารณาว่า ให้สามารถลงตีพิมพ์เผยแพร่ได้หรือไม่<br /><strong> </strong> ทั้งนี้ หากบทความของท่าน <strong>“ถูกปฏิเสธการตีพิมพ์” ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมทุกกรณี</strong></span><strong><span lang="TH" style="font-family: 'Angsana New',serif;"> </span></strong><em>(<span lang="TH">เนื่องจากค่าธรรมเนียมที่ท่านชำระ จะเป็นค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิที่ประเมินบทความของท่าน) <br /><strong> </strong> </span></em><span lang="TH">จึงขอให้ท่านรับทราบ ก่อนการส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์<br /></span></p>
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/2610
กรอบแนวคิดเชิงนวัตกรรมการเรียนรู้:การบูรณาการไมโครเลิร์นนิงและการสอนแบบปรับตัวเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจโครงสร้างอะตอม
2025-12-04T13:47:49+07:00
ปวีณา ปรวัฒน์กุล
paweena_por@nstru.ac.th
รุ่งนภา พิมเสน
paweena_por@nstru.ac.th
แน่งน้อย แสงเสน่ห์
paweena_por@nstru.ac.th
ญานิศา เทพช่วย
paweena_por@nstru.ac.th
นงเยาว์ เทพยา
paweena_por@nstru.ac.th
อานันท์นิตย์ คุ่ยยกสุย
paweena_por@nstru.ac.th
เบญจวรรณ นิลวงค์
paweena_por@nstru.ac.th
ประวิทย์ เนื่องมัจฉา
paweena_por@nstru.ac.th
สุนิษา คิดใจเดียว
paweena_por@nstru.ac.th
ประกอบ ใจมั่น
paweena_por@nstru.ac.th
<p>การบูรณาการไมโครเลิร์นนิงเข้ากับการสอนแบบปรับตัวได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เนื่องจากสามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างผู้เรียนและเอื้อต่อการสร้างความเข้าใจเชิงลึกในเนื้อหาที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างอะตอม ซึ่งเป็นปฐมบทที่เชื่อมโยงการเรียนรู้บทเรียนอื่น ๆ บทความนี้นำเสนอการทบทวนวรรณกรรมและสังเคราะห์กรอบแนวคิดอย่างเป็นระบบ โดยวิเคราะห์งานวิจัยเชิงประจักษ์ 9 ฉบับ (พ.ศ. 2566 - 2568) ที่เกี่ยวข้องกับไมโครเลิร์นนิงในเคมีศึกษา กลยุทธ์การสอนแบบปรับตัว และการบูรณาการในบริบทสะเต็ม โดยใช้แบบจำลอง ADDIE เป็นกรอบการออกแบบเชิงระบบ การศึกษานี้นำเสนอแนวคิดไมโครเลิร์นนิงแบบปรับตัว (Adaptive Microlearning) ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่แบ่งเนื้อหาเป็นหน่วยย่อย (Micro - units) และปรับรูปแบบ วิธีการ หรือความยากง่ายตามความสามารถของผู้เรียนแต่ละคนโดยอาศัยการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง กรอบแนวคิดนี้มีรากฐานจากทฤษฎีภาระทางปัญญา ทฤษฎีการเรียนรู้หลายรูปแบบ ทฤษฎีการสร้างความรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล และทฤษฎีการทบทวนเว้นช่วง ช่วยลดภาระทางปัญญา เพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงความรู้ และสนับสนุนการเรียนรู้เชิงลึก ผลการสังเคราะห์แสดงว่ากรอบแนวคิดนี้สามารถเสริมสร้างความเข้าใจโครงสร้างอะตอมอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับทักษะศตวรรษที่ 21 และมีศักยภาพประยุกต์ใช้กับหัวข้ออื่น ๆ การศึกษานี้เติมเต็มช่องว่างทางวิชาการในการบูรณาการทั้งสองแนวทางอย่างเป็นระบบ ซึ่งยังขาดในบริบทไทย และนำเสนอแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงแม้มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร กรอบแนวคิดนี้มีคุณค่าทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติต่อการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในยุคดิจิทัล</p>
2026-03-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/3690
สาส์นจากบรรณาธิการ
2026-03-19T11:24:04+07:00
นพรัตน์ ชัยเรือง
journals_edu@nstru.ac.th
2026-03-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/2627
บรรยากาศองค์การของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
2025-11-26T08:37:13+07:00
กัญญาพัชร หลุ่มบางล้า
beerkanyaphat345@gmail.com
รัฐศวรรธน์ กิ่งแก้ว
chamnikk@gmail.com
วรรณะ บรรจง
wanna.b@sct.ac.th
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบรรยากาศองค์การของโรงเรียนตามการรับรู้ของครู 2) เปรียบเทียบบรรยากาศองค์การของโรงเรียนตามการรับรู้ของครู ตามตัวแปรเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน วิทยฐานะ เพศของผู้บริหาร ประสบการณ์ในการบริหารงานของผู้บริหาร และขนาดของโรงเรียน และ 3) ศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบรรยากาศองค์การของโรงเรียน ที่สามารถนำมาเป็นแนวทางการพัฒนาบรรยากาศองค์การ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 จำนวน 306 คน โดยใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วนตามขนาดของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ คือ แบบสอบถาม เชิงคุณภาพ คือ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์แบบทีอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และเปรียบเทียบพหุคูณด้วยวิธี LSD และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) บรรยากาศองค์การของโรงเรียนตามการรับรู้ของครู โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับดี 2) ครูที่มีประสบการณ์ทำงาน วิทยฐานะ และปฏิบัติงานในโรงเรียนที่ผู้บริหารมีเพศต่างกัน มีการรับรู้บรรยากาศองค์การของโรงเรียนแตกต่างกัน และ 3) ปัญหาและข้อเสนอแนะที่สามารถนำมาเป็นแนวทางการพัฒนาบรรยากาศองค์การของโรงเรียน คือ การพัฒนาบรรยากาศองค์การของโรงเรียนควรมุ่งเน้นการสร้างความอบอุ่นและความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนระหว่างผู้บริหารกับครู ควบคู่กับการปรับมาตรฐานการทำงานให้เหมาะสมกับบริบทและทรัพยากรของโรงเรียน พร้อมทั้งส่งเสริมการจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ผ่านการสื่อสารที่เปิดใจ</p>
2026-03-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/2607
การพัฒนาสื่อความจริงเสริมเพื่อแนะนำหลักสูตร
2025-12-08T09:26:24+07:00
ปิยวัฒน์ ตรัสสรณวาทิน
piyawat.t@sciee.kmutnb.ac.th
ธนะวัชร จริยะภูมิ
piyawat.t@sciee.kmutnb.ac.th
<p>พัฒนาสื่อความจริงเสริมเพื่อแนะนำหลักสูตร (3) เพื่อประเมินคุณภาพของสื่อความจริงเสริม เพื่อแนะนำหลักสูตร ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ได้ออกแบบสื่อความจริงเสริมเพื่อแนะนำหลักสูตรโดยการพัฒนาจากสื่อแบบเก่าที่มีการใช้งานโดยการใช้โบรชัวร์หรือแผ่นพับในการแนะนำ เช่นการประชาสัมพันธ์หลักสูตรเป็นต้น ซึ่งสื่อที่ใช้แนะนำแบบใหม่อยู่ในรูปแบบของการให้สื่อความจริงเสริมที่ผ่านทางสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตและอุปกรณ์เคลื่อนที่ชนิดอื่น ๆ</p> <p>กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียน นักศึกษาที่มีความสนใจสื่อความจริงเสริมเพื่อแนะนำหลักสูตร จำนวน 500 คน ได้จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ สื่อความจริงเสริมเพื่อแนะนำหลักสูตรซึ่งมีแบบประเมินคุณภาพของสื่อ โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 9 ท่าน ประกอบไปด้วย 5 ด้าน โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การออกแบบการพัฒนาสื่อความจริงเสริมเพื่อแนะนำหลักสูตร ซึ่งจะได้เป็นโมเดลของแผนภาพในการสร้างภาพสามมิติ 2) การพัฒนาสื่อโดยได้สื่อความจริงเสริมเพื่อแนะนำหลักสูตรเป็นสื่อที่ใช้ในการนำไปประชาสัมพันธ์หลักสูตรกับผู้ที่มีความสนใจ 3)ผลการประเมินคุณภาพของสื่อโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยที่ 4.69 (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.69) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.58 (S.D. = 0.58) แสดงว่าการการพัฒนาสื่อความจริงเสริมเพื่อแนะนำหลักสูตรสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-03-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/2938
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับความปลอดภัยในสถานศึกษา
2026-01-13T14:57:47+07:00
นัฐนันท์ เต็มศรี
jamebandon@gmail.com
เบญจวรรณ ศริกุล
jamebandon@gmail.com
หิรัญ ประสารการ
jamebandon@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารแบบมีส่วนร่วม 2) ศึกษาระดับการดำเนินงานด้านความปลอดภัย 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับการดำเนินงานด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา และ 4) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะ และแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับการดำเนินงานด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 254 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามความคิดเห็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสอบถามปลายเปิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การบริหารแบบมีส่วนร่วม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) การดำเนินงานด้านความปลอดภัย มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก</p> <p>3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับการดำเนินงานด้านความปลอดภัยมีความสัมพันธ์ในระดับมาก มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ที่ 0.746 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>4) ข้อเสนอแนะ และแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับการดำเนินงานด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา จะต้องสร้างสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ปลอดภัย มีการอบรมสร้างความรู้ และการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ครู บุคลากร นักเรียน และชุมชน ตลอดจนการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย และมีระบบการบริหารจัดการความปลอดภัยที่เป็นระบบ</p>
2026-03-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/2542
การพัฒนาชุดกิจกรรมเกมคณิตศาสตร์ร่วมกับวิธีการแบบเปิด เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
2025-12-04T18:35:43+07:00
กิตติปกรณ์ อ้มเถื่อน
kittipakorn@banphai.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาชุดกิจกรรมเกมคณิตศาสตร์ร่วมกับวิธีการแบบเปิดที่ส่งเสริมการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ 2) สร้างและหาคุณภาพชุดกิจกรรมเกมคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) ศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมเกมคณิตศาสตร์ร่วมกับวิธีการแบบเปิด ได้แก่ การเปรียบเทียบการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ การเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ และประเมินความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น จำนวน 35 คน จากการสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ชุดกิจกรรมเกมคณิตศาสตร์ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบวัดการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ และแบบสำรวจความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) การนำเกมคณิตศาสตร์และวิธีการแบบเปิดมาใช้เป็นแนวทางที่ดี สามารถสร้างแรงจูงใจ และเปลี่ยนเรื่องยากให้ท้าทายขึ้น โดยในขั้นที่ 1ของวิธีการแบบเปิดให้นำเสนอสถานการณ์ปัญหาผ่านเกมคณิตศาสตร์ 2) ชุดกิจกรรมเกมคณิตศาสตร์ร่วมกับวิธีการแบบเปิด มีประสิทธิภาพ 82.01/81.86 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 3) ผลการใช้ชุดกิจกรรมเกมคณิตศาสตร์ร่วมกับวิธีการแบบเปิด ได้แก่ 3.1) การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.2) ความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3.3) ความพึงพอใจของนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-03-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/3211
ปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งความสุข สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช
2026-02-06T13:43:54+07:00
เจนวิทย์ ฉลาด
janwitchalard@gmail.com
จุติพร อัศวโสวรรณ
janwitchalard@gmail.com
วีระยุทธ ชาตะกาญจน์
janwitchalard@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการบริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการสร้างองค์กรแห่งความสุข 3) ศึกษาปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งความสุข และ 4) ศึกษาแนวทางพัฒนาปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งความสุข สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างการวิจัยคือผู้บริหารสถานศึกษาและครูจำนวน 341 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) และผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการบริหารสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านงบประมาณ รองลงมาคือ การบริหารจัดการ เทคโนโลยีสารสนเทศ ภาวะผู้นำ และการพัฒนาบุคลากร ตามลำดับ 2) การสร้างองค์กรแห่งความสุข ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การติดต่อสัมพันธ์ที่ดี การมีสังคมที่ดี การมีสุขภาพที่ดี และการมีความเข้าใจผู้อื่น 3) ปัจจัยการบริหารสถานศึกษาส่งผลต่อการสร้างองค์กรแห่งความสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่ ด้านงบประมาณ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านพัฒนาบุคลากร และด้านการบริหารจัดการ สามารถร่วมกันพยากรณ์การสร้างองค์กรแห่งความสุขได้ร้อยละ 64 และ 4) แนวทางการพัฒนาปัจจัยการบริหารสถานศึกษา ผู้บริหารควรเน้นการบริหารงบประมาณที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ การนำเทคโนโลยีมาช่วยลดภาระงาน พัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความถนัด และการบริหารจัดการที่เน้นเป้าหมายร่วมกัน</p>
2026-03-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/EJ-NSTRU/article/view/3359
Development of a Learning Activity Package Using Case-Based Learning Combined with Brainstorming Technique to Enhance Critical Reflection Among Nursing Students
2026-02-04T15:20:38+07:00
Anusorn Nanudorn
anusorn_n@mail.mutt.ac.th
Rossarin Jermtaisong
Rossarin_j@rmutt.ac.th
Pornpirom Lhongsap
Pornpirom_l@rmutt.ac.th
<p>The objectives of this research and development study were to: 1) develop a learning activity package using case-based learning combined with a brainstorming technique at the 80/80 criterion standard; and 2) compare the ability of nursing students to reflect critically before and after using the LAP. The sample consisted of 36 third-year students enrolled in the Bachelor of Nursing Science program at Rajamangala University of Technology Thanyaburi, selected through a multi-stage random sampling. The research instruments consisted of the LAP and a critical reflection assessment tool. The data were analyzed using means, standard deviations, E1E2, and dependent t-tests. The result of the study found that: 1) The Learning Activity Package consisted of ten components: activity title, introduction, instructions, learning objectives, implementation guidelines, learning activities, evaluation methods, instructional design plan, learning activity worksheets, and assessment instruments, with an effectiveness of 88.88/91.85. The quality of the learning activity package was evaluated by three experts, with item-objective congruence (IOC) values ranging from 0.66 to 1.00, indicating acceptable content validity. and 2) nursing students' critical reflection after using the LAP was higher than before learning at the statistical significance level of .05. This LAP may contribute to the development of critical reflection among nursing students.</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช