https://so16.tci-thaijo.org/index.php/AJEHD/issue/feed
วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน
2026-02-28T00:00:00+07:00
สถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ
ajehd.editorial@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน (ASEAN Journal of Education and Human Development) (AJEHD)</p> <p>E-ISSN : ISSN : XXXX-XXXX(Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มศึกษาศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p> </p>
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/AJEHD/article/view/3232
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู วิทยาลัยสันตพล
2026-02-17T13:08:51+07:00
สถิตย์ กุลสอน
czzie19@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู วิทยาลัยสันตพล โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านสังคม และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางการศึกษา ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู วิทยาลัยสันตพล ปีการศึกษา 2567 จำนวน 124 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางเครซีและมอร์แกน และสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และรายการคำถามเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษา โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ เท่ากับ 0.96 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายลักษณะข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง และใช้สถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ เพื่อทดสอบอิทธิพลของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู วิทยาลัยสันตพล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความต้องการของผู้ปกครองหรือคู่สมรส ซึ่งมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือ โอกาสในการมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา และสิ่งอำนวยความสะดวกของสถานศึกษา ตามลำดับ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนพัฒนาหลักสูตร การกำหนดแนวทางการประชาสัมพันธ์ และการบริหารจัดการด้านการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและบริบททางสังคมในปัจจุบัน</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/AJEHD/article/view/3535
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับความผูกพันต่อองค์กรของครูใน สถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู
2026-02-23T04:35:20+07:00
เชวงศักดิ์ Prueksawet
dr.chawengsak@gmail.com
กนกอร ทองศรี
dr.chawengsak@gmail.com
ประยงค์ หัตถพรหม
dr.chawengsak@gmail.com
นัสชนะ ส่างช้าง
dr.chawengsak@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก 2) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของครู และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนในสถานศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 352 คน ได้จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Yamane และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความผูกพันต่อองค์กรของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยความผูกพันทางอารมณ์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และ 3) การบริหารแบบมีส่วนร่วมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันต่อองค์กรของครูในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการดำเนินงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์กรของครู</p> <p><strong> </strong></p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/AJEHD/article/view/3554
การวาดภาพและระบายสีเพื่อส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กห้องอนุบาล 2 โรงเรียนหอคำพิทยาสรรค์
2026-02-24T21:38:49+07:00
ณิชา คำไพล
czzie19@gmail.com
ภูริพงษ์ ภูริศรี
Nicha19042539@gmail.com
<p>การวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กชั้นอนุบาล 2 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมวาดภาพและระบายสีตามจินตนาการ และ 2) เปรียบเทียบความคิดเชิงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กก่อนและหลังการจัดกิจกรรม กลุ่มเป้าหมายคือเด็กชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนหอคำพิทยาสรรค์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 25 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดกิจกรรมวาดภาพและระบายสีตามจินตนาการจำนวน 8 แผน แบบประเมินพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก และแบบประเมินความคิดเชิงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง <em>(</em>Cronbach’s alpha = .91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test แบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(24) = 12.87<em>, p <</em><strong><em> .</em></strong>001) และมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูงมาก (<em>Cohen’s d =</em> 2.57) และ 2) ความคิดเชิงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t(</em>24) = 13.42<em>, p <</em><strong><em> .</em></strong>001) โดยมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูงมาก (<em>Cohen’s d =</em> 2.68) สรุปได้ว่ากิจกรรมวาดภาพและระบายสีตามจินตนาการเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยสำคัญทั้งทางสถิติและทางปฏิบัติ</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/AJEHD/article/view/3555
การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 8
2026-02-25T03:05:41+07:00
พระครูอโศกภัทรวงศ์
czzie19@gmail.com
พระมหาอำพล ธนปญฺโญ (ชัยสารี)
czzie19@gmail.com
ฐิติวัสส์ หมั่นกิจ
czzie19@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการ 2) ศึกษาระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) ศึกษาการบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 8 การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 178 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 55 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.18, SD = 0.47) 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างสูง ( = 3.12, SD = 0.41) 3) การบริหารงานวิชาการมีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .62) และ 4) ตัวแปรที่สามารถพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การจัดการเรียนการสอน การประกันคุณภาพการศึกษา และการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา โดยร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 48 (R² = .48) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะด้านการจัดการเรียนการสอนและการประกันคุณภาพ เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 8</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน
https://so16.tci-thaijo.org/index.php/AJEHD/article/view/3543
การพัฒนารูปแบบการพัฒนาครูด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) สำหรับโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 8
2026-02-24T21:33:18+07:00
นัสชนะ ส่างช้าง
czzie19@gmail.com
พระมหาอำพล ธนปญฺโญ (ชัยสารี)
d_p212224@hotmail.com
เชวงศักดิ์ พฤกษเทเวศ
d_p212224@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาครูในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต 8 2) พัฒนารูปแบบการพัฒนาครูด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และ 3) ทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยเป็นแบบวิจัยและพัฒนาแบบผสมผสานวิธี ดำเนินการ 3 ระยะ กลุ่มตัวอย่างในระยะที่ 1 ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 320 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) สำหรับระยะที่ 3 ใช้การทดลองแบบกึ่งทดลอง ชนิด One-Group Pretest–Posttest Design กับครูจำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Dependent Samples t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการพัฒนาครูโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และมีความต้องการจำเป็นในการจัดระบบ PLC อย่างเป็นรูปธรรมในระดับสูง (2) ได้พัฒนารูปแบบ BUDDHA-PLC Model ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ Buddhist Integration, Unity Collaboration, Development Cycle, Data Reflection, Holistic Learning และ Assessment & Adjustment ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และ (3) ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่า สมรรถนะครูหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่ารูปแบบมีประสิทธิผลและสามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทโรงเรียนพระปริยัติธรรม</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน