https://so16.tci-thaijo.org/index.php/AJEHD/issue/feed วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน 2026-04-30T23:25:26+07:00 สถาบันส่งเสริมและพัฒนาวิชาการด็อกเตอร์เกษ ajehd.editorial@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน (ASEAN Journal of Education and Human Development) (AJEHD)</p> <p>E-ISSN : ISSN : XXXX-XXXX(Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มศึกษาศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p> </p> https://so16.tci-thaijo.org/index.php/AJEHD/article/view/4000 การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วย PABA Model เพื่อยกระดับทักษะ 3Rs ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–3 ในโรงเรียนบ้านหนองแอก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 2026-04-30T23:23:13+07:00 จรินธรณ์ ขันโพธิ์น้อย dr.chawengsak@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วย PABA Model เพื่อยกระดับทักษะ 3Rs ของนักเรียน (2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบโดยเปรียบเทียบทักษะ 3Rs ก่อนและหลังการใช้รูปแบบ (3) ประเมินผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณ และ (4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ควบคู่กับการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–3 โรงเรียนบ้านหนองแอก จำนวน 46 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วย PABA Model แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดทักษะ 3Rs แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วย PABA Model มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.78, S.D. = 0.32) (2) ทักษะ 3Rs ของนักเรียนหลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.32, p &lt; .001) (3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูง และ (4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.68, S.D. = 0.43)</p> <p>สรุปได้ว่า รูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วย PABA Model ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการยกระดับทักษะ 3Rs ของนักเรียนทั้งในเชิงสถิติและเชิงปฏิบัติ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/AJEHD/article/view/4003 การใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมแรงจูงใจในการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโนนสะอาด อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย 2026-04-30T23:19:58+07:00 คำจันทร์ ระวิพันธ์ dr.chawengsak@gmail.com ปกครอง ธานัง chankam28102526@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชันสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2) เปรียบเทียบแรงจูงใจในการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้เกมมิฟิเคชัน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชัน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโนนสะอาด อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชัน จำนวน 8 แผน แบบวัดแรงจูงใจในการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยการทดสอบก่อนเรียน จัดการเรียนรู้เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ และทดสอบหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test แบบกลุ่มสัมพันธ์ รวมทั้งวิเคราะห์ขนาดอิทธิพลด้วยค่า Cohen’s d</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชันมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.67, S.D. = 0.58) 2) แรงจูงใจในการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.27, p &lt; .05) และมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูงมาก และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมมิฟิเคชันโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.51, S.D. = 0.49)</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/AJEHD/article/view/3997 การศึกษาปัญหาการไม่ส่งงานของนักเรียน ระดับชั้น ปวช.ปีที่ 3 รายวิชาการคำนวณต้นทุนเพื่องานอาชีพ 2026-04-30T23:25:26+07:00 อนันต์ สีมุนทอง dr.chawengsak@gmail.com เชวงศักดิ์ พฤกษเทเวศ dr.chawengsak@gmail.com ประยงค์ หัตถพรหม dr.chawengsak@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหาการไม่ส่งงานของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยอาชีวศึกษาพรเจริญ ในรายวิชาการคำนวณต้นทุนเพื่องานอาชีพ (รหัสวิชา 20201-2110) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 การวิจัยเป็นแบบเชิงพรรณนา โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนจำนวน 5 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการไม่ส่งงาน จำนวน 15 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบจัดลำดับความสำคัญของสาเหตุ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ และนำเสนอผลในรูปตารางประกอบการบรรยาย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สาเหตุหลักของการไม่ส่งงานของนักเรียน ได้แก่ (1) ความยากของแบบฝึกหัดซึ่งเกินระดับความสามารถของผู้เรียน และ (2) ภาระงานจากรายวิชาอื่น โดยมีผู้เรียนร้อยละ 100 ระบุเป็นสาเหตุอันดับแรก รองลงมา คือ การขาดแหล่งสนับสนุนหรือผู้ให้คำปรึกษา (ร้อยละ 60) และข้อจำกัดด้านเวลาในการทำงาน (ร้อยละ 20) ผลการวิจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยทั้งด้านศักยภาพผู้เรียนและบริบทการจัดการเรียนการสอนที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการส่งงาน ข้อค้นพบจากการวิจัยชี้ให้เห็นความจำเป็นในการปรับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคล การจัดระบบสนับสนุนการเรียนรู้ และการบริหารภาระงานอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนในบริบทอาชีวศึกษา</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/AJEHD/article/view/4001 อิทธิพลของการใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาวิชาชีพครูในวิทยาลัยพิชญบัณฑิต 2026-04-30T23:21:37+07:00 เชวงศักดิ์ พฤกษาเวช dr.chawengsak@gmail.com ประยงค์ หัตถพรหม dr.chawengsak@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ของนักศึกษาวิชาชีพครู 2) ศึกษาระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของการใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบเชิงพรรณนาและเชิงอธิบาย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาวิชาชีพครู วิทยาลัยพิชญบัณฑิต จำนวน 150 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามการใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาวิชาชีพครูมีระดับการใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.18, SD = 0.47) โดยด้านการเข้าถึงเนื้อหามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 2) การใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = 0.62) และ 3) การใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ร้อยละ 50 (R² = 0.50) ทั้งนี้ ตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงที่สุดคือ การเข้าถึงเนื้อหา รองลงมาคือ ความถี่ในการใช้งาน ความสะดวกในการใช้งาน และการมีปฏิสัมพันธ์</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน https://so16.tci-thaijo.org/index.php/AJEHD/article/view/3999 การพัฒนาการออกแบบสื่อการเรียนรู้โดยใช้โปรแกรม Canva สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนยาม่า 2 หนองคาย 2026-04-30T23:24:14+07:00 กรณ์ดนัย เทพาขันธ์ dr.chawengsak@gmail.com เชวงศักดิ์ พฤกษเทเวศ prayong.h2@hotmail.com ประยงค์ หัตถพรหม prayong.h2@hotmail.com <p>การวิจัยเรื่องการพัฒนาการออกแบบสื่อการเรียนรู้โดยใช้โปรแกรม Canva สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนยาม่า 2 จังหวัดหนองคาย มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ Canva และ (2) เปรียบเทียบความสามารถในการออกแบบสื่อการเรียนรู้ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ การวิจัยใช้รูปแบบการทดลองเบื้องต้น (pre-experimental design) แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน–หลัง (one-group pretest–posttest design) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงเครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ Canva จำนวน 5 แผน (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 และ (3) แบบประเมินทักษะการออกแบบสื่อแบบรูบริก มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้ Canva โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.32, S.D. = 0.58) และ (2) ความสามารถในการออกแบบสื่อการเรียนรู้หลังเรียน (x̄ = 17.85, S.D. = 1.80) สูงกว่าก่อนเรียน (x̄ = 11.20, S.D. = 2.15) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 9.45, p &lt; .05) สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้ Canva มีประสิทธิผลในการพัฒนาทักษะการออกแบบสื่อและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ในอาเซียน