https://so16.tci-thaijo.org/index.php/CLGJournal/issue/feed
วารสารการบริหารปกครองและนวัตกรรมสังคม
2025-03-19T00:00:00+07:00
ผศ.ดร.อลงกต แผนสนิท
journal.clg.sskru@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารการบริหารปกครองและนวัตกรรมสังคม<br />กำหนดออก : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม<br />นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านสังคมศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และนวัตกรรมสังคม โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</p>
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/CLGJournal/article/view/964
แนวทางการจัดทำคำของบประมาณในระบบบริหารราชการส่วนภูมิภาคของประเทศไทย: กรณีศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ
2024-10-03T15:28:01+07:00
ปณัยกร บุญกอบ
panaikorn222@hotmail.com
<p>ระบบจัดการด้านการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบงานด้านงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล การสร้างระเบียบวินัยทางการคลังด้วยกรอบการทำงานของธรรมาภิบาลทางด้านการคลัง (Good Fiscal Governance) และเน้นการกระจายอำนาจทางการคลัง (Fiscal Decentralization) เพื่อทำให้ประชาสังคมและประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุด หรือสร้างประชารัฐ (Civil State) โดยเน้นที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง</p> <p> การวิจัยครั้งนี้พัฒนาขึ้นตามวิธีการทางด้านระเบียบกระบวนการทางด้านงบประมาณ (Budgeting Cycle) ลำดับขั้นตอนวัฎจักรการพัฒนาระบบเริ่มจากการเก็บข้อมูลความต้องการของผู้ใช้ โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างกรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง อีกทั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและการคลังในการประสานการทำงานอย่างเป็นองค์รวมและบูรณาการทั้งผู้อำนวยการคลังจังหวัด หัวหน้าส่วนงานกลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ ประกอบกับการสัมภาษณ์ทางด้านวิชาการเกี่ยวกับองค์ความรู้และข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Information) ของผู้ใช้เอกสารงบประมาณโดยการศึกษาจากเอกสารคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เอกสารที่เกี่ยวข้องและสัมภาษณ์บุคลากรที่เกี่ยวข้อง จากนั้นทำการวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ บุคลากร การออกแบบระบบได้ใช้วิธีการจากสำนักงบประมาณ</p> <p> ผลการวิจัยครั้งนี้ทำให้ได้ระบบการบริหารการจัดการทางด้านการเงินและการคลัง ด้านงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดศรีสะเกษซึ่งทำงานภายใต้ระบบบริหารราชการส่วนภูมิภาค จังหวัดศรีสะเกษโดยมีการทำงานภายใต้ระบบเครือข่ายของฐานข้อมูลทางการคลัง (GFMIS: Government Fiscal Management Information System) และมีระบบรองรับของจังหวัดคือ Client Server Back-up ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลด้านการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินและสามารถนำเสนอสารสนเทศด้านการใช้จ่ายเงินงบประมาณผู้บริหารของจังหวัดศรีสะเกษ</p>
2025-03-19T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2025 วารสารการบริหารปกครองและนวัตกรรมสังคม
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/CLGJournal/article/view/845
สิทธิคนพิการ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ศึกษากรณีคนพิการในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม จังหวัดศรีสะเกษ
2024-12-09T14:29:04+07:00
ภัควัฒน์ จรรยาสุทธิวงศ์
phakawatc@hotmail.com
<p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพและปัญหาของคนพิการในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม 2. ศึกษาสิทธิทางอาชีพของคนพิการได้รับตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 โดยผู้วิจัยได้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ การสัมภาษณ์เชิงลึกกับคนพิการ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดศรีสะเกษ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าคนพิการในตำบลทุ่มจะต้องมีลักษณะความพิการ คือต้องเป็นคนพิการที่มีความพิการเชิงประจักษ์ หรือต้องเป็นคนพิการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ประกาศกำหนดประเภทความพิการที่มีลักษณะ 7 ประเภท เพื่อให้ได้รับบัตรคนพิการ สามารถมีสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ คนพิการสามารถได้รับการฝึกงานจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตำบลทุ่ม ให้ได้รับการฝึกงานประเภทจักสาน เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เพื่อให้สามารถไปประกอบการสามารถหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้</p> <p> คนพิการในตำบลทุ่มได้รับบัตรคนพิการ ซึ่งทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามกฎหมาย คนพิการในตำบลทุ่มไม่มีผู้ใดทำงานในสถานประกอบการหรือหน่วยงานของรัฐ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่มได้จัดฝึกอบรมอาชีพให้กับคนพิการ และคนพิการยังสามารถกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมาทำประกอบกิจการ</p>
2025-03-19T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2025 วารสารการบริหารปกครองและนวัตกรรมสังคม
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/CLGJournal/article/view/1377
การสร้างอัตลักษณ์ภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นจังหวัดระนองสู่การท่องเที่ยวชุมชน
2025-01-27T09:43:32+07:00
นรา พงษ์พานิช
nara.pho@sru.ac.th
กฤษฎา ฉิมพลีวัฒน์
kritsadarx2529@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาเกี่ยวกับภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นจังหวัดระนอง 2. เพื่อสร้างอัตลักษณ์ภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นจังหวัดระนองสู่การท่องเที่ยวชุมชน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ แหล่งข้อมูลในการศึกษาประกอบด้วยแหล่งข้อมูลเอกสาร และแหล่งข้อมูลบุคคล สำหรับแหล่งข้อมูลบุคคล คือ ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 4 คน ที่เป็นผู้อาศัยอยู่บนเกาะคนฑี และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำอาหารพื้นถิ่นไม่น้อยกว่า 30 ปี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสังเกตและประเมินจากสื่อกิจกรรมประกวดการทำอาหารพื้นถิ่น วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และการพรรณนาเชิงวิเคราะห์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อาหารพื้นถิ่นของปากน้ำระนอง เช่น เหยแก๋ และน้ำเคย ถือเป็นสูตรดั้งเดิมที่เป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานและมีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน และยังเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับธรรมชาติและความเรียบง่ายในการใช้ชีวิต เป็นอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในเรื่องของรสชาติและกรรมวิธีการผลิต และมีความพิเศษคือ รสชาติไม่เค็มเกินไป ซึ่งแตกต่างจากพื้นที่อื่น การจัดกิจกรรมประกวดอาหารพื้นถิ่นในครั้งนี้ได้กลายเป็นสื่อกิจกรรมที่ทำหน้าที่สร้างอัตลักษณ์ภูมิปัญญาพื้นถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้อาหารพื้นถิ่นอย่างเมนู “ลอกอยอก” กลายเป็นเมนูที่เป็นเอกลักษณ์ที่ควรแก่การอนุรักษ์และเผยแพร่ และพบว่าเป็นการทำงานร่วมกันทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชนและภาครัฐเพื่อความยั่งยืน</p> <p>หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในจังหวัดระนองควรนำผลการวิจัยไปใช้เพื่อสร้างเสน่ห์และความแตกต่างในตลาดการท่องเที่ยวรูปแบบ “ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร” ที่นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กระบวนการปรุงอาหารท้องถิ่น ช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับการเดินทางของนักท่องเที่ยวและสร้างความประทับใจที่ยั่งยืน</p>
2025-03-19T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2025 วารสารการบริหารปกครองและนวัตกรรมสังคม
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/CLGJournal/article/view/1268
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
2025-01-23T13:57:43+07:00
นางสาวคล้ายฝัน สุวรรณศร
oplay007@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่</p> <p>กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ประชาชนที่มีภูมิลำเนาในองค์การบริหารส่วนตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 357 คน และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน (Krejcieและ Morgan)</p> <p>ผลการวิเคราะห์พบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์การบริหาร ส่วนตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง พิจารณารายด้านพบว่า อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่น รองลงมา ด้านการศึกษาสภาพ/สำรวจข้อมูลพื้นฐาน และค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการนำแผนพัฒนาท้องถิ่นไปปฏิบัติ ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วม ของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ พบว่าไม่แตกต่างกันทุกด้าน</p>
2025-03-19T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2025 วารสารการบริหารปกครองและนวัตกรรมสังคม
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/CLGJournal/article/view/1262
ความคิดเห็นของประชาชนต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของ เทศบาลตำบลปลายบาง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี
2025-01-23T13:50:26+07:00
พัชรี ภู่สังวาลย์ทอง
hawawoo1@hotmail.com
กรรณสิทธิ์ สะและน้อย
dr.sit1001@gmail.com
เติมศักดิ์ สุวรรณศักดิ์
termsak.s28@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ความคิดเห็นของประชาชนต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของเทศบาลตำบลปลายบาง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี</p> <p>กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ จำนวน 354 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 05 ระดับที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ .8656 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test, F-test เปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีการของ Scheffe</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ในภาพรวม 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก ( x\bar{}= 3.53 , S.D.= 0.19) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการจัดระเบียบชุมชน/สังคม มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด อยู่ในระดับมาก ( x\bar{}= 3.60 , S.D.= 0.35) รองลงมาคือ ด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต อยู่ในระดับมาก ( x\bar{}= 3.57 , S.D.= 0.30) และด้านศิลปะวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด อยู่ในระดับมาก ( x\bar{}= 3.46 , S.D.= 0.29)</p> <p>ผลการเปรียบเทียบสมมติฐานพบว่าอายุ การศึกษา อาชีพ ที่แตกต่างกัน ในภาพรวม 4 ด้าน พบว่าแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ .05 ส่วนเพศที่แตกต่างกัน ในภาพรวม 4 ด้าน พบว่าแตกต่างกัน</p>
2025-03-19T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2025 วารสารการบริหารปกครองและนวัตกรรมสังคม
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/CLGJournal/article/view/1264
ความคิดเห็นของประชาชนต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร
2025-02-14T10:36:31+07:00
ณัฐณิชานันท์ ใจจะดี
chananjj789@gmail.com
ธเนศพล อินทร์จันทร์
tanesphol2011@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความคิดเห็นของประชาชนต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ จำนวน 354 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ .8656 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test, F-test เปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีการของ Scheffe</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ในภาพรวม 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก (= 3.53 , S.D.= 0.19) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการจัดระเบียบชุมชน/สังคม มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด อยู่ในระดับมาก (= 3.60 , S.D.= 0.35) รองลงมาคือ ด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต อยู่ในระดับมาก (= 3.57 , S.D.= 0.30) และด้านศิลปะวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด อยู่ในระดับมาก (= 3.46 , S.D.= 0.29)</p> <p>ผลการเปรียบเทียบสมมติฐานพบว่าอายุ การศึกษา อาชีพ ที่แตกต่างกัน ในภาพรวม 5 ด้าน พบว่าแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ .05 ส่วนเพศที่แตกต่างกัน ในภาพรวม 5 ด้าน พบว่าแตกต่างกัน</p>
2025-03-19T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2025 วารสารการบริหารปกครองและนวัตกรรมสังคม